xs
xsm
sm
md
lg

AFC เตือน "ส.บอล" ปรับสนามเสร็จก่อนสิ้น ต.ค.นี้ ไม่งั้นมีสิทธิ์ถอดเจ้าภาพ ยู 23 ชิงแชมป์เอเชีย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 เวลา 17.00 น. ณ ที่ทำการสมาคมฯ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย และ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย จัดการประชุมและแถลงข่าว เรื่องการเลือกใช้สนาม ที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย 2020 (2020 AFC U-23 Championship)

การประชุมในครั้งนี้ นำโดย กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมฯ พร้อมด้วย คุณพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และรองโฆษกสมาคมฯ, จิน โฮ ยุน หัวหน้าคณะตรวจสนามจากเอเอฟซี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และ ตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย, ฝ่ายจัดการแข่งขัน, ฝ่ายต่างประเทศ

โดย จิน โฮ ยุน หัวหน้าคณะตรวจสนามจากเอเอฟซี กล่าวว่า "การเดินทางมาครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งที่สองแล้ว หลังจากที่เรามาตรวจครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่เราลงมาตรวจอย่างละเอียดมากขึ้นในแต่ละสนาม เกี่ยวกับห้องต่างๆ โครงสร้างสนาม, สภาพสนาม, ไฟส่องสว่างและแผนการต่างๆ รวมถึงรายละเอียดอีกมากมาย รวมถึงมองถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงสถานที่โดยรอบ ทั้งสนามซ้อม โรงแรมที่พักต่างๆ เพื่อให้พร้อมที่สุดสำหรับการแข่งขันระดับทวีป ซึ่งครั่งนี้เราก็ตรวจไปแล้ว 4 สนาม ประกอบไปด้วย ที่เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สงขลา และ ราชมังคลากีฬาสถาน"

"ณ ปัจจุบัน ทั้ง 7 สนาม ที่เราเดินทางไปดูเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ในเรื่องของการปรับเข้าสู่มาตรฐานไม่น่าเป็นห่วง แต่จะเป็นห่วงในเรื่องของระยะเวลาที่เหลืออยู่ เพราะปัจจุบันมีเวลาไม่มาก เราจะเดินทางมาตรวจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือเจ้าของสนามทั้งหมด จะต้องทำหนังสือยืนยันความพร้อมและยินยอมที่จะปรับปรุง แก้ไขส่วนที่แนะนำไปให้ผ่านมาตรฐาน ในช่วงเดือนตุลาคม โดยไทม์ไลน์ตรงนี้ก็มีเวลาไม่มาก ผมต้องการความเชื่อมั่นจากทุกสนาม และสมาคมฯ ที่จะส่งมอบสนามในช่วงปลายปีนี้ให้ได้"

"ตอนนี้แต่ละสนามก็ได้รับการรายงานจุดที่ต้องปรับปรุง ซึ่งผมคิดว่าภายในเดือนตุลาคม ทุกสนามที่ถูกเสนอ จะถูกปรับปรุง และมีความคืบหน้าที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบของเจ้าภาพ หากเดือนตุลาคมที่จะมีการตรวจสอบสนามครั้งสุดท้าย ไม่มีความคืบหน้าชัดเจน หรือมีความเป็นไปได้ที่สนามจะเสร็จไม่ทันเวลา เอเอฟซีมีสิทธิ์เลือกสนามใหม่ที่มีความพร้อมในประเทศไทย กรณีที่สองหากไม่มีสนามใดในประเทศไทยพร้อม สิทธิการเป็นเจ้าภาพจะถูกริบคืน และมอบให้กับประเทศที่พร้อมที่จะจัดได้ในช่วงเดือนมกราคม เนื่องจากการแข่งขันรายการนี้เป็นการแข่งขันระดับขั้น 1 มี 16 ยอดทีมจากเอเชีย เข้ามาร่วมเล่น และมีโควต้าไปโอลิมปิก ที่โตเกียว 2020 ดังนั้นมาตรฐานการจัดการแข่งขัน ต้องเป็นรูปแบบที่สูงที่สุดของเอเอฟซี"

