xs
xsm
sm
md
lg

วิบากกรรม “วินด์ เอนเนอร์ยี่” จากปัญหาหุ้นในมือผู้ถือหุ้นใหญ่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


วิบากกรรมของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ไม่มีท่าทีจะจบ ปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นมาท้าทายบริษัทไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะความหวังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ท้ายที่สุดติดโรคเลื่อน เลื่อนออกไปเรื่อยๆ จากปัญหาที่เกิดขึ้นมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ WEH ตั้งเป้านำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นและไม่สามารถทำได้ เรื่องดังกล่าวผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทมีไอเดียที่คิดจะเข้ามาหาแหล่งเงินทุนตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทแล้ว

บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) เป็นหนึ่งในบริษัทด้านพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตจนเป็นที่จับตาของแวดวงพลังงานทดแทน โดยมีสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้ารวมกันทั้งหมด 270 เมกะวัตต์ ทำให้บริษัทมีโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ บริษัทกำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 5 โครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีลมแรง ซึ่ง WEH ครองสัดส่วนใหญ่ของกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายอยู่ในปัจจุบัน และมากกว่า 40 % ของโควต้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในประเทศ

เดิมทีตามแผนธุรกิจ บริษัทมีแผนจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ราวเดือน ก.พ. 2561 เพื่อรอการสรุปงบการเงินปี 2560 โดยหวังว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ได้ภายในกลางปี 2562 ซึ่งบริษัทมีวัตถุประสงค์จะระดมทุนมาใช้ในการขยายธุรกิจ

ปัจจุบัน WEH มีทุนจดทะเบียน 1,080 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 108 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยปัจจุบันโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วทั้งหมด 267 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าห้วยบง 1 และ 2 โครงการ ละ 103.5 เมกะวัตต์ ซึ่ง WEH ถือหุ้นแห่งละ 45% และโครงการวะตะแบก ขนาด 60 เมกะวัตต์ WEH ถือหุ้น 75%

ส่วนแผนพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 450 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดนครราชสีมาทั้งหมด ซึ่ง WEH ถือหุ้นทั้ง 100% โครงการส่วนใหญ่ 4 โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จ และ COD ในช่วงปลายปีนี้ และมี 1 โครงการที่มีกำหนด COD ในเดือน ก.พ. 2562 ซึ่งหากเป็นไปตามแผนธุรกิจหลังโครงการทั้งหมด COD ได้ตามกำหนดจะสร้างกำไรให้กับบริษัทได้ปีละ 7 พันล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครก็หวังจะเข้ามามีส่วนร่วมในบริษัท เพื่อรอรับผลประโยชน์โดยเฉพาะผลประโยชน์จากการลงทุนในหุ้น ทำให้มีนักธุรกิจ กลุ่มทุน และตัวแทนนักการเมืองเข้ามามีเอี่ยวอยู่ในโครงสร้างของบริษัท รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สนใจเข้ามาขอร่วมลงทุนหรือมีการถือหุ้นอยู่ด้วย

แต่ข้อพิพาทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในอดีต กับปัจจุบัน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางแผนธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อ 3 บริษัทจากฮ่องกง ได้แก่ บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จำกัด บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จำกัด และ บริษัทไดนามิค ลิงค์ เวนเจอร์ จำกัด ร่วมแรงร่วมใจกันฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย

