xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นไทย 1,900 จุด ลุ้นเหนื่อย สงครามการค้า - ขึ้นดอกเบี้ยกดดัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 องศา - จับตา 3 เดือนสุดท้ายปี 2561 ต่างชาติยังขายหุ้นไทย แต่ช่วงปลายปีเชื่อเริ่มมีแรงซื้อกลับคืน ภาพรวมคาดโอกาสดัชนีส่งท้ายปีแตะ 1,900 จุดลำบาก เหตุส่งครามการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ กับนานาประเทศเริ่มส่งผลลุกลาม อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ ฯ มีท่าทีเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 รอบ แนะนำลงทุนหุ้นที่เพิ่งพาการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศช่วยสร้างผลตอบแทน เหตุทิศทางเศรษฐกิจไทยสดใสต่อเนืองถึงปีหน้า อีกมีความชัดเจนการเลือกตั้งปรากฏแล้ว

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) (ASP) ให้ความเห็นถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2561 ว่า จากการศึกษาวิเคราะห์กระแสฟันด์โฟลว์ย้อนหลังไป 10 ปี พบว่า ไตรมาส 4 ต่างชาติมักจะขายสุทธิหุ้นไทยมากที่สุด โดยย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2559 มาจนถึงต้นปี 2561 พบว่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 44% ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,852.51 จุด เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2561 สอดคล้องกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน เป็นที่มาที่ทำให้หุ้นภูมิภาค รวมถึงตลาดหุ้นไทยถูกนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรออกมามากกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่ต้นปี 2561 พบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคสูงถึง 2.25 หมื่นล้านเหรียญ และเป็นการขายสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่สหรัฐ ฯ เริ่มส่งสัญญาณปรับลดการทำ QE ในปี 2556 เป็นต้นมา โดยเป็นการขายสุทธิในตลาดหุ้นทั้ง 5 ประเทศ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ถือเป็นอันดับ 2 ที่ถูกขายสุทธิมากที่สุด กว่า 6.6 พันล้านเหรียญ หรือ 2.11 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายสุทธิ 29% ของยอดขายรวมทั้ง 5 ประเทศ

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ ASP เชื่อว่า จากสถานการณ์ของสงครามการค้าของสหรัฐ ฯ กับนานาประเทศ และค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่อ่อนค่า จะยังกดดันให้การไหลกลับมาของฟันด์โฟลว์ และกระแสฟันด์โฟลว์ ย้อนหลังไป 10 ปี พบว่าไตรมาส 4 นักลงทุนต่างชาติมักจะขายสุทธิหุ้นไทยมากที่สุด โดยเฉลี่ยสูงถึง 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิถึง 7 ใน 10 ปี โดยเฉพาะช่วง 5 ปีหลังสุด แสดงว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยออกไปทุกไตรมาส 4 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา ความคืบหน้าทางการเมืองหนุนให้ต่างชาติซื้อหุ้นไทยราว 2.3 พันล้านบาท แต่เป็นการไหลกลับเข้ามาช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากสถิติช่วง 6 เดือนก่อนมีการเลือกตั้ง 6 ครั้งหลังสุด พบว่า ต่างชาติซื้อหุ้นไทยไม่มาก โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมเฉลี่ยเพียง 2.6 พันล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิ 2 ใน 6 ครั้งเท่านั้น

ด้าน “ภรณี ทองเย็น” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัสฯ กล่าวเพิ่มว่า จากคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรกเท่ากับ 50% จากประมาณการทั้งปีที่ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ EPS 110.8 บาทต่อหุ้น ทำให้นักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณกำไรหุ้นรายตัวลง และมีโอกาสที่กำไรตลาดหุ้นไทยในปี 2562 จะลดลง 2.6 หมื่นล้านบาท ราว 2.4% หรือ EPS ที่ 108.2 บาทต่อหุ้น

ส่วนแรงหนุนปัจจัยในประเทศ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้และปี 2562 จะโต 4.4% ทำให้เตรียมทบทวนปรับตัวเลขเศรษฐกิจในปีหน้าลง จากผลกระทบสงครามการค้าเริ่มส่งผลชัดเจน ส่วนน้ำหนักการเมืองยังให้น้ำหนักเป็นศูนย์ เพราะยังมีความไม่แน่นอนว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนจากที่กำหนดไว้ในเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่

นั่นทำให้ ASP คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,662 จุด อิง P/E 15 เท่า ส่วนการปรับตัวขึ้นแตะ 1,900 จุด ประเมินว่ามีโอกาสน้อย เพราะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่จะปรับขึ้นปลายปีนี้ แต่ส่งผลบวกอย่างมากแค่ 0.25% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี ให้น้ำหนักต่ำกว่าตลาด และประเมินราคาน้ำมันปีนี้จะปรับขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล อีกทั้งหุ้นหลายตัวอัพไซด์เริ่มจำกัด P/E หุ้นไทยอยู่ระดับ 16 เท่า ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายตลาดที่ถูกกว่า

