xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มอภิชัย เตชะอุบลถือหุ้น HOTPOT 24.50%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กลุ่ม “อภิชัย เตชะอุบล” เข้าถือหุ้น HOTPOT รวม 24.50% ตบเท้าเข้าร่วมทีมบริหาร ประเดิมปี 2560 ร่วมวางนโยบายปรับโครงสร้างธุรกิจ เตรียมปรับลุคสู่ความพรีเมียมมากขึ้น เล็งขยายสาขาสู่ต่างประเทศ เหตุมีประสบการณ์ด้านแบรนด์ร้านอาหารระดับอินเตอร์ ส่วนธุรกิจ TFD มั่นใจปีนี้รายได้ตามเป้า 4,000 ล้านบาท ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 2 พร้อมเปิดขาย และมีรายได้ตั้งกองรีต 1,000-1,200 ล้านบาท

นายอภิชัย เตชะอุบล รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TFD เปิดเผยว่า ล่าสุด ตนได้เข้าไปถือหุ้นของ บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT ในสัดส่วน 22.26% และ TFD เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 2.24% รวมเป็น 24.50% ซึ่งการเข้าไปร่วมถือหุ้นในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าไปร่วมมือกับกลุ่มผู้บริหารเดิมในการผลักดันธุรกิจให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความเป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น

สำหรับนโยบายในปี 2560 จะเน้นที่การปรับปรุงสาขาร้านอาหาร จำนวน 150 สาขา ที่มาจากทั้ง 3 แบรนด์ คือ ฮอท พอท, ไดโดมอน และซิกเนเจอร์ สเต็ก ลอฟท์ โดยจะทำการรีแบรนด์ และปรับปรุงคุณภาพภาพอาหารด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีการคัดสรรชั้นดี เพื่อเพิ่มความพรีเมียมให้กับแบรนด์มากขึ้น

“นอกจากนี้ จะมีแผนในการเปิดสาขาต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเริ่มที่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำร้านอาหารที่เป็นการซื้อแบรนด์จากอังกฤษมาหลายแบรนด์ อาทิ ซินยอร์ ซาสซี่ (Signor Sassi) ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ ที่เปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และยังเตรียมเปิดอีก 1 แบรนด์ คือ เบอร์เกอร์แอนด์ล็อบสเตอร์ (Burger&Lobster) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมาก มีจำนวนสาขาในกรุงลอนดอน ถึง 15 สาขา และยังมีสาขาในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านี้ยังมีภัตตาคารอาหารจีนเจิ้งโต่ว แกรนด์ ตั้งอยู่บน ชั้น 37 โรงแรมอนันตราสาทร ซึ่งก็จะนำแบรนด์ร้านอาหารต่างๆ ที่มีมาสร้างความหลากหลายให้เกิดผลดีร่วมกันมากขึ้น รวมถึงอาจจะซื้อแบรนด์อื่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มเข้ามา หากพิจารณาแล้วว่า เหมาะสมว่าสามารถที่จะสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น” นายอภิชัย กล่าว

ส่วนธุรกิจของ TFD นั้น เมื่อปลายปี 2559 ได้มีการเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมทำให้ได้รับเม็ดเงินเข้ามาประมาณ 700 ล้านบาท จึงส่งผลให้อัตราส่วน D/E Ratio ภายหลังจากการเพิ่มทุนลดลงจาก 5.13 เท่าเหลือเพียง 3.42 เท่า และ Net D/E Ratio เหลือเพียง 2.81 เท่า เท่านั้น จึงทำให้ TFD มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก

ในปี 2560 บริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท และจะเป็นปีแห่งการเทิร์นอะราวนด์ ซึ่งรายได้จะมาจากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี 2 ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งปัจจุบันได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงการ TFD เฟส 2 กับ กนอ.แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการพิจารณา EIA คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ แม้ว่าในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมจะยังไม่เปิดขายโครงการมหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนท์ ซึ่งเป็นที่ดินเช่ากับพระคลังข้างที่ จากเดิมที่ประมาณการไว้ว่า จะเปิดขายได้ในไตรมาส 2/2560 เนื่องจากมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร

“โดยในเบื้องต้นศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไว้ก่อนโดยพิจารณาใน 2 ประเด็นว่า ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตก่อสร้างได้ขออนุญาตในนามของสำนักงานพระคลังข้างที่ ซึ่งไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเป็นเพียงหน่วยงานในสำนักพระราชวังเท่านั้น ที่ถูกจะต้องขอในนามของสำนักพระราชวัง อันนี้แก้ไขได้ง่าย โดยสำนักพระราชวังได้ยื่นขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นผู้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างเองแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องที่ศาลพิจารณาว่า การพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างของกรุงเทพมหานคร ให้โดยพิจารณาจากโฉนดที่ดินว่า ติดถนนราชดำริ ซึ่งเป็นถนนสาธารณะไม่ถูกต้อง จะต้องใช้ถนนหน้าโครงการซึ่งคือ ซอยมหาดเล็กหลวง 2 ว่าเป็นทางสาธารณะ ซึ่งกรณีนี้เป็นข้อพิจารณาของศาลปกครองกลาง ที่บริษัทไม่เห็นด้วย เพราะว่า ในที่ดินแปลงนี้บนเนื้อที่ประมาณ 67 ไร่ จะแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง เพื่อใช้ปลูกสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ในซอยมหาดเล็กหลวง 1, 2, 3 ซึ่งเป็นถนนซอยส่วนบุคคลที่ให้ผู้เช่าที่ดินทุกแปลงบนโฉนดที่ดินของสำนักพระราชวัง ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงต้องใช้ถนนสาธารณะหน้าที่ดิน คือ ถนนราชดำริ เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา เกณฑ์การพิจารณาในการออกใบอนุญาตก่อสร้างก็เป็นเกณฑ์เดียวกันทั้งหมดทุกอาคาร ไม่มีอะไรแตกต่างกันไป ซึ่งโครงการของบริษัทในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง พระคลังข้างที่ก็ยื่นขออนุญาตโดยทำเหมือนกับที่เคยทำมาในอดีต ไม่มีอะไรผิดไปจากเดิม ซึ่งถ้าหากใบอนุญาตของบริษัทใช้ไม่ได้ก็เท่ากับว่า ใบอนุญาตก่อสร้างของอาคารอื่นที่อยู่ในถนนซอยเหมือนกับโครงการของบริษัทก็จะใช้ไม่ได้ไปด้วยเหมือนกัน”
 
นายอภิชัย กล่าวฉะนั้น บริษัทก็จะใช้สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งของศาลปกครองกลางต่อไป บริษัทไม่ได้ห่วงอะไรกับการที่ระงับการก่อสร้างในช่วงนี้ เพราะโครงการยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอะไรมากมายเพียงแต่เพิ่งจะเคลียร์พื้นที่ และเริ่มตอกเสาเข็มไปแค่ไม่กี่ต้น ก็แค่หยุดทำโครงการไปเพียงโครงการเดียวเท่านั้น บริษัทก็เอาเวลาไปดูแลกับโครงการอื่น จึงไม่มีผลกระทบอะไรกับ TFD

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2560 บริษัทจะมีรายได้จากการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยบริษัทจะนำสินทรัพย์ประเภทโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัททั้งใน และต่างประเทศ จำนวน 12 โรงงาน ขายเข้ากอง REIT โดยตั้เป้าหมายกอง REIT ไว้ที่ 1,000-1,200 ล้านบาท ก็จะสนับสนุนให้รายได้รวมในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


กำลังโหลดความคิดเห็น...