xs
xsm
sm
md
lg

โบรกฯ ผวาพิษเบี้ยวหนี้ “บีอี” เรียกหลักประกันจาก บจ.เกินมูลค่าที่ออกขาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บล.กสิกรฯ ชี้ หุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด ถือว่าซื้อขายอยู่ในระดับที่แพง และมากกว่าที่มองไว้ โบรกฯ ผวาพิษเบี้ยวหนี้ “บีอี” เรียกหลักประกันจาก บจ.เกินมูลค่าที่ออกขาย ฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุน บล.เออีซี ฮึดสู้ตลาดแข่งดุ เทงบขยายสาขาเพิ่มลูกค้า

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด ถือว่าซื้อขายอยู่ในระดับที่แพง และมากกว่าที่มองไว้ เพราะตลาดรับข่าวดีทุกๆ เรื่องไปหมดแล้ว หากผ่านระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้ง มองว่าแนวต้านต่อไปจะอยู่ที่ 1,610-1,620 จุด

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี กล่าวว่า ขณะนี้ บล. และสถาบันการเงินหลายแห่ง เริ่มเข้มงวดในการพิจารณาออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ด้วยการเรียกหลักทรัพย์ในการค้ำประกันมากกว่ามูลค่าตั๋วบีอีที่ออก เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนผู้ที่จะถือตั๋วบีอี เนื่องจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และการเลื่อนการชำระหนี้ของ บจ.บางรายช่วงที่ผ่านมา

สำหรับหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการออกตั๋วบีอี ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร มาจดจำนอง หรือต้องออกเช็คเงินสด โดยต้องมีมูลค่ามากกว่าตั๋วบีอี เพราะหากบริษัทดังกล่าวเกิดปัญหาการชำระหนี้ ทางผู้จัดจำหน่ายสามารถที่จะนำหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดทันที เพื่อนำเงินไปจ่ายนักลงทุน ทั้งในส่วนของเงินต้น และผลตอบแทน

แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในปี 2560 คาดว่าจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ หลังจากปี 2558 บริษัทมีผลขาดทุนสูงสุดในอุตสาหกรรม เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 4 แห่งในภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนต่อสาขาไม่เกิน 3 ล้านบาท ประกอบกับมีการปรับปรุงองค์กรภายในบริษัท รวมถึงได้เพิ่มบุคคลที่มีศักยภาพ และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยบริหารงานมากขึ้น อีกทั้งบริษัทตั้งเป้าการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 14,000 ราย โดยยังคงมุ้งเน้นไปยังกลุ่มลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก

ทั้งนี้ ในปี 2560 บริษัทมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนประมาณ 4-6 บริษัท โดยมีมาร์เกตแคปเฉลี่ยบริษัทละ 200-600 ล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 1-2 ราย และส่วนที่เหลือเป็นขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง สุขภาพ และบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทแรกเข้าเทรดได้ในช่วงไตรมาส 3/2560

สำหรับธุรกิจโบรกเกอร์ยอมรับว่ายังมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีบริษัทหลักทรัพย์เปิดใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันด้านราคาค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทจะลงไปแข่งขันด้านราคาในระดับที่บริษัทสามารถรับได้ รวมถึงจะมุ่งเน้นไปในเรื่องของการขยายกลุ่มลูกค้า และการให้บริการ ซึ่งบริษัทยังคงตั้งเป้ารักษามาร์เกตแชร์ไว้ที่ระดับ 2.7% ในภาวะที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงจะพยายามกระจายรายได้มากขึ้น โดยบริษัทจะลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโบรกเกอร์ให้อยู่ที่ระดับ 75% จากที่ผ่านมา อยู่ที่ 90% รวมถึงบริษัทจะขยายไปสู่ธุรกิจในการเป็นผู้ค้าตราสารหนี้มากขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...