xs
xsm
sm
md
lg

บล.เอเซีย พลัส เตือนระวังหุ้นไทยปรับฐาน แนะลงทุนหุ้นรายตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บล.เอเซีย พลัส คาด SET Index อาจปรับฐานอีกรอบ เพราะ Fund Flow ไหลออก จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการประกาศอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรก แนะเลือกลงทุนหุ้นรายตัว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า แนวโน้ม SET Index อาจจะมีเหตุต้องปรับฐานอีกครั้ง โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index พยายามขึ้นมาทดสอบจุดสูงสุดเดิมบริเวณ 1,725 จุด แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ ซึ่งประเมินว่าเป็นเพราะการขาดแรงผลักดันที่มากพอ เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังเห็นการไหลออกของ Fund Flow กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

สําหรับปัจจัยแวดล้อมในสัปดาห์นี้ประเมินว่ามีนํ้าหนักไปในทางลบ โดยประเด็นหลักเป็นเรื่องของความกังวลเรื่องสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ซึ่งต้องติดตามว่าการตั้งกําแพงภาษีของสหรัฐฯ ในรอบที่ 3 วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงอยู่ที่เรื่องของการประกาศอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นครั้งแรก และถือเป็นแรงผลักดันให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ ยังพบว่าราคาหุ้นในกลุ่ม Market Cap ใหญ่หลายตัว (กลุ่มพลังงาน-ธนาคาร) ราคาหุ้นได้วิ่งเข้าใกล้ Fair Value องค์ประกอบดังกล่าวทําให้คาดว่า SET Index มีโอกาสที่จะปรับฐาน

ขณะเดียวกัน ประมาณการกําไรตลาดปี 2561 อาจลดลงจากประมาณการเดิมราว 2.4% จากการปรับรายการพิเศษ แม้ผลประกอบการ บจ.ในครึ่งแรกของปี 2561 มีกําไรสุทธิที่ 5.5 แสนล้านบาท เติบโต 8% เทียบระหว่างปีที่ผ่านมา และคิดเป็น 50% ของประมาณการทั้งปีที่ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ EPS 110.78 บาท/หุ้น แต่หลังจากการประชุมนักวิเคราะห์แล้ว พบว่าได้มีการปรับลดประมาณการลง เนื่องจากเหตุที่กําไรหุ้นรายตัวในบางกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นการปรับรายการพิเศษที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท เกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม ICT ส่วนการปรับอันเนื่องมาจากการดําเนินงานปกติมีสาเหตุหลายประการ เช่น กําไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2561 ออกมาตํ่ากว่าคาด ต้นทุนทางการเงินมีโอกาสเพิ่มขึ้น หรือแนวโน้มการทํากําไรในครึ่งหลังของปี 2561 ชะลอตัวจากที่คาด แต่ยอดรวมที่ปรับลดมีมูลค่าน้อยกว่ารายการพิเศษ เบื้องต้น คาดกําไรตลาดฯ ปี 2561 ลดลงจากประมาณการเดิม 2.6 หมื่นล้านบาท หรือ 2.4% ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยอยู่ในระหว่างการทบทวนปี 2562 เช่นกัน

“ปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นไทย ยังคงอยู่ที่การตั้งกําแพงภาษีรอบ 3 สหรัฐฯ-จีน ในประเทศตามตัวเลขเงินเฟ้อ 5 ก.ย.2561 สหรัฐฯ จะมีการทําประชาพิจารณ์เรื่องกําแพงภาษีที่สหรัฐฯ จะขึ้นจากจีนรอบ 3 อัตรา 25% วงเงิน 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม”

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเม็กซิโก แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนออกมา โดยน่าจะเดินหน้าเจรจากับแคนาดา และยุโรป เป็นประเทศถัดไป ขณะที่ไทย 3 ก.ย. รายงานเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ASPS คาด 1.59% (Consensus คาด 1.51%) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ความเห็นของผู้ว่าฯ ธปท. เชื่อว่า ความจําเป็นใช้นโยบายการเงินตึงตัวน้อยลง จึงคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะเกิดปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มองว่าจะมีความโดดเด่นในสัปดาห์นี้ ได้แก่ LPN, CPF และ AMATA เป็นหุ้นเด่น สัปดาห์นี้ประเมินว่า SET Index อยู่ในภาวะที่มี Upside จํากัด กลยุทธ์การลงทุนจึงกําหนดเป็นหุ้นรายตัว โดยเลือกหุ้นที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว และราคายังตํ่ากว่า Fair Value นําเสนอ LPN (FV@B 13.50) ซึ่งราคาหุ้น LPN อยู่ในแนวโน้มลงมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จนปัจจุบันเหลือเพียง 40% ของจุดสูงสุด และให้ Dividend Yield กว่า 6.5% ขณะที่คาดว่าจะเห็นการพลิกกลับมาเติบโตของกําไรอย่างมีนัยสําคัญใน 2H61 อีกบริษัทหนึ่ง คือ CPF (FV@B30) ราคาหมูหน้าฟาร์มยังอยู่ระดับสูงแม้มีข่าวโรคระบาดในจีน การที่ราคาปรับตัวลงหลัง XD เป็นโอกาสซื้อ บริษัทสุดท้าย คือ AMATA (FV@B 35.70) ความเชื่อมั่นใน EEC ที่มีมากขึ้น เป็นผลดีต่อบริษัท ซึ่งถือครองสินทรัพย์หลักอยู่ใน 3 จังหวัด EEC และยังมีแผนขยายลงทุนไปในประเทศเพื่อบ้านอย่างพม่า และลาว มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 45,093 ล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...