xs
xsm
sm
md
lg

ปลุกตำนานที่หลับใหล 5 ปัจจัยส่ง "สิงห์เจ้าท่า" เถลิงแชมป์ "ไทยลีก"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ขุนพล สิงห์เจ้าท่า ยุคปัจจุบัน
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 - แรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ สำหรับฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของทีมดังย่านคลองเตย อย่าง "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ เอฟซี ภายใต้การบริหารของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรหญิงแกร่ง หลังผ่านไปเกือบ 1 ใน 3 ของโปรแกรมโตโยต้า ไทยลีก 2019

การเก็บชัย 4 เกมรวดจาก 4 เกมหลังสุดในลีก ส่งให้พวกเขาทะยานขึ้นตำแหน่งจ่าฝูงแบบหล่อๆ นำหน้าแชมป์เก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4 คะแนน แม้จะแข่งมากกว่าอยู่ 1 นัด แต่อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้เป็นผู้นำต่อไปอีกอย่างน้อยหลายสัปดาห์ เนื่องจากคู่แข่งอย่าง ปราสาทสายฟ้า ยังคงมีโปรแกรมเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ช่วงกลางสัปดาห์ กว่าจะได้ลงเล่นเกมตกค้างก็คงอีกนาน

เรียกได้ว่าปีนี้พวกเขามีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวจริงๆ ว่าแต่อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "สิงห์เจ้าท่า" บินสูงในเวลานี้และอาจจะส่งให้ก้าวถึงตำแหน่งแชมป์ไทยลีกในบั้นปลายเราลองมาดูกัน

1."บุรีรัมย์" ฟอร์มตกเมื่อไม่มี "ดิโอโก้"

- ต้องยอมรับว่าการที่ทีมปราสาทสายฟ้า ไร้ซึ่งดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 4 ของไทยลีก ทำให้ประสิทธิภาพในเกมบุกของยอดทีมจากแดนเซาะกราวดูจะลดลงไปพอสมควร พวกเขาลงเล่นไปแล้ว 8 เกม แต่เพิ่งซัดไปเพียง 11 ประตู เท่ากับทีมอันดับบ๊วยอย่าง เชียงใหม่ เอฟซี และน้อยกว่าจ่าฝูงการท่าเรือ 9 ประตู เป็นเหตุให้พวกเขาเก็บชัยชนะได้ยากเย็นเหลือเกินในฤดูกาลนี้

จากการหายไปของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อฟอร์มการเล่นของปราสาทสายฟ้า และยิ่งเป็นผลดีต่อทีมลุ้นแชมป์อื่นๆที่พอจะมีหวังขึ้นมาในฤดูกาลนี้ แน่นอนหนึ่งในนั้นคือ "สิงห์เจ้าท่า" ที่ฉกฉวยความได้เปรียบ ณ จุดนี้ สร้างฟอร์มดีที่ให้แก่ตัวเองในฤดูกาลนี้ จนก้าวขึ้นไปยึดหัวตารางได้ในปัจจุบัน

2.หัวเรือใหญ่ ทุ่มเทให้ทีมอย่างหนัก

- ตั้งแต่ "มาดามแป้ง" เข้ามาดูแลทีม "สิงห์เจ้าท่า" อย่างเต็มตัวควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทย แม้ช่วงแรกอาจจะดูล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง มีกระเด็กตกชั้นไปเล่นในลีกพระรอง แต่นายใหญ่อย่าง นวลพรรณ ล่ำซำ ก็ไม่เคยถอดใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจให้แก่แฟนบอล รวบรวมสมาธิเหล่านักฟุตบอลในทีมให้กลับมาอยู่จุดที่พวกเขาควรจะอยู่ได้ในเวลาไม่นาน จนมาถึงฤดูกาลที่แล้วในปี 2018 การท่าเรือ เอฟซี กลับมาผงาดหัวตารางอีกครั้งหลังจบอันดับ 3 เป็นการจบอันดับในลีกสูงสุดที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี หลังเคยจบอันดับ 3 ครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2002/03 และหลังจากนั้นมาพวกเขาทำได้ดีที่สุดคือการจบอันดับ 4 ของตาราง ก่อนที่จะมาจบอันดับ 3 ได้อีกครั้งในปี 2018 ซึ่งที่ผ่านมา "มาดามแป้ง" ทุ่มเทให้กับสโมสรอย่างหนัก คลุกคลีอยู่กับสต๊าฟฟ์โค้ชและนักฟุตบอลตลอดเวลา ไปให้กำลังใจทีมติดขอบสนามแทบทุกนัดยามเล่นในบ้าน ไม่เคยทิ้งทีมให้เคว้งคว้าง ทำให้การท่าเรือ เอฟซี เป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน

การที่นักฟุตบอลมีกำลังใจที่ดี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำทีมฟุตบอล เมื่อประธานสโมสรให้ใจกับนักเตะทุกคน แข้งเหล่านั้นก็ย่อมสู้ตายถวายใจให้แก่สโมสรเช่นกัน สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับทีมย่านคลองเตยทีมนี้ "มาดามแป้ง" หนุนหลังนักฟุตบอลของเขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในฟอร์มที่ดี หรือแย่แค่ไหนก็ตาม

3.มีขนาดทีมที่ลงตัว / นักฟุตบอลฝีเท้าเยี่ยม / ยกระดับทีมได้รวดเร็ว

- ทีมที่จะเป็นแชมป์ แน่นอนว่าตัวผู้เล่นภายในทีมคือสิ่งสำคัญ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในทีม "สิงห์เจ้าท่า" พวกเขามีขนาดทีมที่ลงตัวเป็นอย่างมาก นักเตะไม่น้อย และไม่มากจนเกินไป ตัวสำรองหลายคนสามารถลงมาทดแทนตัวจริงได้ดี พอเหมาะพอเจาะในการลุ้นแชมป์ และนักฟุตบอลแต่ละคนฝีเท้าก็ไม่ธรรมดา การที่พวกเขายอมลงทุนหลักสิบล้าน หรือร้อยล้านบาทในการเสริมทัพช่วง 2-3 ปีหลังสุด มันเริ่มส่งผลไปในทิศทางที่ดี และคุ้มต่อการลุงทุนลงแรง การที่ยอมจ่ายค่าเหนื่อยแสนแพงให้กับ ดราแกน บอสโควิช, เซร์คิโอ ซัวเรซ, โก ซุลกี และดาบิด โรเชล่า 4 ดาวเตะต่างชาติ เป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆสำหรับทีมสิงห์เจ้าท่า ประกอบกับนักเตะไทยฝีเท้าเยี่ยมหลายคน อาทิ สุมัญญา ปุริสาย, บดินทร์ ผาลา, นิติพงษ์ เสลานนท์, เควิน ดีรมรัมย์, นูรูล ศรียานเก็ม, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ไหนจะดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีอย่าง อาทิตย์ บุตรจินดา, เอเลียส ดอเลาะห์ ฯลฯ ทำให้ฟอร์มการเล่นของพวกเขาในเวลานี้ลงตัวเสียยิ่งกระไร

นอกจากนี้ยอดทีมจากย่านคลองเตย สามารถยกระดับทีมให้ขึ้นมากลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้อย่างรวดเร็วจากทีมชุดนี้โดยใช้ระยะเวลาราวๆ 2 ปีเศษ แม้จะเคยลองผิดลองถูกอยู่บ้างในช่วงหลายปีก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นการลองทีมที่เป็นแง่บวกกับทีมจริงๆ

4.บอร์ดบริหาร ไม่ก้าวก่ายโค้ช / "เซอร์เด็จ" ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่

- สิ่งนี้คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสโมสรฟุตบอลที่ดี การที่บอร์ดบริหาร หรือประธานสโมสร ไม่ลงมายุ่มย่ามในการจัดตัวนักฟุตบอล หรือมีบทบาทมากจนเกินไป ย่อมเป็นผลดีต่อทุกทีม ตัวโค้ชหรือตัวผู้ฝึกสอนได้ทำงานของเขาอย่างเต็มที่ย่อมส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีม ที่สำคัญ "สิงห์เจ้าท่า" ให้โอกาส "เซอร์เด็จ" จเด็จ มีลาภ มาโดยตลอดตั้งแต่เข้ามาทำงานเมื่อปี 2016 แม้จะมีช่วงที่ฟอร์มไม่ดีจนต้องนำ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มากุมบังเหียนชั่วคราว ซึ่งดูเหมือนจะหนักกว่าเก่า แต่ก็ไม่ทิ้ง จเด็จ มีลาภ ไปไหน ยังคงให้โอกาสเขาคลุกคลีอยู่กับทีมมาโดยตลอด สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าเฮดโค้ชคนเก่งของทีมสิงห์เจ้าท่า ได้รับการไว้วางใจจากบอร์ดบริหารเป็นอย่างดี

