xs
xsm
sm
md
lg

“เอเซียพลัส” ชี้ SET Index ยังมีความเสี่ยงสูง แกว่งแรงในกรอบ 1,680-1,700 จุด แนะถือหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีระยะยาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เอเซียพลัส” ชี้แรงซื้อที่ขับเคลื่อน SET Index แกว่งตัวแรงมาจากนักลงทุนสถาบันในประเทศเพียงกลุ่มเดียว อีกทั้งเป็นการซื้อ สลับขายทํากําไร ทําให้กรอบการปรับตัวขึ้นของดัชนีถูกจํากัดอยู่ในช่วง 1,680-1,700 จุด แนวโน้มยังมีความเสี่ยงสูง แนะสะสมหุ้นลงทุนปัจจัยพื้นฐานดีในระยะยาว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส หรือ ASP กล่าวถึงมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ (5-9 พ.ย.2561) ว่า แรงซื้อสถาบันในประเทศหนุนตลาด แต่น้ำหนักการซื้อยังขาดความต่อเนื่อง สาเหตุมาจากการดีดตัวขึ้นของ SET Index สัปดาห์ที่ผ่านมากว่า 3% พบว่า แรงขับเคลื่อนหลักมาจากทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งซื้อสุทธิเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งต่างชาติขายสุทธิ สภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพตลาดหุ้นไทยที่ยังมีโอกาสผันผวนต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เพราะนอกจากต้องพึ่งพาแรงซื้อจากสถาบันในประเทศเป็นหลักแล้ว ยังพบว่านํ้าหนักการซื้อของสถาบันในประเทศไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา มักมีการซื้อสุทธิต่อเนื่องราว 10-15 วัน ด้วยมูลค่าซื้อสะสมสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาทแล้ว มักจะมีแรงขายออกมาราว 25-50% ของมูลค่าที่ซื้อสุทธิในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรในเรื่องสงครามการค้า รวมถึงการเลือกตั้งระหว่างกาลในสหรัฐฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คาด SET Index ผันผวนโดยมีบริเวณ 1,700 จุด เป็นกรอบบน

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศในส่วนของการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ อาจมีผลต่อสงครามการค้าในอนาคต สัปดาห์นี้ประเด็นสําคัญ คือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 6 พ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. จํานวน 435 ที่นั่ง และ สว. อีก 35 ที่นั่ง ผลสํารวจล่าสุดปรากฏว่า พรรคเดโมแครต มีคะแนนนําพรรครีพับลิกัน 50.3% ต่อ 41.8% ทั้งนี้ หากเดโมแครต สามารถครองเสียงข้างมากได้ในสภาใดสภาหนึ่ง เชื่อว่าจะมี ผลต่อการผลักดันนโยบายสําคัญของรัฐบาลทรัมป์ในอนาคต แต่หากรีพับลิกัน ยังครองเสียงส่วนใหญ่ ทั้ง 2 สภา มาตรการต่างๆ ก็ยังดําเนินต่อไป โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีกับจีน ถือเป็นปัจจัยที่มีผล ภาวะการลงทุนในระยะถัดไป แม้ในระยะสั้นจะมีความคาดหวังเชิงบวกจากความเป็นไปได้ที่ผู้นําทั้ง 2 ประเทศจะเจรจากันนอกรอบก่อนการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. ก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการ ประชุม FOMC วันที่ 7-8 พ.ย. คาดยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ แต่น่าจะปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้

อย่างไรก็ดี การเดินหน้าขับเคลื่อนวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น แต่การประชุม กนง. 14 พ.ย. คาดยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือได้ว่าวัฏจักรดอกเบี้ยของโลกได้เข้าสู่ช่วงขาขึ้นชัดเจน นําโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ที่ดําเนินมาแล้ว 8 ครั้งนับตั้งแต่ ธ.ค.2558 อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงอยู่ที่ 1.5% ต่อเนื่อง และคาดว่าในสําหรับการประชุม กนง. ในวันที่ 14 พ.ย.2561 ก็ยังจะคงอัตราดอกเบี้ยฯ ไว้ที่ 1.5% โดยที่มี 2 ปัจจัยเป็นตัวชี้นํา เริ่มจากผลกระทบที่เป็นรูปธรรมของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจ โดยตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. หดตัว 5.3% YoY ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 7 เดือน ตามด้วยการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเดือน ต.ค. อยู่ที่ 1.23% เทียบกับ 1.33% ในเดือน ก.ย. และยังตํ่ากว่าดอกเบี้ยนโยบาย ภาวะดังกล่าวทําให้ยังสามารถคงอัตราดอกเบี้ยไว้ได้อีกระยะ

ขณะที่มุมมองการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในกระแส EEC โดยเฉพาะหุ้นที่มีความโดดเด่น เช่น AMATA, WHA และ EASTW ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเดินหน้าของ 2 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ เริ่มจากรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ผู้สนใจจะ ยื่นซองราคาในวันที่ 12 พ.ย.61 และในวันเดียวกันจนถึง 26 พ.ย.61 ก็จะมีการเปิดขายซองในโครงการ เมื่องการบินภาคตะวันออก (อู่ตะเภา) มูลค่า 3 แสนล้านบาท องค์ประกอบดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อราคาหุ้นของบริษัทที่มีสินทรัพย์ รวมถึงฐานธุรกิจอยู่ใน 3 จังหวัด EEC เริ่มจากผู้ประกอบการในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ราว 1 หมื่นไร่ ทั้ง 2 บริษัทได้แก่ AMATA (FV@B 35.70) และ WHA (FV@B 4.89) นอกจากนี้ ยังมี EASTW (FV@B13) ซึ่งเป็นผู้จําหน่ายนํ้าให้กับผู้ใช้ ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เป็นหลัก จุดเด่นของบริษัทอยู่ที่การมีผลประกอบการไม่ผันผวน และยังให้ Dividend Yield อีกกว่า 4% ต่อปี


กำลังโหลดความคิดเห็น...