xs
xsm
sm
md
lg

บล.กรุงศรี คาดดัชนีทรุด เหตุกังวลวิกฤตตลาดเกิดใหม่ลุกลาม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บล.กรุงศรี ชี้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ร่วงทั้งภูมิภาคเป็นโดมิโน เหตุกังวลความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ กระทบนโยบายควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของจีน ฉุดอัตราการเติบโตลง แนะถือหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และธนาคาร เป็นหุ้นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาท

นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้น (พิจารณาจากดัชนี ISM ของสหรัฐฯ และ real GDP ในไตรมาส 3/2561 ที่มีการปรับตัวขึ้น) ขณะที่อัตราการเติบโตของประเทศหลักอื่นๆ ชะลอตัวลงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ามากขึ้นไปอีก เรายังไม่เห็นสัญญาณว่า การเติบโตที่สวนทางกันจะลดลงในเร็วๆ นี้ โดยดัชนี Caixin PMI ของจีนที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธ (5 ก.ย.) ก็ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ (51.5 vs 52.6) และตลาดเชื่อว่าตัวเลขที่อ่อนแอดังกล่าวจะสะท้อนต่อไปในตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และผลกำไรในเดือนสิงหาคม (อัตราการเติบโตของผลผลิตลดลงเหลือ 6% ในเดือนกรกฎาคม จากที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 6.5% ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรภาคอุตสาหกรรมลดลงเหลือ 16.2% จาก 21.9% ในเดือนเมษายน) เรามองว่า ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ และผลกระทบจากนโยบายควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของจีนน่าจะฉุดอัตราการเติบโตลงอีก ในขณะที่อัตราการเติบโตของ EMU ยังทรงตัว (composite PMI เฉลี่ยอยู่ที่ 54.6) แต่ยังคงมีความเสี่ยงในอิตาลีอยู่

ขณะเดียวกัน แรงเทขายสกุลเงินในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในช่วงที่ผ่านมานำโดยแอฟริกาใต้ และ อินโดนีเซีย (ค่าเงินตุรกี และอาร์เจนตินา ถูกเทขายอย่างหนักในเดือนที่แล้ว) โดยตั้งแต่ต้นสัปดาห์มา ค่าเงิน Rand และ Rupiah อ่อนค่าลงมาแล้ว 5.3% และ 2% ซึ่งค่าเงิน Rand ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องปัญหาการเมืองที่เกิดจากนโยบายปฏิรูปที่ดิน ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อรูเปียห์ ก็ทำสถิติต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 14,938 (ระดับต่ำสุดก่อนหน้านี้คือเมื่อปี 2558 ที่ 14,647)

ทั้งนี้ เรารู้สึกแปลกใจกับความแรงของการเทขาย เนื่องจากธนาคารกลางของอินโดนีเซีย ได้ขึ้นดอกเบี้ยก่อนประเทศอื่นๆ ไปแล้ว (จาก 4.25% เป็น 5.5% YTD) ซึ่งเราเชื่อว่า แรงเทขายอย่างหนักที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของประเทศ แต่เป็นการสะท้อนความกลัวว่า วิกฤตจะลุกลาม (แรงกดดันจาก cross holdings และการไถ่ถอน) ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง (ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 10% of GDP, สัดส่วนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 1.2, และหนี้ต่างประเทศคิดเป็น 35% ของ GDP) แต่ค่าเงินบาทยังคงถูกกดดัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าเงินตลาดหุ้นเกิดใหม่

“เราคาดว่า ความกังวลเรื่องวิกฤตจะลุกลามจะยังคงมีอยู่ต่อไปในระยะสั้น เนื่องจากโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และความตึงเครียดทด้านการค้าจะยังคงเป็นแรงหนุนค่าเงินดอลลาร์ (สหรัฐฯ) ต่อไปในเดือนกันยายน”

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 2.02 แสนล้านบาท YTD และขายสุทธิ 2.3 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ที่ตลาดเริ่มดีดกลับ (กรกฎาคม-กันยายน) ซึ่งอัตราการเทขายของนักลงทุนต่างชาติลดลงเมื่อเทียบจาก ครึ่งแรกของปีนี้ เราไม่หวังว่า เม็ดเงินจากต่างชาติจะกลับเข้ามาในตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากการที่ SET ปรับตัวลงน้อยกว่าบางตลาดในประเทศ EM (จีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม ซึ่งในเชิงของ Valuation ถือว่าเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีกว่า) ส่วนเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรไทย (YTD +1.81 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากการคาดหมายว่า เงินเฟ้อจะต่ำ และ real yield ที่สูงกว่าทำให้พันธบัตรไทยดูน่าสนใจมากกว่าของประเทศอื่น

อย่างไรก็ตาม ในบทวิเคราะห์ “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อ yield และดอลลาร์สหรัฐฯ” (ออกรายงานเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561) เราแนะนำหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และธนาคาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาท และ 10YTH ที่ขยับสูงขึ้น เราคิดว่าควรจะแนะนำกลุ่มโรงพยาบาล เพิ่มเข้ามาด้วย เนื่องจากมองว่าน่าจะ outperform ตลาดได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน โดยจากการวิเคราะห์รายกลุ่มของเราพบว่า ในช่วงที่นักลงทุนต่างชาติขายหนักในปี 2561 (1-26 กุมภาพันธ์, 7-30 พฤษภาคม, 7 มิถุนายน-10 กรกฎาคม) โดยเฉลี่ยแล้ว หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล outperform SET ถึง 4.93% ซึ่งในกลุ่มนี้เราเลือก BCH, CHG และ BDMS เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม


กำลังโหลดความคิดเห็น...