xs
xsm
sm
md
lg

แก้หนี้ภาคประชาชน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โดย ชาลอต โทณวณิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องที่เป็นที่ฮือฮาก็คือ การที่มีแนวคิดเกี่ยวกับหนี้ภาคประชาชน มีการออกมาเกริ่นว่าจะมีการช่วยประชาชนที่เป็นหนี้ในระบบว่า จะให้พ้นหนี้ได้อย่างไร เมื่อพูดออกมาแล้วก็มีการนำมาเป็นประเด็นทั้งสัปดาห์และเพิ่งจะมีรายละเอียดออกมาบ้างเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนั้นอีกแนวความคิดหนึ่ง คือเรื่องการขอล้มละลายด้วยตัวลูกหนี้เอง ไม่ใช่การที่ลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งพอความคิดนี้เกิดขึ้นและมีการนำมาเล่าให้ประชาชนรับทราบ โดยยังไม่ได้มีรายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้มีการนำมาเป็นประเด็นคำถามกันอีก

เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นในฐานะที่ดิฉันอยู่กับเรื่องเงินๆทองๆ ก็จะมีสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ถามความเห็น ดิฉันก็เลยนำมารวมเขียนในคอลัมน์นี้อีกครั้ง ดังนี้

แนวความคิดเรื่องแรกเรื่องการแก้หนี้ที่มีรายละเอียดออกมาบ้างว่า ทางกระทรวงการคลังจะเข้าไปดูแลแก้ไขหนี้ของประชาชนรายย่อยที่อยู่ในกระบวนการของศาล ที่มีมูลหนี้เงินต้น (ไม่รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่) ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อราย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 100,000 ราย โดยเป็นเงินต้นประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่หากรวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระแล้ว จะเป็นจำนวนเงินถึง 27,000 ล้านบาท แต่คงต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ไม่ใช่ทุกรายที่จะได้รับการแก้ไข เพราะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของสถาบันการเงินที่ให้กู้ แต่ความครอบคลุมจะไปถึงบริษัท AMC ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นอยู่

อีกประการหนึ่งคือ ไม่ใช่เป็นการยกหนี้ให้ฟรีๆ แต่จะมีการลดลง 50% (ไม่แน่ใจว่าจากเงินต้น หรือเงินต้นบวกดอกเบี้ย) และลูกหนี้จะต้องผ่อนชำระเงินต้นให้หมดใน 6 เดือน ถ้าผิดเงื่อนไขก็จะกลับไปเป็นหนี้ในวงเงินเหมือนเดิมก่อนลดหนี้ ทั้งนี้จะครอบคลุมถึงหนี้ที่ถูกฟ้องร้องก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่าลูกหนี้เหล่านั้นยังมีอาชีพ / รายได้ พอที่จะจ่ายหนี้หรือไม่

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อสถาบันการเงินของเอกชน น่าที่จะไม่มีเพราะเป็นความสมัครใจว่าสถาบันการเงินจะเข้าร่วมหรือไม่ (ตามข่าวที่ออกมา) ซึ่งหากจะตอบว่าสนใจหรือไม่สนใจคงจะต้องดูว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง หากจะตอบตอนนี้คงจะบอกว่า too soon แต่ถ้าจะถามความเห็นของดิฉันแล้ว หากการแก้หนี้เป็นหนี้เก่าในภาวะวิกฤตแล้ว ในช่วงนั้นภาคประชาชนที่เป็นหนี้ระดับรากหญ้า หรือหนี้จำนวนไม่มาก (สมมติว่าไม่เกิน 200,000 บาท) มีปริมาณไม่มากนัก เพราะในช่วงปี 2540-2541 ไม่ได้มีการบูมเรื่องสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ดังนั้นส่วนใหญ่หนี้ดังกล่าวได้รับการแก้ไขหรือไม่ก็มีการตัดหนี้สูญกันไป จนเกือบสูญพันธุ์หมดแล้ว พวกที่ติดค้างอยู่คงเป็นพวกที่มีปัญหาจริงๆ ที่หากมีมาตรการนี้ออกมา อาจทำให้ลูกหนี้พอจะชำระได้