“แนวโน้มตลาดหลักทรัพย์ไตรมาสุดท้าย คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,620-1,733 จุด แต่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะระดับ 1,790-1,848 จุด ได้โดยยังมีปัจจัยให้ต้องติดตามอีกมาก ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ซึ่งปัจจัยลบให้น้ำหนักไปทางสงครามการค้าขยายตัววงกว้าง หลังพบว่ายอดวงเงินในการกีดกันการค้าสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน สูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้าจะกระเทือนต่อการค้าโลกชัดเจนปลายปีนี้ และกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนในปี 2562”

ขณะเดียวกัน ASP พบว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะยิ่งเป็นการเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ในปี 2562 มีแผนขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ขณะที่ประเทศไทยแม้ยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยแต่มองว่าคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.)ส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าใกล้จะสิ้นสุดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย หลังจากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวชัดเจน และเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1.62% แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ทำให้คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น 1.78% ในเดือนกันยายน และแตะ 2%ในช่วงปลายปีนี้ ดังนั้นถ้าเงินเฟ้อที่สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% น่าจะกดดันให้กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง

"จีดีพีปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% โดยมีการลงทุนของภาครัฐเป็นปัจจัยสนับสนุน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการของสินเชื่อเพิ่มขึ้น และคาดว่าปีหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 4.5% อีกทั้งในประเทศไทยทางด้านการเมืองมีพัฒนาการไปในเชิงบวก หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มา ส.ว. และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ทำให้กำหนดการเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น ถือเป็นการประกาศปลดล็อกการเมือง น่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น โดยกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูง แนะนำหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ จากกระแสเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1/62 คือ หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ ได้แก่ BJC, ADVANC, DTAC กลุ่มวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ได้แก่ DCC, SEAFCO, LPN ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ EASTW, BGRIM, RJH กลุ่มสื่อนอกบ้าน ได้แก่ MACO รวมถึงหุ้นส่งออกที่กำไรโดดเด่น แต่ราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ TU, CPF"

อย่างไรก็ตาม “พรเทพ ชูพันธุ์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ ฯ กล่าวถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีว่า 4 ปัจจัยที่หนุนตลาดหุ้นไทยปลายปี คือ แรงขายหุ้นไทยของต่างชาติในช่วง 3-4 เดือนน่าจะแผ่วลง ขณะเดียวกันช่วงนี้เป็นวัฏจักรการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานและ EEC และเป็นฤดูกาลจับจ่าย/มาตรการกระตุ้นภาครัฐสู่ฐานราก ก่อนจะใกล้การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ขณะที่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีเฉลี่ย 4.8% ถือว่าดีสุดในรอบ 5 ปี

"ปีนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ต่างชาติเทขายหุ้นออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ Emerging Market (EM ) มาก สาเหตุจากการที่ MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเข้าไปในดัชนีถึง 2 รอบ และการที่ Fedขึ้นดอกเบี้ย ต่างชาติขายหุ้นไทย สะสมตั้งแต่ไตรมาส 4 /60 ถึงปัจจุบัน 11 เดือนกว่า 2.3 แสนล้านบาท ทำให้ SCBS ยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1900 จุด และ EPS โต 8%"

“มงคล พ่วงเภตรา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2561 น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,800-1,845 จุด โดยภาพรวมจะมีทิศทางดีกว่าครึ่งปีแรก หลังเห็นสัญญาณการเลือกตั้งไทยที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีการเร่งลงทุนและใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้ง ถือเป็นปัจจัยผลักดันดัชนี บวกกับเศรษฐกิจและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่เริ่มมีการขยายตัว รวมถึงภาคเอกชนที่มีการใช้จ่ายมากขึ้น จะเป็นแรงหนุนให้ดัชนี ฯ มีโอกาสปรับตัวและมีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ แต่ตลาดหุ้นไทยอาจยังต้องเผชิญกับความผันผวนอยู่บ้าง โดยเฉพาะกรณีข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับจีนที่ฉุดให้ปริมาณการค้าโลกส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เนื่องจากมีการส่งออกค่อนข้างมากรวมถึงประเทศไทย

“ตราบใดที่สงครามการค้ายังไม่ยุติ ปัญหาค่าเงินของประเทศเกิดใหม่อ่อนค่ายังคงมีอยู่ โดยประเมินว่าไตรมาส 4 นี้ตลาดหุ้นไทยอาจจะเจอผลกระทบเหล่านี้บ้าง แต่ปิดตลาดสิ้นปีน่าจะดีกว่าไตรมาส 3 เนื่องจากไตรมาสสุดท้ายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกจะคลายตัวลง และจะเริ่มเห็นฟันด์โฟลว์ทยอยไหลกลับเข้ามาอย่างเร็วภายในเดือน พ.ย. - ธ.ค.นี้ จากที่ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิราว 2.05 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี”

ปิดท้ายที่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ จำกัด และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ (FETCO) กล่าวว่า แนวโน้มการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย เชื่อว่าจะทยอยลดลง เนื่องจากปัญหาเรื่องสงครามการค้าน่าจะคลี่คลาย และจากที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่ออกไป พอสมควรแล้ว ทำให้เชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เพราะ ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยบล.ทิสโก้ ยังมองเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,850 จุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...