xs
xsm
sm
md
lg

นักวิชาการฟันธงปีหน้าจีดีพีโตร้อยละ 4.1-4.7 ส่งออกโตร้อยละ 6-8

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


นักวิชาการ ม.รังสิต คาดเศรษฐกิจปี 61 โตต่อเนื่องร้อยละ 4.1-4.7 ส่งออกโตร้อยละ 6-8 โดยการขยายตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน กระจุกตัวในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของบริษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2560 จะขยายตัวร้อยละ 3.8 ส่วนปี 2561 เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.1-4.7 โดยการขยายตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน กระจุกตัวในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของบริษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ด้านการส่งออกปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 6-7 ส่วนปีหน้า คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 6-8 ดุลการค้ายังคงเกินดุลต่อเนื่องที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาทปีหน้าอาจจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2560 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 33.50 ถึง 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ปีนี้จะอยู่ในช่วง 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 55-65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ภาวะเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1-1.5

สำหรับปีหน้า การลงทุนภาคเอกชน น่าจะขยายตัวร้อยละ 3-4 ทำให้การลงทุนภาพรวมอาจเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8 ส่วนการลงทุนภาครัฐนั้น น่าจะกลับมาขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลักได้ คาดว่า การบริโภคเอกชนจะขยายตัวระดับร้อยละ 3 การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยไม่ได้ส่งผลให้ภาคการบริโภคเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะมีการชะลอการสร้างหนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในปีหน้า ส่งผลให้การก่อหนี้ เพื่อการบริโภคต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ปัจจัยที่กดดันภาคบริโภคปีหน้า คือ ค่าจ้างนอกภาคเกษตรที่ยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังคงซบเซา ขณะที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยังไม่กระจายตัวทั่วถึงมายังวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ เป็นต้น

สำหรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจไทยปีหน้า ด้านปัจจัยภายนอก จะต้องจับตาการจัดการด้านงบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกา, ผลกระทบของ QE Exit และ Brexit, สถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารในคาบสมุทรเกาหลี, ผลกระทบต่อภาคส่งออกจากแผนการลดการขาดดุลการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และการเจรจาทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ, ผลกระทบจากการถูกปรับลดอันดับเครดิตของจีน และปัญหาหนี้สินของระบบธนาคารและภาคธุรกิจของจีน

ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การปรับตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของกลุ่มฐานรากที่ยังอ่อนแอ, ราคาสินค้าเกษตรที่ยังต่ำ, ความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ, ผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานบางธุรกิจอุตสาหกรรมและค่าจ้างยังไม่ฟื้นตัว, ขณะที่การจ้างงานหดตัวบางสาขา, ผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงที่ผ่านมา และความเสี่ยงสุดท้าย คือ ประเทศไทยสามารถกลับคืนสู่ประชาธิปไตยด้วยความเรียบร้อยได้ตามกรอบเวลาหรือไม่ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอยู่

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมของไทย อุตสาหกรรมดาวรุ่ง และมีแนวโน้มสดใสปีหน้า ได้แก่ อุตสาหกรรมค้าปลีก, อี-คอมเมิร์ซ, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8, กิจการที่ทำธุรกิจแบ่งปันทรัพย์, ธุรกิจอุตสาหกรรมภาคก่อสร้าง, อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจฟินเทคและนวัตกรรมการเงิน, อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกและปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือกและพลังงานชีวภาพ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ

ส่วนธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขาลง ได้แก่ ธุรกิจอุตสาหกรรมสิ่งทอ, ธุรกิจเคเบิลทีวี, อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ธุรกิจและอุตสาหกรรมโฆษณา, อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์, อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมเซรามิก
กำลังโหลดความคิดเห็น...