"การแข่งขันรายการนี้ ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากเอเชียน คัพ ทำให้มาตรฐานการถ่ายทอดสด และการจัดการแข่งขัน มีมาตรฐานที่สูงมาก ในเอเชียน คัพ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีผู้ชมผ่านทางทีวี ถึง 700 ล้านคน ขณะที่เอเชียน คัพ ครั้งก่อนที่ออสเตรเลีย มีผู้ชมกว่า 400 ล้านคน ผมมั่นใจว่ารายการนี้ก็เป็นรายการใหญ่ เรามั่นใจว่าจะมีแฟนบอลติดตามเข้ามาชม ติดตามเชียร์ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน รวมถึงสื่อที่จะเข้ามาจะเข้ามาถ่ายทอดสด และรายงานผลอีกมากมาย"

"ในช่วงที่เปิดให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลรายการนี้ก็มีหลายประเทศ ที่เสนอตัวมา และเป็นขั้นตอนที่ยากมากในการเลือกเจ้าภาพ แต่ด้วยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แสดงให้เห็นถึงความต้องการ ในการยกระดับฟุตบอลในประเทศของตัวเอง และเล็งเห็นว่า ฟุตบอลรายการนี้จะกระตุ้น ความตื่น ในการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง สนามฟุตบอลพร้อมๆกัน หลายสนาม เพื่อให้ทันสมัย และได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ซึ่งจะประเทศไทย ยังไม่มีสนามในระดับมาตรฐานทัดเทียมในระดับนานาชาติมากเท่าไหร่นัก ซึ่งนี่ก็ถือเป็นโอกาสดี และเป็นความตั้งใจของสมาคมฯ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและโปรโมต ประเทศ เพื่อให้การแข่งขันเป็นที่นิยม และสร้างความได้เปรียบให้กับทีมชาติไทย เข้ารอบสุดท้าย โดยไม่ต้องผ่านรอบคัดเลือก นี่คือเหตุผลที่สมาคมฯ ยื่นเข้ามาเป็นเจ้าภาพรายการนี้"

"นอกจากนี้มันยังเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคคล เพราะการจัดการแข่งขันจะเข้าสู่จังหวัดต่างๆ เรามีทั้งอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั้งหมดก็จะได้รู้ระเบียบ กฏ ต่างๆ ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ และเอเอฟซีก็มั่นใจว่าไทยสามารถเป็นเจ้าภาพที่ดีได้ และทีมชาติไทยก็อาจจะได้เป็นหนึ่งในทีมที่ได้สิทธิไปเล่นโอลิมปิก ที่โตเกียว"

"ประโยชน์ของการได้เป็นเจ้าภาพรอบสุดท้าย ก็คือ มาตรฐานของสนามได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย และตรงตามมาตรฐาน และทำให้สนามแห่งนั้น หรือที่แห่งนั้น ในอนาคตสามารถจัดการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ของทีมชาติ รวมถึงสโมสร ก็จะพร้อม ในปัจจุบัน มีสนามไทยไม่กี่สนาม ที่พร้อมและผ่านมาตรฐาน หากไทยปรับปรุงสำเร็จ ไทยจะมีสนามเพิ่มอีกอย่างน้อยสี่สนามที่สามารถให้ทีมชาติไทย ใช้ทำการแข่งขันระดับนานาชาติ"

ด้าน พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศและโฆษกสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า "การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เราก็มีการประสานงานกันมาตลอด วันนี้ก็ประชุม ก่อนหน้านี้เราก็ประชุมทั้งที่เชียงใหม่ และ สงขลา วันนี้ก็มาประชุมที่ธรรมศาสตร์ และ ราชมังคลากีฬาสถาน เห็นได้ชัดว่าเรามีการประชุมกันอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องเข้าดูอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกขั้นตอนมีความคืบหน้า และส่งให้กับเอเอฟซีทุกเดือน เพื่อให้ชัวร์ว่าทุกอย่างดำเนินไปตามแผน"