5.คู่แข่งลุ้นแชมป์นัดกันฟอร์มตก

ก่อนฤดูกาล 2019 จะเริ่ม บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ต่างเนื้อเต้นกันเป็นแถบ เมื่อได้ทราบข่าวว่า "บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด" จะต้องเสียศูนย์หน้าตัวเก่ง อย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต แน่นอนเป็นผลเสียต่อแชมป์เก่าเป็นอย่างมาก ทำให้ทีมอย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด รวมถึงการท่าเรือ เอฟซี เอง ต่างมั่นใจมากขึ้นว่าปีนี้ทีมของตนนั้นจะต้องมีผลงานที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

แต่แล้วผ่านไป 9 นัดของฤดูกาล เหตุการณ์กลับตาลปัตร บรรดาทีมเต็งทั้งหลายต่างนัดการฟอร์มรูดกราว โดยเฉพาะหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์ อย่าง "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ไม่รู้ทำอีท่าไหนตอนนี้ร่วงมาอยู่รองบ๊วย หนีตกชั้นเสียอย่างนั้น แถมยังเปลี่ยนหัวเรืออย่างรวดเร็วอีก หรือจะเป็น ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ก่อนเปิดฤดูกาลเหมือนจะเสริมทัพดีมาก ได้แข้งระดับพระกาฬไปร่วมทีม แต่ฟอร์มการเล่นดันสวนทาง ดีไม่ดีเฮดโค้ชอย่าง มาโน่ โพลกิ้ง จะกระเด็นตกเก้าอี้ด้วยซ้ำไป และก็ต้องรวมไปถึงแชมป์เก่า "ปราสาทสายฟ้า" ที่ฟอร์มหล่นไปตามคาดหลังจากเสียหัวหอกคนสำคัญ แต่ทีมที่กลับทำผลงานได้ดีกว่าใครเพื่อน และรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้ นั่นคือ การท่าเรือ เอฟซี ที่ปัจจุบันขึ้นไปผงาดง้ำค้ำจ่าฝูงอยู่ในเวลานี้

และสิ่งนี้กำลังบ่งบอกเป็นนัยว่า "สิงห์เจ้าท่า" กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่อีกครั้งในวงการฟุตบอลไทย แม้พวกเขาจะยังไม่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของไทยได้เลยนับตั้งแต่ก่อตั้ง "ไทยลีก" อย่างจริงๆจังเมื่อ พ.ศ.2539 แต่พวกเขาคือ "อดีต" ยักษ์ใหญ่ที่อยู่เคียงข้างกับวงการฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน เป็นเจ้าของแชมป์ถ้วยพระราชทาน ประเภท ก. 8 สมัย, ถ้วย ข. 5 สมัย, ถ้วย ค. 4 สมัย, ถ้วย ง. 3 สมัย แชมป์ควีนส์ คัพ 6 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ และลีก คัพ อย่างอย่างละ 1 สมัย

โดยแชมป์ครั้งสุดท้ายของทีมการท่าเรือ เอฟซี คือการชูถ้วยแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ ปี 2010 ซึ่งได้ติดต่อมาจากการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 2009 นั่นคือ 2 ถ้วยสุดท้ายที่ยอดทีมย่านคลองเตยคว้ามาประดับสโมสร

ที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่อยู่ของสุดยอดนักเตะระดับตำนานมาแล้วหลายต่อหลายคน อาทิ กิตติพันธุ์ พูนจำเนิน, รณชัย สยมชัย, นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์, เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง, อรรถพล ปุษปาคม, ศรายุทธ ชัยคำดี เป็นต้น แต่หลังจากนี้หากพวกเขาคว้าแชมป์ไทยลีกมาครองได้ นักฟุตบอลหลายคนก็อาจะได้ขึ้นแท่นนักเตะระดับตำนานของสโมสรได้เหมือนกัน

ซึ่งหาก "สิงห์เจ้าท่า" ไม่คว้าแชมป์ในปีนี้ แล้วปีไหนล่ะที่พวกเขาจะมีโอกาสทองแบบนี้อีก ถ้ายังรักษามาตรฐานการเล่นและฟอร์มที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไปได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะกระชากแชมป์ "ไทยลีก" สมัยแรกมาประดับตู้โชว์สโมสร
มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสร
จเด็จ มีลาภ เฮดโค้ชคนเก่ง
บุรีรัมย์ ไร้ ดิโอโก้ ฟอร์มตกทันตาเห็น
การท่าเรือ เอฟซี สมัยคว้าแชมป์ลีกคัพ 2010
สิงห์เจ้าท่า สมัยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2009
ปราสาทสายฟ้า อาจต้องเสียแชมป์
แฟนบอล สิงห์เจ้าท่า อยู่เคียงข้างสโมสรเสมอ
กำลังโหลดความคิดเห็น...