xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต.รุก!..แกะรอยการทำผิดอย่างถึงที่สุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ก.ล.ต.เร่งใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง กดดันลดจำนวนผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เน้นทั้งเรียกเงินคืน และสั่งปรับเต็มวงเงินตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท อีกทั้งเพิ่มบทบาทให้ความร่วมมือทุกหน่วยงานแกะรอยการทำความผิดอย่างถึงที่สุด
 
นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สายบังคับใช้กฎหมาย แจงขั้นตอนการดำเนินการทางกฏหมายต่อผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2559 ว่า เมื่อคดีผ่านจาก ก.ล.ต.ไปแล้ว จะไปสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนก่อนพิจารณาส่งฟ้องต่อสำนักงานอัยการ โดย ก.ล.ต.ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

“เราทำชาร์ตให้ทุกหน่วยงานเห็นลักษณะการกระทำความผิดได้อย่างชัดเจน และช่วยประสานงาน อำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนที่มีหน่วยงานใดๆ ขอมา เพราะการกระทำความผิดทางการเงินมีความซับซ้อน หาจุดเชื่อมโยงยากมาก คดีลักษณะนี้ต้องมีทีมงานที่มีความเข้าใจ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษทางกฏหมาย เราจึงให้ความร่วมมือต่อทุกฝ่ายในทุกรณีที่เราดำเนินการได้”

กรณีของบริษัท โพลารีส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) POLAR ที่ ณ ปัจจุบันศาลล้มละลายกลาง สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น นายสมชาย ระบุว่า ทาง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบมูลหนี้ทั้งหมดว่าเป็นหนี้สินที่มีอยู่ “จริง” หรือไม่ เพื่อยุติกระบวนการนอมินีทั้งหมดลง

“ก.ล.ต.พยายามปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่กระบวนการ “พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด” เราจะทำอะไรไม่ได้ แต่ต่อไปนี้เราจะชี้ให้เห็นจุดเชื่อมโยงของมูลหนี้กับบุคคลบางกลุ่มเพื่อเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยไปยื่นคัดค้าน เมื่อผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวไม่มีตัวตนที่แท้จริง หลังจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำทรัพย์ขายทอดตลาด ก็จะไม่สั่งจ่ายเงินให้เจ้าหนี้รายดังกล่าว เงินก็จะเหลือตกถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังสามารถนำเอกสารที่สำแดงความเป็นเจ้าหนี้เท็จ ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางอาญาได้อีกด้วย”
สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานก.ล.ต.สายบังคับใช้กฎหมาย
พร้อมกันนี้ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. สายบังคับใช้กฎหมาย ยืนยันว่า หลังจาก ก.ล.ต.ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งเป็นช่องทางการบังคับใช้กฎหมายอีกช่องทางหนึ่งนอกจากการดำเนินการทางอาญา ตั้งแต่ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2559 นั้น ก.ล.ต.สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ ก.ล.ต.สามารถพิจารณานำการกระทำความผิดดังต่อไปนี้มาดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง

1.ความผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้น 2.ความผิดฐาน Insider Trading 3.การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือร่างหนังสือชี้ชวน หรือการส่งหรือเปิดเผยเอกสารหรือข้อมูลต่อสำนักงานฯ หรือตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้น หรือประชาชนทั่วไปในกรณีต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 4.การไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือผู้บริหาร 5.ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์หรือใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารของบุคคลอื่น โดยไม่ต้องรอรวมรวมหลักฐานทางอาญา


นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) รวมทั้งพนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวที่นำข้อมูลคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าไปใช้ประโยชน์ โดยการซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า (front running) หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งอาจอาศัยข้อมูลที่ได้มานั้นไปซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า จะมีความผิดตามกฎหมายทันที

“ปัจจุบัน ก.ล.ต.เดินหน้ามาตรการลงโทษทางแพ่งมากขึ้น เนื่องจากการรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องทำได้รวดเร็วกว่าฟ้องอาญา อีกทั้งยังสามารเรียกเงินค่าเสียหาคืนให้บริษัทได้ก่อน และเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงมาผู้กระทำความผิดก็ต้องชำระค่าปรับเต็มจำนวนที่ ก.ต.ล.เรียกร้องไป ตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท โดยไม่สามารถลดหย่อนได้ เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดต้องชดใช้มากกว่าวงเงินที่กระทำผิดไป บริษัทก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไป ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ไม่ได้รับความเสียหาย และหากกดดันอย่างต่อเนื่อง ผู้ทำผิดเห็นโทษที่มีวงเงินสูงก็จะเริ่มกลัว และไม่เสี่ยงการกระทำความผิดน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง”

นายสมชาย กล่าวว่า ทาง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการปรับปรุงเว็บไซด์ของสำนักงาน ก.ล.ต.ให้ประชาชนทั่วไปสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้สะดวก รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีข้อมูลอันเป็นประโยชน์นำไปต่อยอดรักษาสิทธิของตน

“ปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมตัวกัน และเข้มแข็งมากขึ้น ทางสำนักงาน ก.ล.ต.เองก็มีคดีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอยู่บ้าง เป็นบรรทัดฐานที่ดี เราอยากให้ผูถือหุ้นรายย่อยตระหนักถึงผลประโยนช์ของตนเอง เมื่อ ก.ล.ต.ทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพแล้ว หาข้อมูลไว้ให้แล้ว สกัดพฤติกรรมบางประการไว้ให้แล้ว ก็ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอด เพราะทางสำนักงานฯ ก็ดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง คดีบางคดีการกระทำผิดบางลักษณะเมื่อพ้นออกจาก ก.ล.ต.ไปแล้วก็เกินอำนาจที่จะเข้าไปต่อยอดจริงๆ”

กำลังโหลดความคิดเห็น...