xs
xsm
sm
md
lg

FinTech พลังขับเคลื่อนตลาดทุน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการให้บริการทางการเงินอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีนโยบายส่งเสริมให้สังคมไทยพึ่งพาเงินสดลดลง เมื่อปี 2559 จึงได้นำเสนอบริการ PromtPay ระบบโอนเงินระหว่างธนาคารที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินออนไลน์สำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าต่ำกว่า 2,000 บาทต่อครั้ง ทำให้การทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Digital Banking ของระบบการเงินไทย

ต่อมาในช่วงต้นปี 2561 เกิดการแข่งขันแย่งฐานลูกค้า ออนไลน์ระหว่างธนาคารพาณิชย์รายใหญ่หลายแห่งจนเกิดสงครามด้านราคาจนนำไปสู่การยกเลิกการคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินออนไลน์ นับเป็นการพลิกโฉมธุรกิจการเงินไทยครั้งสำคัญจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งระบบปรับลดลง
 
อย่างไรก็ดีในส่วนของธนาคารพาณิชย์นั้นต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อหารายได้จากธุรกิจอื่นมาชดเชยรายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้วงการธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันตัวกลางอย่างเช่นผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนต้องสั่นสะเทือน และเกิดคำถามขึ้นว่า

การเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) จะมีผลกระทบกับธุรกิจตลาดทุนเพียงใด?

การเปลี่ยนแปลงจะเป็นเพียง Evolution หรือถึงขั้นเป็น Revolution?

ธุรกิจใดในตลาดทุนจะเป็นดาวรุ่งและธุรกิจใดจะเป็นดาวร่วง?

ผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบต้องปรับตัวอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงนำมาแต่สิ่งที่ดีขึ้นเสมอจริงหรือไม่?

และท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้ชนะ?

 
การเติบโตของ FinTech ในธุรกิจตลาดทุนเป็นอย่างไร?
 
เทคโนโลยีมีบทบาทในการพัฒนาธุรกิจตลาดทุนมาอย่างยาวนาน โดยนอกจากผู้ลงทุนจะได้ประโยชน์จากความสะดวกสบายแล้ว ผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนยังใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานซึ่งนำไปสู่บริการใหม่ ๆ ที่สร้างการเติบโตให้แก่บริษัท แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเข้ามาของ FinTech ยิ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบกับธุรกิจตลาดทุนเป็นอย่างมาก โดย FinTech ที่ได้รับการกล่าวถึงในโลกตลาดทุนมากที่สุดคงไม่พ้น Robo advisor ผู้ช่วยแนะนำการลงทุนแก่ผู้ลงทุนที่มีจุดเด่นเรื่องต้นทุนการให้บริการที่ต่ำ และมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การให้บริการรอบด้านแบบสถาบันการเงินในอนาคต โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของธุรกิจ Robo advisor ทั่วโลก จะอยู่ที่ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2563 หรือกว่า 8% ของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของสถาบันการเงินทั่วโลก

นอกจาก Robo advisor แล้วยังมี FinTech อีกจำนวนหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ Pain point อื่นๆ ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน (Capital Market Infrastructure: CMI) ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจ Exchange, Other trading venues, Central counterparties, Securities depositories, Index providers และ Data and analytics companies ซึ่งในช่วงปี 2558-2559 นั้น FinTech ในกลุ่มนี้มีเงินลงทุนจาก Venture Capital สูงถึง 1.3 และ 2.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นสวนทางกับ FinTech ในภาคการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ อ้างอิงจาก McKinsey Panorama FinTech database นั้น พบว่า FinTech ใน CMI ในปี 2559 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 277% เทียบกับในปี 2553 ขณะที่ FinTech ที่อยู่ในกลุ่ม Corporate banking และ Payment มีจำนวนเพิ่มขึ้น 186% และ 184% ตามลำดับ
 
FinTech เข้ามามีบทบาทกับบริการใดในตลาดทุนบ้าง?