โดยมีมูลเหตุมาจากปี 2558 ทั้ง 3 บริษัทจากฮ่องกง ได้ขายหุ้น 99 % ใน บริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอยี คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่อยู่ใน WEH สัดส่วน 59.40% (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เคพีเอ็น อีทีจำกัด) ในราคา 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่ บริษัท ฟูลเลอร์ตัน จำกัด และบริษัท เคพีเอ็น อีเอช จำกัด ซึ่งได้ชำระเงินงวดแรกเพียง 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสัญญาที่ตกลงกันไว้ชำระครั้งแรก 175 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังมีเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวนประมาณ 525 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะต้องชำระเมื่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมของ วินด์ เอนเนอร์ยี่ ได้รับอนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน และเมื่อมีการดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งถูกระบุไว้เมื่อ 3 ก.ค. 2558 แต่เมื่อผู้ซื้อชำระเงินไม่ครบ ทั้ง 3 บริษัทจากฮ่องกง จึงได้ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการของไอซีซี ให้พิจารณาเรื่องนี้ ด้วยการรียกร้องให้มีคำชี้ขาด ในการยกเลิกการขายหุ้นรีนิวเอเบิลที่เกิดขึ้น และให้มีการชำระเงินที่ต้องชำระเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อ ก.ย. 2560 คณะอนุญาโตตุลาการของไอซีซีได้สั่งให้ เคพีเอ็น อีเอช และ ฟูลเลอร์ตัน ชำระเงิน 113 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับยอดเงินงวดแรกส่วนที่เหลือของราคาตามสัญญาและดอกเบี้ย และได้สั่งมีคำสั่งห้ามการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นของ WEH สัดส่วน 59.40 % จนกว่าจะได้มีการชำระเงินตามสัญญาจนครบถ้วน แต่ก็ยังได้รับการปฏิเสธที่จะชำระเงินตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ฟูลเลอร์ตัน และเคพีเอ็น อีเอช ได้ถูกสั่งหลายครั้งให้เปิดเผยข้อเท็จจริงว่า เคพีเอ็น อีที ยังเป็นเจ้าของหุ้นของ วินด์ เอนเนอร์ยี่ อยู่หรือไม่ จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2560 ข้อมูลได้มีการเปิดเผยว่า เคพีเอ็น อีทีได้โอนหุ้น WEH 59.40% ไปยังบุคคลที่ 3 ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/59 พร้อมกับปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อผู้รับโอน ทำให้ 3 บริษัทจากฮ่องกงได้เริ่มต้นดำเนินคดีอาญาใน ศาลแขวงพระนครใต้ คดีหมายเลขดำเลขที่ อ.157/2561 โดยการไต่สวนมูลฟ้องจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ซึ่งจะพิจารณาโดยเปิดเผยต่อสื่อและสาธารณชนทั่วไป

ด้านผู้บริหารของ WEH ซึ่งนำโดย “ณพ ณรงค์เดช” ชี้แจงว่านี่เป็นข้อพิพาทระหว่าง 3 บริษัทจากฮ่องกงกับให้เคพีเอ็น อีเอช และฟูลเลอร์ตัน ไม่ใช่ WEH ดังนั้น คำสั่งหรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมไม่มีผลผูกพันกับบริษัท WEH และไม่มีผลเกี่ยวกับการประกอบการของบริษัท นอกจากนี้ กรณีคดีอนุญาโตฯ เป็นข้อพิพาทที่ทำกันในต่างประเทศ คำสั่งหรือคำชี้ขาดหรือคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ จึงไม่มีผลหรือสภาพบังคับต่อ WEH ที่เป็นบริษัทไทยและไม่ใช่คู่ความในคดีได้เลย

แต่เหตุการณ์ที่สำคัญ ได้เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อครอบครัว “ณรงค์เดช” ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวพันกับการกระทำใดๆ ของนายณพ ณรงค์เดช รองประธานคณะกรรมการ WEH เนื่องจากสิ่งที่นายณพกระทำได้สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อครอบครัว และก่อความเสียหายกับบริษัท เคพีเอ็น กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทำให้ทางตระกูลไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดของนายณพ ที่ผ่านมา และต่อจากนี้

หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อน นายณพ ได้ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวในเรื่องเงินเพื่อซื้อหุ้นบริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอยี คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ที่ถือหุ้นใหญ่บริษัท WEH ซึ่งครอบครัวช่วยเหลือโดยให้ยืมเงินสด และการให้นำทรัพย์สินของครอบครัวและทรัพย์สินอื่นที่ครอบครัวจัดหา ไปเป็นหลักประกันการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม แต่นายณพ กลับใช้ชื่อเสียงของครอบครัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยครอบครัวไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ โดยไม่มีส่วนรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน
 
สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนตั้งข้อสงสัยว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกับ WEH หรือไม่ และทางกลุ่ม “ณรงค์เดช” ไม่ต้องการมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จึงประกาศตัดสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องกับ “ณพ ณรงค์เดช”

ขณะเดียวกัน นี่เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหานิติกรรมที่ครอบครัวณรงค์เดชต้องร่วมรับผิดชอบกับนายณพหรือไม่ ? เพราะแถลงการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน ก่อนที่ผู้ถือหุ้นเดิมของ WEH จะฟ้องนายณพ ดร. เกษม ณรงค์เดช พร้อมพวกรวม 13 คน ในความผิดร่วมโกงเจ้าหนี้มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยโอนหุ้น และปกปิดซ่อนเร้นข้อเท็จจริงในการโอนหุ้นบริษัทให้ ดร. เกษม

เรื่องดังกล่าวได้รับคำชี้แจงจาก “ณพ ณรงค์เดช” ว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องครอบครัว ดังนั้น ก็คงต้องคุยในครอบครัวต้องทำความเข้าใจที่มันคลาดเคลื่อนกันสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบกับคนจำนวนมากโดยเฉพาะพนักงานของบริษัท ซึ่งเรื่องของธุรกิจได้ทำตามหลักการทั้งหมด ทำให้มันก็เดินด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นก็ได้รับความเห็นชอบในแผนดำเนินงานแสดงให้เห็นว่ายังมีการสนับสนุน และสามารถเดินตามแผนได้ทุกอย่างบริษัทมีธรรมมาภิบาล มีการตรวจสอบที่ชัดเจน เหมือนเดิมทุกอย่าง ส่วนคดีที่ถูกฟ้องต่างๆ ส่วนตัวเชื่อในกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่แวดวงตลาดหุ้น โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนหลายต่อหลายคนต่างรู้กันดีว่า การเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของ WEH ไม่ใช่เพียงต้องการแหล่งเงินทุนไปขยายกิจการแต่ประการเดียว แต่เป็นการตักตวงผลประโยชน์ที่สูญเสียไปจากการลงทุนพร้อมผลตอบแทนกลับคืนของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า

มีการหยอกล้อกันในโลกโซเชี่ยลมีเดียว่า WEH จะเป็นอีกหนึ่งหุ้นมหัศจรรย์ที่ราคาจะมีความผันผวนมาก ด้วยเพราะมีเซียนหุ้นหลายคนมีเอี่ยวถือหุ้นอยู่ในบริษัท ทำให้นักลงทุนรายย่อยพยายามเตือนแมงเม่าด้วยกันเองว่าหากคิดจะเข้าไปลงทุนในหุ้นนี้ ต้องศึกษา และทำการบ้านให้ดี ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อ

ไม่เพียงเท่านี้ บางรายถึงกับเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบผู้ถือหุ้นและคุณสมบัติของบริษัทด้วยว่ามีปัญหาขนาดนี้ ยังเรียกว่าพร้อมแล้วสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่ รวมถึงคาดการณ์ไปว่าท้ายที่สุด หากแม้ได้เข้ามาซื้อขายในกระดานอิเล็กทรอนิกส์ก็จะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือถูกเทกโอเวอร์กิจการ จากบริษัทด้านพลังงานที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีศักยภาพมากกว่า

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WEH ทั้งในอดีตและปัจจุบันจะมีชะตากรรมเดียวกันหรือไม่? หลังจากคนแรกต้องหลบไปอยู่ต่างประเทศ และคนปัจจุบันที่กำลังถูกตระกูลตัดสัมพันธ์


กำลังโหลดความคิดเห็น...