xs
xsm
sm
md
lg

Set in The City 20-23 พ.ย. นี้ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

มนตรี ศรไพศาล
ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ได้ตกต่ำลงมา ประมาณ 50% จากสิ้นปีที่แล้วที่ประมาณ 858 จุด ลงมาอยู่ที่ 433 จุด ถือว่าเป็นการตกลงที่ใกล้เคียงกันในภูมิภาค แต่ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่งจากเพื่อนๆที่ได้พบจากหลายประเทศในภูมิภาค ผมรู้สึกว่า โดยทั่วไปแล้ว คนไทยทั่วไปเจ็บตัวไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับ ชาวต่างประเทศ
อาจเป็นเพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เงินที่เข้ามาซื้อส่วนมากเป็นชาวต่างประเทศ ถือได้ว่าขอบคุณพระเจ้าที่ประเทศไทย มีปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนไทยส่วนมากมีความกังวลค่อนข้างสูง จึงลงทุนด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนที่ลงทุนในระยะไม่ยาวนัก หลายคนพอเห็นสภาวะไม่ดี ก็ถอยห่างออกมา นักลงทุนระยะยาวจำนวนมากก็ยังไม่เห็นตลาดหุ้นน่าสนใจ จึงยังไม่ได้ลงทุนเช่นกัน
ตลาดหุ้นตกลงมามากขนาดนี้ จึงสังเกตเห็นว่า คนไทยดูจะยังไม่ได้เจ็บตัวกันกว้างและลึกนัก หลายๆคนจะพร้อมที่จะกลับมาหาจังหวะลงทุนกันในช่วงที่ตลาดลงหนักๆเช่นนี้ทีเดียว
ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายๆประเทศในภูมิภาคได้มีราคาถีบตัวสูงขึ้นอย่างมากใน 2-3 ปีที่ผ่านมา อย่างในประเทศจีน เมื่อหลายๆเดือนที่แล้ว ที่หุ้นขึ้นไปแรงๆ ดัชนี เซี่ยงไฮ้วิ่งไปที่ 5,000-6,000 จุด มีนักลงทุนในจีนเปิดบัญชีถึงวันละ 300,000 บัญชีในบางวัน ผมฟังแล้วก็ตกใจ เพราะบัญชีนักลงทุนหุ้นไทยมีเพียง 1 ล้านบัญชี โดยประมาณ และที่มีรายการเคลื่อนไหวในรอบปีเพียง 200,000-300,000 บัญชีเท่านั้น นักลงทุนในตลาดใหม่ๆ ที่วิ่งเข้าตลาดตอนขึ้นไปสูงๆ ป่านนี้ก็คงเจ็บตัวพอสมควร เมื่อดัชนีเซี่ยงไฮ้ตกต่ำลงมาถึงต่ำกว่า 2,000 จุด
ผมมองปัญหาที่เห็นในหลายๆที่ โดยเฉพาะที่อเมริกา แล้วรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมต้องมาเลียนแบบลูกโป่งเศรษฐกิจพองตัวของประเทศไทยก่อนปี 1997 ด้วย กู้เกินตัว ลงทุนเกินตัว ไม่สนใจความเสี่ยง ไม่สัตย์ซื่อ แทนที่จะได้ดูหลักการ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ทำให้เรากลับมามีฐานะทางเศรษฐกิจที่แม้ไม่หวือหวาเร้าใจมาก แต่มั่นคงยั่งยืน และ "เศรษฐกิจพอเพียง" นี้เองที่ทำให้ประเทศไทยขณะนี้มีความมั่นคงแข็งแรง ไม่ถูกผลกระทบทางตรงมากนัก
สถาบันการเงินของเราเจ็บตัวน้อย เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินต่างประเทศ อย่างเลห์แมน บราเธอร์ส มีหนี่ต่อทุนสูงถึงประมาณ 30 เท่า สถาบันอื่นๆ อย่างมอร์แดนแสตนเลย์ หรือ โกลด์แมนแซคซ์ก็มีหนี้ต่อทุนสูงถึง 24-26 เท่าโดยประมาณคล้ายๆกัน แต่สถาบันการเงินไทยอยู่ที่ 9-12 เท่าเท่านั้น นอกจากนั้น เขามีการลงทุนในตราสารระหว่างกันบ้าง เพื่อปกป้องความเสี่ยงของเครดิตของลูกหนี้ ผ่านตราสารประเภท Credit Default Swap ทำให้เมื่อสถาบันหนึ่งมีปัญหา จะทำให้สถาบันอื่นประสบปัญหาไปด้วย แต่บ้านเรามีผลกระทบต่อเรื่องนี้น้อยมาก ผมอยากถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณสำหรับหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่กลายเป็นวัฒนธรรมของบ้านเราไปแล้ว กล่าวคือ การทำสิ่งใด ด้วยความพอประมาณ ไม่เกินตัว ความสมเหตุสมผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยอาศัยความรอบรู้ และความรอบคอบระมัดระวัง ที่ทำให้เราไม่ได้มีปัญหามากมาย จนอาจกลายเป็นโดมิโนอีกตัวหนึ่งในแถวโดมีโนที่ล้มในครั้งนี้ แต่ขณะนี้ถือว่าไม่เป็นครับ