หนี้สินภาคประชาชนที่มีจำนวนมากขณะนี้เป็นหนี้ใหม่ที่มาบูมในช่วง 4-5 ปีหลังมากกว่า ดังนั้น ณ ตอนเป็นหนี้ประชาชนจะทราบอยู่แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยประมาณเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมต่างๆ เท่าไหร่ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าได้ลดลงกว่าตอนเป็นหนี้ใหม่ๆ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมาควบคุม ดังนั้น หากเป็นหนี้ที่มีปัญหาตอนนี้น่าจะมาจากวินัยการใช้เงินซึ่งไม่ใช่ปัญหาเดียวกับในช่วงวิกฤต ที่เกิดผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาค ทำให้ธุรกิจปิดกิจการ ลดคน คนตกงาน อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูง ไม่ใช่ปัจจัยจากวินัยการใช้เงิน ดังนั้นการกำหนดว่าลูกหนี้ที่เข้าข่ายคือ ที่ถูกฟ้องก่อน 30 มิถุนายน 2548 ก็น่าที่จะมีบางส่วนเป็นหนี้ใหม่ในช่วงสินเชื่อบูมกัน

อีกแนวความคิดหนึ่งคือ เรื่องการให้ประชาชนและข้าราชการสามารถขอล้มละลายได้นั้น (ตามข่าวอีกเหมือนกัน) ผลของการที่จะให้ประชาชนขอล้มละลายตัวเองได้ คืออะไร ก็คือผู้ให้กู้ก็จะต้องมีการปรับหลักการ วิธีการในการให้กู้ เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งก็หมายถึง มีประชาชนบางส่วนอาจจะกู้ไม่ได้เลย ไม่ใช่เฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน แม้แต่ที่มีหลักประกันเช่น บ้าน รถ ที่มีแนวคิดว่าจะห้ามยึดสำหรับบ้านอยู่อาศัย + รถ 1 คัน ทำนองนั้น สถาบันการเงินคงต้องมีการทบทวนหลักการให้สินเชื่อกันมากขึ้น หรือหากธนาคารแห่งประเทศไทยยอมยกเลิกเพดานดอกเบี้ยโดยให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่จำกัด (สมมติ) จะมีบางส่วนที่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากเพราะความเสี่ยงสูง ทั้งนี้มิใช่ธนาคารพาณิชย์จะเอาเปรียบผู้กู้ แต่เงินที่ธนาคารนำมาให้กู้ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินฝากของประชาชนที่ธนาคารจะต้องดูแล

นอกจากนั้นตามข่าวบอกว่า จะให้ประชาชนและพนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถล้มละลายได้ พอพ้นช่วงล้มละลายสามารถกลับมาทำงานได้อีก โอ้จอร์จ! ผลคืออะไร กลุ่มเหล่านี้ปกติถึงแม้ว่าจะเงินเดือนไม่สูงมาก แต่สิ่งที่สถาบันการเงินมองคือ “ศักดิ์ศรี” ซึ่งถือเป็นเครดิต เพราะรู้ว่าจะไม่มีวันยอมถูกฟ้อง หรือถูกยกปัญหาด้านการเงินขึ้นมา เพราะ “ต้องออก” สถานเดียว หากเป็นจริงดังข่าว กลุ่มนี้ก็จะไม่มีอะไรต่างกับประชาชนอื่นๆ หากจะต่างคือ เงินเดือนอาจจะต่ำกว่าเอกชน ซึ่งจะยิ่งไม่สามารถจะหาเงื่อนไขการกู้ดีๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การให้ความเห็นในเรื่องทั้ง 2 เรื่องนั้นยังถือว่าเร็วเกินไป เพราะความชัดเจนยังไม่มากพอ แต่เมื่อเป็นข่าวออกมาและสร้างคำถามขึ้นกับประชาชนแล้ว ดิฉันก็ได้ลองพยายามคิดว่าจะมีแนวทางออกมาอย่างไร และอะไรที่จะเป็นปัญหาก็นำมาวิเคราะห์ให้เห็นกัน

ส่วนเรื่องจริงหรือสิ่งที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ “จบข่าว”

สนใจสอบถามข้อมูลสามารถส่งมาได้ที่ dcharlotte@krungsri.com หรือ หมายเลขโทรสาร 02-683-1604
กำลังโหลดความคิดเห็น...