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา FinTech ในธุรกิจตลาดทุนเติบโตเป็นอย่างมากทั้งในมูลค่าการลงทุนและจำนวนบริษัท อีกทั้ง FinTech เหล่านี้ยังกระจายไปในหลายส่วนของ Value chain ของธุรกิจตลาดทุนอีกด้วย ดังนั้น การพิจารณา FinTech และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แยกตามส่วนประกอบต่างๆ ใน Value chain ของธุรกิจตลาดทุนจะทำให้เข้าใจภาพรวมมากยิ่งขึ้น โดยส่วนประกอบหลักๆ ใน Value chain ของบริการในตลาดทุนแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วน ดังนี้

1. บริการด้านการระดมทุน (Access to capital)  ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่สำคัญ โดยเทคโนโลยีสามารถช่วยให้เกิดนวัตกรรม หรือ Asset class แบบใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของทั้งผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ลงทุนได้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น Crowdfunding, Initial coin offering (ICO) และ Platform สำหรับออกหุ้นกู้โดย Startup และ SMEs เป็นต้น

2. บริการการซื้อขายหลักทรัพย์ (Trade execution)  เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วย Digital Currency ซึ่งทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมลดลง ช่วยเสริมสภาพคล่อง และมีความปลอดภัยสูง ยกตัวอย่างเช่น CME Group เปิดให้มีการซื้อขาย Bitcoin Futures ในปลายปี 2560 และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ที่สร้างระบบการซื้อขายตราสารหนี้บนเทคโนโลยี Blockchain เป็นต้น

3. บริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ (Post-trade service) โดยมีส่วนประกอบหลักคือการทำ Clear security position, Settle payments, Market surveillance, Regulatory compliance ซึ่งเป็นงาน operation หลังบ้านที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและกฎระเบียบเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการนำระบบ Automation และ Distributed Ledger Technology (DLT) มาประยุกต์ใช้ ทำให้งานบริการ Post-trade รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. บริการด้านวิเคราะห์ข้อมูล (Data analytic service) เนื่องจากข้อมูลในตลาดทุนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากการนำเทคโนโลยีอย่าง Artificial intelligence (AI) มาช่วยวิเคราะห์และเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจในการลงทุนจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เช่น Algorithm trading, Robo-advisor และ Machine and deep learning

5. บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส และลดความเสี่ยงจากการดำเนินงาน

ทิศทางการปรับตัวของผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนมีแนวโน้มเป็นอย่างไร?

แม้ว่า FinTech จะเติบโตอย่างรวดเร็วและกระจายไปในหลายภาคส่วนของธุรกิจตลาดทุน แต่ส่วนใหญ่แล้วเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็นรูปแบบของการประยุกต์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิม ซึ่งเหมือนเป็นเครื่องมือที่ช่วยมาเสริมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนคงไม่มองข้ามความสำคัญของ FinTech เหล่านี้มากนัก เพราะได้เห็นบทเรียนจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ถูกเทคโนโลยี Disrupt ในส่วนของรายได้จากค่าธรรมเนียมมาแล้ว ดังนั้น ธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เองนั้น นับวันจะมีแนวโน้มที่ลดลงเช่นกัน จาก Survey ของ World Federation of Exchange (WFE) ซึ่งทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับ 46 สมาชิกของ WFE เกี่ยวกับโอกาสการเติบโตของ FinTech ในธุรกิจตลาดทุนนั้นได้ผลที่น่าสนใจดังนี้

บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ FinTech มากที่สุด คือ ด้านการระดมทุนเพราะเป็นส่วนที่ FinTech กระจุกตัวอยู่มากที่สุดในปัจจุบัน ขณะที่สมาชิก WFE มีความเห็นว่าส่วนที่ FinTech จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคตมากที่สุดคือบริการด้าน Post-trade

เทคโนโลยีที่ถูกจับตามองว่าจะสร้างผลกระทบให้กับธุรกิจตลาดทุนมากที่สุด คือ เทคโนโลยี Advance analytics และ AI ซึ่งเห็นตรงกันทั้งในมุมมองของบริษัท FinTech และบริษัทสมาชิกของ WFE