ในโอกาสอย่างนี้ เป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่อย่างยิ่ง นักลงทุนไม่น้อย มักจะไม่กล้าลงตอนเห็นสภาวะหุ้นยังไม่ดี และมักจะรอจนเห็นหรือได้ยินว่า มีแต่คนทำกำไรจากตลาดหุ้นมากมาย อย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องยาวนานพอ จึงจะเชื่อและสนใจจะลงทุนในหุ้น แต่ในความเป็นจริง เมื่อถึงจุดนั้น หุ้นมักจะขึ้นสูง จนถึงจุดอันตรายแล้วเป็นประจำ แต่ผมเชื่อว่าสภาวะที่หุ้นถูกเช่นนี้ จึงจะน่าสนใจ
ผมกำลังชวนให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนใหม่ มอง "วิกฤต" ขณะนี้เป็น "โอกาส" เราเห็นกองทุนฝรั่งหลายกองขายหุ้นลงมาอย่างขาดเหตุผล จนทำให้เกิดโอกาสในการลงทุนใหม่ที่ ฝ่ายวิจัยเราใช้คำว่า "คุณจะไม่มีโอกาสซื้อหุ้นที่ราคาถูกเช่นนี้อีก นอกจากตอนนี้" สนใจติดตามผลงาน สามารถแวะเข้าไปดูจาก www.kimeng.co.th แล้วคลิกไปที่ KeLive หรือ KeLiveTV ก็ได้ครับ
ในวันที่ 20-23 พ.ย. นี้ จึงถือโอกาสเชิญท่านผู้อ่านร่วมงาน "Set in The City" ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน แล้วอย่าลืมแวะบูธ กิมเอ็งนะครับ เราจัดทำดีวีดี ชุด "ทุกครั้งหลังวิกฤต ย่อมมีสิทธิเกิดเศรษฐีใหม่" เพื่อเติมอาวุธความรู้และการติดตามหาข้อมูลความรู้เพิ่มเติม ให้พร้อมในการหาโอกาสในการลงทุนหลังวิกฤตในครั้งนี้ เป็นดีวีดี ประมาณ 3 ชั่วโมง เราจะขายในราคาไม่แพง (เพราะเป็นห่วงว่าถ้าแจกแล้ว ผู้รับไปอาจไม่ได้ดู แต่เอาไว้ก่อน) เพื่อระดมทุนผลิตสำหรับกระจายในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยครับ
นอกจากนั้น ยังถือได้ว่า เป็นช่วง "Amazing Thailand Grand Sale" ในวงการหุ้นทีเดียว หุ้นดีๆมีเป็นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ปตท. ปูนซิเมนต์ไทยฯ ธนาคารใหญ่ๆ แลนด์แอนด์เฮาส์ เซ็นทรัลพัฒนา แอดวานซ์ ดีแทค บ้านปู ซีพีออล (7-11) ฯลฯ ที่มีราคาถูกลงมาน่าลงทุนทีเดียว หุ้นบางหุ้นคือมีราคา 500 บาท ตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 200 บาทเท่านั้น พูดดังนี้แล้วก็ดูจะเหมือนของถูกลงมามากเป็นพิเศษ...
แต่ในความเป็นจริง เรื่องหุ้นจะซับซ้อนกว่านั้น หุ้นที่ลงมาอาจมีเหตุผลประกอบด้วย เช่นกิจการจะยังแข็งแรงหรือไม่ เมื่อสถานการณ์โดยรวมกลับสู่สภาพปรกติแล้ว บริษัทจะฟื้นหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง จากวิกฤตการณ์รอบที่แล้ว กิจการที่ผ่านวิกฤตมาได้อย่างเข้มแข็ง กลับแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย แล้วจึงวิเคราะห์ผ่านตัววัดประเภท พีอีเรโช หรือราคาเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชีตามความเหมาะสม
หวังว่า ในวิกฤตเช่นนี้ ท่านผู้อ่านจะไม่จมอยู่กับความกังวล แต่มองโลกอย่างสดใส และมองหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตด้วยความรอบรู้ และรอบคอบ ผมยังเชื่อจริงๆว่า "ทุกครั้งหลังวิกฤต ย่อมมีสิทธิเกิดเศรษฐีใหม่" ครับ แล้วพบกันในงาน SET in the City นะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...