xs
xsm
sm
md
lg

SCB คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.50% ตลอดปี 61

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


SCB EIC คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.50% ตลอดปี 61 มองนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังจำเป็น เพื่อสนับสนุนให้แรงกดดันราคาด้านอุปสงค์สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ภายในกรอบเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อเนื่องในปี 61 จากแนวโน้มค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั้งปีที่จะยังอยู่ในระดับล่างของกรอบเป้าหมาย โดยอีไอซี มองว่า ทั้งอัตราการเพิ่มของราคาน้ำมันในกรณีฐานมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ดัชนีราคาอาหารสดในช่วง 7 เดือนแรกของปี หดตัวราว 0.8%YOY และในช่วงที่เหลือของปียังมีแนวโน้มถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตที่ยังสามารถออกสู่ตลาดได้มากตามสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวย

ด้วยเหตุนี้ อีไอซี จึงมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีจะมีแนวโน้มชะลอลงกลับมาอยู่ใกล้กรอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ทำให้ กนง. ยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนให้แรงกดดันราคาด้านอุปสงค์สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ภายในกรอบเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

พร้อมมองว่า กนง. น่าจะรอประเมินภาพเศรษฐกิจที่แม้จะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่อาจกระทบต่อการส่งออก และการท่องเที่ยว ที่อาจต่ำกว่าคาดจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต

อีไอซี มองว่าจะต้องติดตามการสื่อสารความกังวลของ กนง. ต่อประเด็นปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะมีนัยต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ที่ผ่านมา กนง. ได้แสดงความกังวลต่อปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของ SME ที่ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งแม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปรับตัวต่อรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นการเพิ่มภาระการชำระหนี้ขึ้นอีก จึงเป็นเหตุผลในการสนับสนุนให้คงดอกเบี้ยไว้ก่อน แต่ในครั้งนี้ กนง. ได้แสดงความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่ลดลงตามที่คาด ซึ่งอาจทำให้ กนง. ต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือจะใช้มาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการ Macroprudential เพื่อดูแลปัญหาดังกล่าวหรือไม่

แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทย จะมีแนวโน้มกว้างขึ้นต่อเนื่อง แต่ด้วยเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่เข้มแข็ง จึงทำให้ไทยมีกันชนทางการเงิน (cushion) ช่วยรองรับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวได้ จากการที่สหรัฐฯ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทย มีแนวโน้มกว้างขึ้น จึงทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมีความกังวลต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดเงินทุนไหลออกจากตลาดเงินไทยได้

อย่างไรก็ตาม อีไอซี มองว่า ด้วยเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับสูง และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมากเพียงพอ ทำให้ไทยมีกันชนทางการเงินและเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน รวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีก็ยังเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศในรูป FDI และตลาดหุ้นได้ ดังนั้น แม้อาจจะมีเงินไหลออกไปบ้าง เพื่อหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยส่วนต่าง ก็คงไม่มากจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพการเงินของไทย

“ประเมินว่า กนง. จะมีความยืดหยุ่นในการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายให้สอดคล้องเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากกว่าปัญหาเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ต่างจากบางประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินสำรองไม่เข้มแข็ง จึงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามสหรัฐฯ” เอกสารเผยแพร่ระบุ

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาประเด็นสงครามทางการค้า การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว และปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งจะมีผลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ โดยสงครามการค้าระหว่างประเทศอาจส่งผลต่อแนวโน้มการค้าโลก และการส่งออกไทยได้ สำหรับเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง อีไอซี มองว่าจะเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยรวมอย่างมีนัย นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ตึงเครียดขึ้น โดยสหรัฐฯ ได้ทำการ sanction สินค้าจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ จึงอาจทำให้มีผลต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งอาจสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ จึงเป็นความเสี่ยงให้อัตราเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้

อนึ่ง วานนี้ (8 ส.ค.) ที่ประชุม กนง. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่มองว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบัน มีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่กรรมการ 1 ท่านออกเสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% จากความกังวลด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า (policy space)


กำลังโหลดความคิดเห็น...