Startup เป็นเพื่อนมากกว่าศัตรูในมุมมองของบริษัทสมาชิกของ WFE เพราะคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ร่วมกันได้ โดย Startup จะเข้ามาเติมเต็มการให้บริการของผู้ให้บริการรายเดิมในธุรกิจตลาดทุน หรือมีลักษณะเป็น Business-to-business มากกว่ากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ลงไปให้บริการถึงลูกค้ารายย่อย Business-to-customer ที่เกิดขึ้นในธุรกิจการให้คำแนะนำการลงทุนเท่านั้น
 
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของผู้ให้บริการรายเดิมในธุรกิจตลาดทุน เพราะไม่เพียง Startup เท่านั้น บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่าง Amazon Google และ Microsoft ต่างเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ FinTech เช่นกัน เช่น Cloud computing, AI และ Machine learning เป็นต้น โดย 40% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เหล่านี้จะมีบทบาทมากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่าการเข้าไปร่วมมือกับ Startup ด้าน FinTech ในรูปแบบการทำ Collaboration agreements และ Joint venture มีโอกาสมากกว่าการเข้าไปลงทุนทางตรงหรือการทำ M&A อีกทั้งยังมองว่าแม้ Startup จะมีความถนัดด้านเทคโนโลยีและสามารถเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แก้ Pain point ลูกค้าได้ตรงจุดกว่า แต่ Startup ยังไม่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถในตลาดไปได้ อีกทั้งมีความเห็นว่าภาครัฐไม่ได้ผ่อนปรนกฎระเบียบ ทำให้ Startup ได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าบริษัทของตน

ความท้าทายในการประยุกต์ใช้ FinTech ในธุรกิจตลาดทุนมีอะไรบ้าง?
 
หลายคนเชื่อในคำกล่าวที่ว่าการเปลี่ยนแปลงมักนำสิ่งที่ดีกว่าเสมอ จึงดูเหมือนว่า FinTech จะมีข้อดีอยู่มาก อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในตลาดนั้น กว่าจะรู้ถึงผลกระทบ และข้อดีข้อเสียนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง โดย Robert C. Merton ปรมาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย MIT ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2540 ได้กล่าวในงานสัมมนาของสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หัวข้อ “Observations on the Digital Revolution Opportunities and Challenges” เกี่ยวกับความท้าทาย 4 ประการสำหรับการประยุกต์ใช้ FinTech ในโลกการเงิน ดังนี้

1. ด้านความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในธุรกิจการเงิน โดยวิกฤติ Sub-prime ในปี 2551-2552 เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดว่า หากลูกค้าขาดความไว้วางใจในสถาบันการเงินแล้วจะมีผลเสียตามมารุนแรงมากแค่ไหน สำหรับ FinTech ที่แม้ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในธุรกิจตลาดทุนแต่ก็นำมาซึ่ง “Blackbox” สิ่งที่สร้างความคลุมเครือเกี่ยวกับที่มาที่ไปของบริการ เช่น บางทีลูกค้าของ Robo advisor อาจไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังลงทุนในอะไร หรือได้รับคำแนะนำโดยอ้างอิงจากตรรกะแบบไหน ดังนั้น ผู้ให้บริการทางการเงินนอกจากจะพัฒนาเทคโนโลยีแล้วจะต้องสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าโดยการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้มีความโปร่งใสอีกด้วย
 
2. ด้านความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ ผู้ลงทุนต่างจากลูกค้าทั่วไปตรงที่ใช้ FinTech ในเรื่องเงินๆทองๆ จึงมีความคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนในรูปตัวเงินจากการลงทุน เช่น การปล่อยกู้แบบ P2P lending ผู้ลงทุนย่อมหวังเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยหลังจากครบกำหนด การทำธุรกรรมในตลาดทุนก็เช่นกัน เมื่อผู้ลงทุนซื้อหุ้นแล้วย่อมหวังผลตอบแทนเป็นเงินปันผลและกำไรจากการขาย ซึ่งการทำธุรกรรมผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่มีทั้งระบบ Clearing & Settlement และ Clearing fund คอยรับประกันทำให้ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระเแทบเป็นศูนย์ ขณะที่ FinTech ไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลย ดังนั้นหากนับเอาต้นทุนเหล่านี้เข้าไปรวมด้วยย่อมทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมของ FinTech ปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับธุรกิจ Exchange แบบเดิม