"ณ ตอนนี้ทุกสนาม ที่เป็นแคนดิเดต มีความสำคัญเท่ากัน เพราะรายงานที่เราได้มอบไป ทุกสนามสามารถทำได้ แต่สนามไหนจะมาก่อน ก็ขึ้นอยู่กับ ความมั่นใจของเจ้าของสนามแต่ละแห่ง ที่จะต้องส่งหนังสือยืนยันมาให้สมาคมฯ มั่นใจ และทางเราก็จะส่งต่อไปยังเอเอฟซี ว่าเจ้าของสนามและสมาคมฯมีความมั่นใจว่าจะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสนามให้ได้มาตรฐานได้ตามระยะเวลาที่กำหนด"

"ส่วนเรื่องรูปแบบการแข่งขันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะฟุตบอลโลก หรือ เอเชียน คัพ ก็จะมีการหมุนเวียนสนาม คือเล่นหนึ่งแมตช์ ทีมก็ต้องย้ายเมือง ซึ่งตรงนั้นจะเป็นรูปแบบหนึ่งที่ทำได้ หรือ จะเป็นการให้ทีมแต่ละกลุ่มประจำอยู่ที่สนามใดสนามหนึ่ง เพียงแต่ว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เราไม่สามารถบอกได้ว่าทีมชาติไทย จะย้ายเพียงแค่ทีมเดียว ถ้าจะย้ายต้องย้ายทุกทีม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หากต้องเดินทาง ค่าเครื่องบินของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ จะเป็นหน้าที่ของสมาคมฯ เราเองก็คิดเอาไว้ ตอนนี้มีสองช่องทาง ก็ต้องรอรายละเอียดก่อนว่าจะใช้สนามใดบ้าง"

ส่วน กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า "หลังจากที่ประชุมกัน AFC ก็ได้ยืนยันเรื่องไทม์ไลน์ในการปรับปรุงสนาม และอย่างที่เห็นคือทั้ง 7 สนาม ไม่มีสนามใดเลยที่เป็นของสมาคมฯ เราจำเป็นต้องประสานงาน ขอความร่วมมือจากทั้ง 7 สนาม เพื่อให้พวกเขาปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการ และมาตรฐานที่เอเอฟซี กำหนด ในส่วนของสมาคมฯ ก็พยายามประสานงาน และทำงานอย่างใกล้ชิด กับ อบจ.,เอกชน และ การกีฬาแห่งประเทศไทย ต้องย้ำอีกครั้งว่าการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากสนามใดไม่ผ่าน เอเอฟซี ก็ต้องพิจารณาหาสนามอื่น แต่ถ้าผิดพลาดจริงๆ ไม่มีสนามใดผ่าน ก็จะเสียโอกาสการเป็นเจ้าภาพ ในฐานะคนไทย นี่คือชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ และหน้าตาของประเทศไทย"

"ขอบคุณทุกคนๆ ที่ติดตามและให้ความสนใจ คิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลไทย และแฟนบอลชาวไทย ถ้าหากเรามีการปรับปรุงสนามให้สามารถจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ เราก็จะมีทางเลือกที่จะนำทีมชาติไทย ออกไปสู่สายตาแฟนบอลที่ต่างจังหวัด ในสนามที่สามารถจัดการแข่งขันได้ นอกเหนือจากราชมังคลากีฬาสถาน ที่เราใช้จัดอยู่เป็นประจำ"

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2020 จะทำการแข่งขันในช่วงเดือนมกราคม 2563 โดยจะหา 3 ทีม ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นตัวแทนของทวีปเอเชีย เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอล ในมหกรรมโอลิมปิกส์ ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น


กำลังโหลดความคิดเห็น...