xs
xsm
sm
md
lg

วสท. สรุปผลตรวจ “ราชเทวี อพาร์ทเม้นท์” ระบุโครงสร้างยังแข็งแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ธเนศ  วีระศิริ ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคาร
ดร. ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พร้อมด้วยนายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการ และนายบุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการวิศวกรรมความปลอดภัยด้านอัคคีภัย วสท. และผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ตรวจสอบวิเคราะห์อาคารเพลิงไหม้ราชเทวี อพาร์ทเม้นท์ ซอยเพชรบุรี 18 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ จากเหตุไฟไหม้เกิดเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันที่ 3 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา

ดร. ธเนศ กล่าวว่า อาคารอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นอาคารสูง 14 ชั้น แต่ละชั้นมี 12 ห้อง และมีผู้พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นอาคารที่ก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2530 ก่อนมี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 จึงยังไม่มีการติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler)

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบโครงสร้างเบื้องต้นยังแข็งแรง ความเสียหายเกิดขึ้นช่วงพื้นผิวอาคาร อาคารมีบันไดหนีไฟ แต่เป็นลักษณะบันไดลิง มีอุปกรณ์ดับเพลิง การก่อสร้างมีระยะห่าง และระยะร่นถูกต้อง แต่ซอยค่อนข้างแคบ ทำให้การเข้าไปช่วยเหลือค่อนข้างลำบาก ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ทีมผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง หลังจากนี้จะประสานกับผู้เกี่ยวข้องถึงมาตรการการติดตั้งจุดจ่ายน้ำดับเพลิงฉุกเฉิน

จากการเข้าตรวจสอบภายในอาคาร คาดว่าต้นเพลิงมาจากช่องชาฟต์ (ช่องรวมระบบท่อ และสายไฟแนวดิ่ง) ต่ำกว่าชั้น 5 สาเหตุอาจมาจากสายไฟเก่าเกิดช็อต และเป็นประกายไฟลุกลามไปทั่วอาคาร มีควันจำนวนมากปรากฎที่ชั้น 6 และไฟไหม้อย่างรุนแรงที่ช่องชาฟต์ ประจำชั้น 8-11 ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอยู่ในห้องชั้น 12 ซึ่งควันออกมาจากช่องชาฟต์พอดี และพบที่นอนใยมะพร้าว ซึ่งถูกไฟไหม้ในช่องชาฟต์ชั้น12 และถูกดึงออกมา ส่วนชั้น 14 สายไฟละลายเป็นจำนวนมาก แต่โครงสร้างหลักของอาคารยังไม่เสียหายมากนัก สามารถซ่อมแซม และเปิดใช้งานต่อได้ แต่ต้องตรวจสอบโครงสร้างรองอีกครั้ง เพราะเหล็กบางส่วนโดนความร้อน ทำให้พื้นโก่งตัว ซึ่งก็ต้องใช้วุฒิวิศวกรมาตรวจอย่างละเอียด ใช้เวลา 1-2 เดือน ซึ่งอาคารต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จ แล้วจึงทำเรื่องขออณุญาตไปยังเจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาต จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้

ด้านนายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า สำหรับช่องชาฟต์ (ช่องรวมระบบท่อและสายไฟแนวดิ่ง) ที่ปลอดภัยนั้น ควรจะต้องมีการปิดช่องว่างให้หมดด้วยวัสดุที่กันไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ให้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับคุณสมบัติของพื้นอาคาร การมีรู หรือช่องว่าง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเป็นลักษณะตัววี ตรงนี้เอง ทำให้มีผู้เสียชีวิต เพราะพอควันไฟโผล่มาช่องชาฟต์ของแต่ละชั้น ทำให้ควันลามไปทั่ว คนที่จะหนีเจอควันจำนวนมากก็สู้ไม่ไหว ต้องหนีกลับไปที่ห้องตัวเอง อีกทั้งสายไฟที่ร้อน และเสื่อม ทำให้เกิดประกายไฟในช่องชาฟต์ หากมีช่องว่างในชั้น ทำให้ควบคุมเพลิงได้ยาก จึงขอให้ทุกอาคารตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยด้วย
ช่องชาฟต์ชั้น12
นางสาวบุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการวิศวกรรมความปลอดภัยด้านอัคคีภัย วสท. ได้เสนอแนะอาคารเก่าที่เป็นอาคารสูง และสร้างก่อน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ฉบับที่ 33 ปี พ.ศ. 2535 ควรปรับปรุงโดย 1. ลดความเสี่ยงอัคคีภัย ได้แก่ ต้องสำรวจสภาพระบบไฟฟ้าอาคาร และปรับปรุงให้อยู่ในสภาพปกติ รวมทั้งไม่เก็บวัสดุสิ่งของที่ติดไฟได้ในห้องระบบไฟฟ้า หรือในช่องท่องานระบบ ไม่สะสมวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงในอาคารจำนวนมาก

2. อาคารต้องมีระบบความปลอดภัยอัคคีภัย ได้แก่ มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่สามารถทำงานได้อัตโนมัติแจ้งเตือนเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพื่อให้ผู้ใช้อาคารสามารถอพยพได้อย่างรวดเร็ว, ต้องปิดช่องเปิดในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นช่องท่องานระบบต่าง ๆ จะต้องมีการปิดป้องกันไฟลาม ป้องกันควันไหลในแนวดิ่ง และแพร่กระจายไปในชั้นอื่นของอาคาร, อาคารต้องมีบันไดหนีไฟที่สามารถป้องกันไฟและควันได้ ให้ผู้ใช้อาคารอพยพออกทางบันไดนี้ได้ โดยบันไดต้องเชื่อมต่อตั้งแต่ดาดฟ้าจนถึงจุดปล่อยออกนอกอาคาร เป็นบันไดที่ออกได้สะดวก ไม่ใช่บันไดแนวดิ่ง หรือบันไดลิง, มีไฟแสงสว่างฉุกเฉินและป้ายทางออกหนีไฟที่แสดงทางออกได้ชัดเจนเมื่อเกิดเพลิงไหม้, มีแผนผังทางหนีไฟที่ติดแสดงในอาคาร ให้ทราบถึงตำแหน่งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย และทางหนีไฟในแต่ละชั้น, มีการซ้อมแผนฉุกเฉินอัคคีภัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง, มีการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย และมีแผนในการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความปลอดภัย

สำหรับอาคารที่สร้างหลัง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ฉบับที่ 33 ปี พ.ศ. 2535 วสท. มีข้อแนะนำแก่เจ้าของ “อาคารทั่วไป และอาคารชุมนุมคน” โดยเจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญ และตรวจสอบระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัยในอาคารทั่วไป รวมทั้งอาคารที่ใช้เพื่อการชุมนุมคน เช่น หอประชุม, โรงแรม, โรงพยาบาล, สถานศึกษา, ห้างสรรพสินค้า, ห้องแถว, ตึกแถว, บ้านแฝด, อาคารที่อยู่อาศัยรวม หรืออพาร์ตเมนต์ที่มากกว่า 4 ยูนิตขึ้นไป ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากอัคคีภัย

โดยมีสิ่งจำเป็นต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัยใน “อาคารทั่วไป” คือ 1.) ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ควรติดตั้งในห้องแถว หรือตึกแถวที่สูงไม่เกิน 2 ชั้น ต้องติดตั้ง 1 เครื่องต่อ 1 ยูนิต แต่ถ้าสูงตั้งแต่ 3 ชั้นขึ้นไป ต้องติดตั้งทุกชั้นในแต่ละยูนิต และอาคารอยู่อาศัยรวม อาคารสาธารณะที่มีพื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางเมตร ต้องติดตั้งในทุกชั้นของอาคาร 2.) ส่วนประกอบของระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ชุด อุปกรณ์แจ้งเหตุมีทั้งแบบแจ้งเหตุอัตโนมัติ (Detector) และอุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Alarm) เพื่อให้อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทำงาน ส่วนอุปกรณ์อีกตัวชุดหนึ่ง คือ อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ที่สามารถส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนที่อยู่ในอาคารได้ยิน หรือทราบอย่างทั่วถึงเมื่อเกิดไฟไหม้

3.) การติดตั้งถังดับเพลิงแบบมือถือ ห้องแถวหรือตึกแถวที่สูงไม่เกิน 2 ชั้น ต้องติดตั้ง 1 เครื่องต่อ 1 ยูนิต ส่วนอาคารอยู่อาศัยรวม อาคารสาธารณะอื่น ๆ ต้องติดตั้งในแต่ละชั้นอย่างน้อย 1 เครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ซึ่งแต่ละเครื่องต้องติดตั้งห่างกันไม่เกิน 45 เมตร และต้องอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นง่ายสะดวกต่อการดูแลรักษา

4.) ป้ายบอกชั้นและทางหนีไฟ ป้ายบอกตำแหน่งชั้นและทางหนีไฟพร้อมไฟฉุกเฉิน ต้องติดตั้งทุกชั้นของอาคาร โดยเฉพาะอาคารสาธารณะที่มีความสูงตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป อาคารอยู่อาศัยรวมที่มีความสูงตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป และอาคารอื่น ๆ ที่มีพื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางเมตร

5.) ระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง อาคารสาธารณะที่มีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง เช่น แบตเตอรี หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ระบบไฟฟ้าปกติขัดข้องและต้องสามารถจ่ายไฟในกรณีฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะจุดที่มีเครื่องหมายทางออกฉุกเฉิน บันไดหนีไฟ ทางเดิน และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้

6.) บันไดหนีไฟ อาคารที่สูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป และสูงไม่เกิน 23 เมตร หรืออาคารที่สูง 3 ชั้น และมีพื้นที่ดาดฟ้าเกิน 16 ตารางเมตร ต้องมีบันไดหนีไฟที่ปิดล้อมด้วยวัสดุทนไฟอย่างน้อย 1 บันไดนอกเหนือจากบันไดหลัก ถ้าเป็นอาคารที่สูงตั้งแต่ 23 เมตร ต้องมีบันไดหนีไฟที่ปิดล้อมด้วยวัสดุทนไฟอย่างน้อย 2 บันไดที่ต่อเนื่องจากชั้นดาดฟ้าถึงจุดปล่อยออกนอกอาคาร
สภาพภายในอาคาร
สำหรับ “อาคารสูง” จะต้องมีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เพื่อความปลอดภัย ดังนี้ 1) ระบบการแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ และสามารถแจ้งเตือนภัยให้ได้ทราบอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ของอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคารประเภทที่อยู่อาศัย ลักษณะการใช้อาคารจะเป็นที่พักผ่อนหลับนอน จะต้องมีอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว สามารถส่งสัญญาณเตือนภัยปลุกคนได้ในขณะหลับ

2) ทางเลือกในการอพยพหนีไฟ หมายถึงต้องมีบันไดหนีไฟอย่างน้อยสองบันได 3) มีป้ายทางหนีไฟที่บอกทางออกหนีไฟให้เห็นชัดเจน 4) มีไฟแสงสว่างฉุกเฉินที่ส่องสว่างในเส้นทางหนีไฟไปตลอดทางกระทั่งออกนอกอาคารโดยสมรรถนะต้องส่องสว่างได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง

5) อาคารสูงต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler) ติดตั้งครอบคลุมทุกพื้นที่ของอาคาร มีระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump) ที่ได้มาตรฐาน มีวาล์วและสายฉีดน้ำดับเพลิงที่สามารถลากไปได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ของอาคาร 6) มีอุปกรณ์ดับเพลิงขั้นต้น หรือถังดับเพลิงติดตั้งในทุกชั้นของอาคาร ระยะจากจุดใด ๆ ไปถึงอุปกรณ์ไม่เกินมาตรฐาน

7) บันไดหนีไฟต้องมีระบบป้องกันควันไฟที่ได้มาตรฐาน 8) ต้องมีลิฟต์ดับเพลิง 9) ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองเพื่อจ่ายไฟให้กับระบบความปลอดภัยของอาคารอย่างน้อยสองชั่วโมง 10) ต้องมีแผนผังทางหนีไฟ และตำแหน่งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยติดแสดงให้เห็นชัดเจนในทุกชั้นของอาคาร

11) อาคารจะต้องมีการบำรุงรักษาอุปกรณ์ระบบความปลอดภัยอัคคีภัย มีการตรวจสอบ ทดสอบ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา และสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 12) อาคารต้องมีแผนฉุกเฉินอัคคีภัย มีการอบรมดับเพลิงขั้นต้น มีการซ้อมอพยพหนีไฟเป็นประจำทุกปี มีการประเมินเส้นทางเข้าถึงของรถดับเพลิง ซึ่งการอบรมดับเพลิงขั้นต้น และการซ้อมอพยพหนีไฟนี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรต้องเรียนรู้ เพื่อจะได้มีความมั่นใจในการระงับเหตุขั้นต้นได้ สามารถอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้น 13) การควบคุมวัสดุในอาคาร ทั้งวัสดุตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร ควรพิจารณาในเรื่องชนิดและปริมาณเชื้อเพลิงที่จะเพิ่มเติมเข้าในอาคาร ต้องควบคุมวัสดุประเภทโฟม และพลาสติก ซึ่งติดไฟง่าย

ทั้งนี้ วสท. เตรียมจัดสัมมนาให้ความรู้แก่เจ้าของอาคารเก่า-ใหม่ โรงแรม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักบริหารอาคาร และผู้สนใจ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายต่อย่างใด ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เวลา 9.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร วสท. ซอยรามคำแหง 39 ทั้งนี้ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ความปลอดภัยแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการ


กำลังโหลดความคิดเห็น...