3. ด้านความเสี่ยงของนวัตกรรม เป็นเรื่องปกติที่นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จมักจะนำหน้าโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับตัวมันเอง ดังนั้นหลายครั้งเมื่อปริมาณผู้ใช้ FinTech รายใดรายหนึ่งมากเกินไปย่อมทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน และ FinTech เพียงรายเดียวอาจสร้างผลกระทบไปถึง FinTech อื่นหรือระบบโครงสร้างอื่นได้ ดังนั้นผู้ให้บริการในตลาดทุนต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ใช้งาน FinTech ไปพร้อมกัน

4. ด้านกฎระเบียบภาครัฐ มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความน่าเชื่อถือและช่วยลด Credit risk ให้แก่ผู้ลงทุนได้ แต่ถ้ากฎระเบียบมีความเข้มงวดเกินไปหรือไม่ชัดเจน จะทำให้ FinTech เข้ามาแข่งขันได้ยาก แต่หากกฎระเบียบที่ผ่อนคลายกับ FinTech มากกว่าผู้ให้บริการรายเดิม ก็จะนำมาสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Regulatory arbitrage” ซึ่งผู้ประกอบการ FinTech จะเพิ่มขึ้นมาก และค่อยๆ ลดลงเมื่อความได้เปรียบด้านกฎระเบียบหมดไป

ท้ายที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ?
 
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คงพอสรุปได้ว่า ปัจจุบันการเข้ามาแข่งขันของ Startup ด้าน FinTech ในธุรกิจตลาดทุนยังเป็นเพียง “Evolution” มากกว่า “Revolution” เพราะผู้ให้บริการรายเดิมยังมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับ Startup เพื่อพัฒนาการบริการแก่ผู้ลงทุนให้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี พฤติกรรมผู้ลงทุนได้เปลี่ยนมาทำธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์บนช่องทางออนไลน์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เหตุการณ์ที่วันหนึ่งจะมีการแข่งขันลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมออนไลน์ จนในที่สุดบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งเลิกคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เหมือนที่เกิดขึ้นกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์จึงมีความเป็นไปได้ ดังนั้นผู้ให้บริการในธุรกิจตลาดทุนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมหารายได้จากธุรกิจอื่น เช่น บริการด้านข้อมูล หรือการให้คำปรึกษามาทดแทน
 
นอกจากนี้ ผู้เล่นใน Ecosystem ของตลาดทุนก็เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้เล่นที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากต่างชาติซึ่งมีข้อมูลด้านพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง Regulator เองก็ต้องปรับตัวโดยต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้การประกอบธุรกิจในยุคดิจิทัลและรู้จักนำ FinTech มาประยุกต์ใช้ในการกำกับผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนอีกด้วย ในส่วนของคำตอบของคำถามที่ว่าท้ายที่สุดแล้วผู้เล่นคนใดจะเป็นผู้ชนะในธุรกิจตลาดทุนนั้นยังคงไม่สามารถฟันธงได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นแต่ละรายจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนได้รวดเร็วแค่ไหน แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะนั้นดูเหมือนว่าผู้ลงทุนในธุรกิจตลาดทุนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบริการที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
 
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ผู้ใช้ FinTech เองต้องทำความเข้าใจด้วยว่านวัตกรรมที่ใช้นั้นมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร เหมาะกับตัวท่านหรือไม่ และต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อความปลอดภัยด้วย
 
บทความวิจัยโดย : ศิริยศ จุฑานนท์  ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


กำลังโหลดความคิดเห็น...