xs
xsm
sm
md
lg

บิทคอยน์ ปัจจัยที่นักลงทุนทองไม่ควรมองข้าม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“บิทคอยน์ได้กลายเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่นักลงทุนทองคำไม่ควรมองข้ามเสียแล้ว ไม่ใช่เพราะบิทคอยน์จะมาแทนที่คุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยง แต่ต้องจับตาในอนาคตหากตลาดสกุลเงินดิจิตอลโดยเฉพาะบิตคอยน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกดดันแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดทองคำได้”

YLG เคยกล่าวถึงบิทคอยน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยบิทคอยน์คือหนึ่งในสกุลเงินดิจิตอล(cryptocurrencies) ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดและครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% อ้างอิงจากข้อมูลของ Coinmarketcap ตลอดปีที่ผ่านมาบิทคอยน์พุ่งขึ้นจากมูลค่าไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นปีนี้จนกระทั่งล่าสุด ณ วันที่ 7 ธ.ค.บิทคอยน์พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ที่ระดับ 14,000 ดอลลาร์

หากเรามาลองพิจารณา Market Cap ของสกุลเงินดิจิตอลทุกสกุลเงินทั่วโลกตามรายงานของ Coinmarketcap ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2017 จะพบว่า Market Cap บิทคอยน์อยู่ที่ 2.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทองคำนั้นตามรายงานจาก Thompson Reuters GFMS ประจำปี 2013 เชื่อกันว่าบนโลกนี้มีทองคำจำนวน 171,300 ตันทั้งที่ขุดแล้วและยังคงอยู่ใต้พื้นดิน ดังนั้นหากคำนวณมูลค่าจากราคาทองคำต่อออนซ์ ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2017 เช่นเดียวกันจึงทำให้ประมาณการได้ว่า Market Cap ของทองคำทั่วโลกในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือได้ว่า Market Cap ของบิทคอยน์จะยังคงต่ำกว่าทองคำราว 30 เท่า

ถึงแม้บิทคอยน์จะพุ่งขึ้นแรง แต่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็เสียงแตกเกี่ยวกับความเห็นต่อบิทคอยน์ โดยผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการลงทุนหลายคนต่างออกมาเตือนเหล่านักลงทุนที่ลงทุนในบิทคอยน์ อาทิ ปู่ Warren Buffett เรียกบิทคอยน์ว่า " real bubble " ด้านนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลอย่าง Joseph Stiglitz กล่าวว่า "บิทคอยน์ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่มีการกำกับดูแลและควรถูกใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย”

ส่วนนายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเจพีมอร์แกน ออกมาเตือนว่า ฟองสบู่บิตคอยน์ หรือ สกุลเงินดิจิตอลจะแตกในที่สุด และจะต้องปิดตัวลง เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่อุปโลกขึ้นเท่านั้น และกล่าวอีกว่าสิ่งที่เกิดขึันในขณะนี้เลวร้ายกว่า “การตื่นหัวทิวลิป” ที่เคยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซี่งนับเป็นภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ส่วน Jeff Christian กรรมการผู้จัดการของกลุ่ม CPM ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีค่า เคยออกมาเตือนนักลงทุนว่าบิทคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยและไม่ใช่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ และมองว่าสกุลเงินดิจิตอล (cryptocurrency) ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเก็งกำไร

อย่างไรก็ตามนักลงทุนหลายคนก็ออกมาสนับสนุนบิทคอยน์เช่นกัน อาทิ มหาเศรษฐี Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PAYPAL และ VENTURE CAPITALIST กล่าวว่า ผู้คนกำลังประเมินบิทคอยน์ต่ำเกินไปและเขามองว่าบิทคอยน์คล้ายคลึงกับทองคำ นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยอมรับบิทคอยน์ในฐานะเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และอนุมัติบริษัทบางแห่งให้เป็นผู้ประกอบการตลาดสกุลเงินดิจิตอลเช่นกัน ขณะที่ล่าสุด CBOE Global Markets Inc จะเริ่มทำการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์ในวันที่ 10 ธ.ค. CME จะเริ่มทำการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์ในวันที่ 18 ธ.ค. ขณะเดียวกัน Nasdaq Inc ก็มีแผนที่จะเปิดการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์ในปีหน้าเช่นกัน

ถึงแม้ในขณะนี้ บิทคอยน์จะยังไม่สามารถมาแทนที่ทองคำในด้านของคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยงหรือการเป็นเครื่องรักษามูลค่าได้ แต่ต้องยอมรับว่าตลาดบิทคอยน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงต้นปีที่ Market Cap บิทคอยน์ต่ำกว่าทองคำถึง 300 เท่า ดังนั้นการเติบโตของตลาดสกุลเงินดิจิตอล(cryptocurrencies) โดยเฉพาะบิทคอยน์อาจจะส่งผลต่อตลาดทองคำในแง่ของการลดทอนศักยภาพในการซื้อของนักลงทุนไปจากทองคำ และถือเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนทองคำจะต้องจับตามองในระยะต่อไป เพราะหากตลาดสกุลเงินดิจิตอลโดยเฉพาะบิตคอยน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกดดันแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดทองคำได้ ในทางกลับกันหากเกิดการปรับตัวลงแรงของตลาดสกุลเงินดิจิตอล อาจดึงดูดเม็ดเงินกลับมาเข้ามาในตลาดทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
กำลังโหลดความคิดเห็น...