xs
xsm
sm
md
lg

Surprise ดอกเบี้ย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โดย ชาลอต โทณวณิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

บทความคราวนี้ ใช้หัวข้อแบบฝรั่งหน่อย เพราะเป็นการสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริง เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (R/P) คือ 0.50% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในช่วงที่ผ่านมา เพราะถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถึง 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2547

แต่ก็เป็นครั้งละ 0.25% โดยจะเป็นการขึ้นที่ยังตามการขึ้นแบบถี่ยิบของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ไม่ทัน เพราะขึ้นไปถึง 10 ครั้ง ซึ่งในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ย R/P อยู่ที่ 3.25% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของ FED อยู่ที่ 3.50%

และมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการประชุมคราวหน้า ในวันที่ 20 กันยายนนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากพายุแคทริน่า ที่ถล่มรัฐหลุยส์เซียน่า รัฐมิสซิสซิปปี และรัฐแอละแบมา ทำให้เกรงว่า หากยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดการหดตัวลง ก็คงต้องคอยดูว่า คุณปู่อลัน กรีนสแปน จะตัดสินใจอย่างไร

แต่ในประเทศไทยแล้ว การที่ ธปท.ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 0.5% ย่อมบ่งชี้อะไรบ้างแน่นอน เพราะเสมือนการขึ้นแบบเนิบๆ นิ่มๆ ไปเป็นกระโดดค้ำถ่อไปอีกเท่าหนึ่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ทาง ธปท.ได้เคยบอกว่า การที่อัตราดอกเบี้ยของไทยกับของสหรัฐฯ มีส่วนต่างคือ 0.75% (ก่อนที่ไทยจะปรับขึ้น) นั้น ไม่เป็นเรื่องที่น่าวิตก และสามารถจัดการได้ ซึ่งดิฉันก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น ว่าปัจจัยด้านส่วนต่างของดอกเบี้ย ไม่ใช่สาระสำคัญหลัก เพราะที่ผ่านมา ในด้าน outflow หรือเงินไหลออก ก็ไม่น่าเป็นห่วง

ปัจจัยหลัก น่าจะเป็นที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จนแทบจะฉุดไม่อยู่ จากที่เคยคาดการณ์ว่า จะขึ้นถึง US$ 70 ต่อบาร์แรล ในปีนี้ ที่ยังไม่จบไตรมาสที่ 3 เลย ก็ทะลุไปแล้ว เริ่มมองกันว่า จะถึง US$ 100 ต่อบาร์แรล ซึ่งราคาน้ำมันนี้ มีผลกระทบอย่างมาก ต่อสภาวะเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์กันว่า น่าจะไปถึง 5% ดังนั้น จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องเร่งอัตรานโยบายดอกเบี้ยสูง เพื่อให้เกิดสภาวะสมดุลกับสภาวะเงินเฟ้อ มิฉะนั้น เงินในกระเป๋าของประชาชน ก็จะเท่ากับหดหายไปโดยอัตโนมัติ

หลังจากที่ ธปท. ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ดิฉันก็ได้รับคำถามเข้ามามากมาย ทั้งจากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ เลยได้ไปปรากฏตัวเป็นๆ บ้าง รูปบ้าง อยู่ในรายการโทรทัศน์ 2-3 รายการ เกือบจะฮอตฮิตพอๆ กับโหรลักษณ์ “ฟันธง” ในช่วงข่าวฮอต “ยาสตรีเบนโล” ว่าผลกระทบต่อประชาชน คืออะไร

ความจริงดอกเบี้ย R/P ถ้าจะให้พูดถึง ก็จะเป็นดอกเบี้ยระดับ macro คือไม่ได้มีผลกระทบตรงไปยังผู้บริโภค แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ที่ใช้สำหรับสถาบันการเงินในการกู้ยืมเงินระยะสั้น (14 วัน) ซึ่งในการปรับขึ้น 6 ครั้งที่ผ่านมาของ ธปท. ก็ไม่ได้เป็นตัวหลัก ในการที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

แต่เป็นการชี้นำให้เห็นแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เกิดจากการบริหารเงินของธนาคารพาณิชย์เอง ซึ่งถึงแม้ว่าสภาพคล่องจะมีอยู่ประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่สภาวะจำเป็น ที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

แต่ธนาคารพาณิชย์มองเห็นว่า ในช่วงสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การที่สามารถระดมเงินฝากระยะยาวได้ จะทำให้ธนาคารบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นได้ว่า ธนาคารส่วนใหญ่ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มีระยะเวลายาว ยังไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น ดังนั้น ยังไม่ถึงกับเป็นตัวเร่ง ให้ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเร่งด่วน

หากถามว่าในปีนี้ จะเห็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือไม่ ในความเห็นส่วนตัว เห็นว่าน่าจะเห็น (ไม่ถึงกับ “ฟันธง” ค่ะ) ดังนั้น ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระหนี้อยู่ ก็ควรที่จะต้องบริหารเงินให้ดี เพราะแค่สภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น เงินในกระเป๋าก็เท่ากับหายไปส่วนหนึ่งแล้ว หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บางประเภท ก็จะต้องมีการจ่ายค่างวดมากขึ้นด้วย และน้ำมันแพง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็คงเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็ยังคงมีการเติบโตอยู่ ดังนั้น ภาพหลอนเดิมๆ จากความร้ายแรงสมัยวิกฤตเศรษฐกิจ ก็คงไม่เกิด หากดำเนินชีวิตตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

สัปดาห์หน้าขอลา 1 สัปดาห์นะคะ ส่วนไปไหน และทำอะไร จะเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจากฝ่ายบริหารการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

สนใจสอบถามข้อมูลสามารถส่งมาได้ที่ dcharlotte@krungsri.com หรือ หมายเลขโทรสาร 02-683-1604
กำลังโหลดความคิดเห็น...