xs
xsm
sm
md
lg

ใครทำสโมสรอังกฤษเจ๊ง แสดงว่า “ อม” / กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คอลัมน์ EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 แมนเช้สเต้อร์ ซิตี้ เคยมีเจ้าของเป็นคนไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซื้อกิจการด้วยราคาประมาณ 80 ล้าน พาวน์ดส แต่ผ่านไป 1 ฤดูกาล ดันขาดทุน 33 ล้าน พาวน์ดส แถมยังติดเงินธนาคารอีก 64 ล้าน พาวน์ดส ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มีการขยายวงหนี้การกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆจาก 134 ล้าน พาวน์ดส เป็น 209 ล้าน พาวน์ดส

เมื่อเงินบริหารถูกใช้อย่างสนุกมือไปร่วม 50 ล้านพาวน์ดส อีกทั้งยังมีการซื้อนักเตะไร้ค่าอย่างแพงเว่อร์ สุดท้าย ในเดือนกันยายน 2008 ก็ขายหุ้นสโมสรให้ เช้ค มันซูร บิน ซาเย้ด อัล นาฮยัน (Sheikh Mansour bin Zayed Al Nahyan) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่าย สำนักงานทรัพย์สินส่วนเจ้าผู้ครอง สหรัฐ อาหรับ เอมิเรทส์ ในราคาประมาณ 200 ล้าน พาวน์ดส

ความจริงก่อนหน้านั้น ฟุลลั่ม และ ลิเว่อร์พูล ก็อยู่ในความสนใจ แต่มาลงเอยที่ ซิตี้ มาวันนี้ ข่าวคราวการเข้าซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลอังกฤษโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีข่าวทุจริตหนาหู แต่ไม่เคยโกงการเลือกตั้ง และมีคนรักมากกว่า ประยุทธ์ แน่นอน เกิดขึ้นอีกหน คราวนี้เป็น คริสตัล พาเลส (Crystal Palace F.C.) สโมสรทางใต้ของ กรุงลอนเดิ้น ที่จบอันดับ 12 ในตาราง เพรอมิเอ ลีก ฤดูกาลล่าสุด และครั้งหนึ่ง มูอัมมาร กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) ผู้นำเผด็จการ ลิเบีย ที่เสียชีวิตไปแล้วก็เคยให้ความสนใจอยากซื้อสโมสรนี้ตั้งแต่ปี 2004

การซื้อขายสโมสรฟุตบอลในทวีปยุโรปโดยชาวต่างชาตินั้น ย่อมสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ได้อย่างแน่นอน ผมเคยบอกแล้วว่า ฝรั่งเขาไม่ถือว่าเป็นการขายสมบัติของชาติ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ถ้าไม่ไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของเขา และนำเงินที่พิสูจน์ได้ว่าสะอาดมาซื้อก็โอเค สโมสรตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ใครก็หยิบยกไปที่ไหนไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมีภาระหนี้สินขาดสภาพคล่องก็ได้รับเงินทุนเข้ามาแก้ปัญหา ทำให้การสร้างงานที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นทอดๆอันมีความสำคัญเป็นตัวคูณทวีทางเศรษฐกิจได้รับการประคับประคองให้ดำเนินต่อไปได้

แฟนบอลจากชาติที่นำเงินเข้ามาซื้อย่อมให้ความสนใจติดตามผลงาน ทั้งซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันอันเป็นเงินมหาศาลมาพัฒนาฟุตบอลอังกฤษ สร้างงาน สร้างรายได้ไปกันใหญ่ ทั้งเดินทางมาเข้าชมการแข่งขัน ได้ทั้งค่าที่พัก อาหาร ค่าใช้จ่าย สินค้าที่ระลึก เสื้อผ้านักเตะ นี่ยังไม่นับการสร้างชื่อให้กระฉ่อนในอีกซีกโลกอีกด้วย

สำหรับผู้ซื้อนั้น มันก็เป็นการนำเงินที่นอนอยู่เฉยๆออกมาลงทุนให้เกิดดอกผล นำแบรนด์ของตนเองออกสู่สายตาชาวโลกให้เป็นที่รู้จัก เพราะฟุตบอลอังกฤษถือว่าเป็นลีกขายดี แฟนบอลสนใจรับชมมากที่สุดในโลก เป็นที่มาของความนิยมในตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของสโมสรด้วย ซึ่งนำไปต่อยอดได้อย่างมากมายทั้งทางด้านธุรกิจ สังคม และทางการเมือง

เพรอมิเอ ลีก เป็นลีกฟุตบอลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกก็เนื่องจากรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันทั้งในประเทศและทั่วโลกนั่นเอง หลายปีมานี้ทำเงินไม่ต่ำกว่า 77,000 ล้าน บาท ต่อปี ผมมีตัวเลขของเมื่อ 3 ปีก่อนที่ เพรอมิเอ ลีก จัดเงินจำนวน เกือบ 2.4 พัน ล้าน พาวน์ดส เพื่อจัดสรรให้ 20 สโมสร

ลำพังเงินส่วนที่ต้องได้เท่ากันก็สโมสรละ 1,447 ล้าน บาท แล้ว ยังมีส่วนที่ได้รับแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแม็ทช์ของตนหากได้รับการถ่ายทอดสดในประเทศก็จะได้รับนัดละประมาณ 46 ล้านบาท สำหรับเงินส่วนแบ่งการถ่ายทอดสดในต่างประเทศนั้น 1,600 ล้าน บาท นอกจากนั้นก็มีรายได้จากการโฆษณามาแบ่งเท่าๆกันอีกสโมสรละ 195 ล้าน บาท

นี่ยังไม่รวมเงินอีกส่วนหนึ่งที่จะนำมาจัดสรรให้ลดหลั่นกันขึ้นอยู่กับผลงานเมื่อจบฤดูกาล โดยมีตัวเลขพื้นฐานเป็นจำนวน 1,941,609 พาวน์ดส หรือประมาณ 80 ล้าน บาท แล้วนำมาคูณกับลำดับของทีมจากท้ายตาราง ยิ่งอันดับดีก็ยิ่งมีตัวคูณมาก เช่น แมนเช้สเต้อร์ ซิตี้ แช้มพ์ปีนี้ จะมีตัวคูณเป็น 20 ก็จะได้รับเงินจัดสรรส่วนนี้เป็นจำนวน 38,832,180 พาวน์ดส หรือประมาณ 1,592 ล้าน บาท ส่วน คริสตัล พาเลส จบที่อันดับ 12 เมื่อนับจากท้ายตารางก็จะมีตัวคูณเป็น 9 จะได้รับเงิน 17,474,481 ล้าน พาวน์ดส หรือประมาณ 716 ล้าน บาท เงินที่ได้รับการจัดสรรจาก เพรอมิเอ ลีก มากมายบานเบอะขนาดนี้ เมื่อรวมกับรายรับที่เกิดจากค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน การขายสินค้าที่ระลึก แล้วยังมีปัญหาขาดสภาพคล่องอีก ถ้าไม่มีใคร “ อม ” แล้วเงินมันหายไปไหนหมดครับ