xs
xsm
sm
md
lg

เป้าหมายใหม่ “พอลลีน งามพริ้ง” นายกลูกหนังฯ เล็กเกินไปแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พอลลีน หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ นามพรรคมหาชน
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 - คอบอลไทยคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่คุ้นหูกับคนที่ชื่อ “พินิจ งามพริ้ง” ที่ถือเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี “ต่อต้าน” ไม่เอาการทำงานของอดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อย่าง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี ในยุคก่อน

มาถึงเวลานี้ วันเวลาหมุนเปลี่ยนเวียนไป จาก “พินิจ” กลับกลายมาเป็น “พอลลีน” หรือนายพาลินี งามพริ้ง ซึ่งเขาไม่เพียงกลับเฉยๆ แต่ ณ ตอนนี้ชื่อของเขาถูกเสนอให้เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยในนามตัวแทนพรรคมหาชน

“พอลลีน” พาลินี งามพริ้ง เป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน ประสบการณ์ถือว่าโชกโชนไม่ใช่น้อย เคยเป็นถึงประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประธานกลุ่มเชียร์ไทยเพาเวอร์ และยังเคยมุ่งมั่นในการลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มาแล้ว

เราได้มีโอกาสบุกไปสัมภาษณ์ “พอลลีน” ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พรรคมหาชน ถึงที่ทำการพรรค ได้รับฟังถึงหลายมุมมองเกี่ยวกับการเบนเข็มมาลุยเวทีการเมืองแบบเต็มตัวถึงขั้นได้เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ รวมไปถึงมุมมองในการบริหารงานสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งมีการเปรียบเทียบการทำงานระหว่าง วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคม กับ พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมคนปัจจุบัน
สมัยเป็น พินิจ งามพริ้ง ผู้ต่อต้าน บังยี
- จุดเปลี่ยนในการตัดสินใจมาลุยการเมืองแบบเต็มตัว

“จริงๆ การเมืองอยู่ในความสนใจของพอลลีนอยู่แล้ว ตั้งแต่ตัวตนเดิมของพอลลีนซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่าชื่อ พินิจ งามพริ้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนนี้ ย้อนไปตั้งแต่วัยเด็ก อายุ 10 ขวบเศษ ก็ได้ไปฟังปราศรัยของนักการเมืองต่างๆ ผ่านช่วงวิกฤตทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น 6 ตุลา, 14 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ก็ทราบเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอย่างดี ติดตามการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ การเมืองต่างประเทศ ภาพรวมของการเมืองโลก เราเรียนทางด้านวารสารศาสตร์มันก็ทำให้เรายิ่งต้องติดตามเรื่องราวพวกนี้เป็นพิเศษ”

“ดังนั้น พอพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพรรคมหาชนเข้ามาทาบทามให้ลงสมัครและให้มาทำงานในตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ ก็เลยตัดสินใจที่จะถือโอกาสครั้งนี้มาลงเล่นการเมือง เราไม่มีการเลือกตั้งมา 5 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทหารมา 5 ปี ตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่เหมาะสมที่เราจะมาในเส้นทางนี้”
บังยี วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ
- สถานการณ์การเมือง ณ ปัจจุบันของประเทศไทย

“ตอนนี้ถือเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับคนทั่วไป การแย่งชิงอำนาจ แย่งชิงความชอบธรรม มันเป็นสถานการณ์ที่อึดอัดพอสมควร ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่เหมือนไม่ค่อยมีคนดูแล การพัฒนาเมือง พัฒนาสังคม พัฒนาศิลปวัฒนธรรม พัฒนาด้านกีฬา ฯลฯ มันไม่ค่อยได้รับการดูแลเพราะว่าทุกคนโฟกัสไปที่การแบ่งพรรคพวกต่างๆ นานา แทนที่เราจะเอาเวลาของเราไปเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน หรือทำอย่างอื่น ไปเล่นกีฬา หรือกิจกรรมกับครอบครัว เรากลับต้องมาโฟกัสติดตามข่าวการเมืองที่มันพลิกผันตลอดเวลาทำให้บางคนไม่อยากจะสนใจการเมืองไปเลยในเวลานี้”
พอลลีน ยังคงตามเชียร์ฟุตบอลทีมชาติไทยเสมอ
- วงการฟุตบอล กับตัวตน ณ เวลานี้ของ “พอลลีน งามพริ้ง”

“วงการฟุตบอลมันอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างของพอลลีนอยู่แล้ว ไปไหนมาไหนทุกๆคนก็รู้จักในฐานะอดีตประธานกลุ่มเชียร์ไทยเพาเวอร์ หรือในฐานะอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ผู้แสดงความคิดเห็นเสนอแนวทางในการพัฒนาฟุตบอลไทยมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้มันไม่เลือนหายไปไหนหรอก เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะกลับไปทำงานหรือมีบทบาทหน้าที่ในวงการฟุตบอลอีกหรือเปล่าคงไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ แต่ภารกิจในตอนนี้พอลลีนมาทำงานในฐานะนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งในความเป็นจริงฟุตบอลมันก็เป็นภาพจำลองของประเทศไทย ผู้ชม ผู้แข่งขัน ผู้ตัดสิน คนที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งเหล่านี้มันคล้ายกันเลย คนในวงการฟุตบอลหลายคนก็เป็นนักการเมือง ถ้าถามว่าเรื่องฟุตบอลยังอยู่ในความสนใจของพอลลีนไหม ยังอยู่แน่นอน ที่ผ่านมาเราก็ติดตามโดยเฉพาะฟุตบอลทีมชาติไทยตลอด และเราก็มีส่วนในการนำเสนอความคิดเห็นผ่านช่องทางส่วนตัวของเราเอง เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งตอนที่มิโลวาน ราเยวัช พาทีมทำผลงานไม่ดีในเอเชียน คัพ นัดแรก ที่แพ้อินเดีย 1-4 พอหลังจบการแข่งขัน พอลลีน ก็แสดงความเห็นเลยว่าจะต้องปลด มันก็บ่งบอกได้เลยว่าฟุตบอลยังอยู่ในเลือดเนื้อ และยังอยู่ในตัวพอลลีนเสมอ รวมไปถึงพี่ๆสื่อมวลชนก็ยังคิดถึงพอลลีนในการติดต่อไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการนี้อยู่ตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา”
สมัยเป็นประธานกลุ่มเชียร์ไทยเพาเวอร์
- ความแตกต่างของ ส.ฟุตบอล ยุค “บังยี” และยุค “สมยศ”

“ในยุคการทำงานของคุณสมยศ ตัวพอลลีนเองอาจจะไม่ได้เข้าไปคลุกคลีอะไรมากเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้ตัวเองก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่พอกลับมาไทยก็มีโอกาสได้เข้าไปพบปะพูดคุยกับคนในสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อย่างเช่น พาทิศ ศุภะพงษ์ หรือคนอื่นๆในสมาคมฯอยุ่บ้าง เคยเข้าไปนำเสนอเรื่องการทำฟุตบอลข้ามเพศ รวมถึงได้อัพเดตถึงสิ่งใหม่ๆในสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยุคปัจจุบัน นอกนั้นก็จะเป็นการดูจากภายนอก ส่วนการทำงานในสมาคมฟุตบอลของคุณวรวีร์ อันนั้นถือว่ารู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง

มันมีความแตกต่างกันในแง่ของทีมงาน ของตัวบุคคลากร ความเป็นมืออาชีพของทีมงานมีความแตกต่างกันมาก เพียงแต่ว่าเวลานี้แฟนบอลไทยหลายคนชอบตัดสินกันที่ผลงานในสนาม จะบอกว่าที่ผ่านมาที่พอลลีนเคยวิพากษ์วิจารณ์สมาคมฟุตบอลในสมัยคุณวรวีร์ ผลงานทีมชาติเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความล้มเหลวในการบริหารงาน แต่หัวใจสำคัญมันคือสภาพของการบริหารสมาคมตอนนั้นที่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ มันเลยส่งผลมาถึงผลงานของทีมชาติในช่วงหนึ่ง ช่วงที่ตกรอบแรกซีเกมส์ 2 สมัยติด ตกรอบแรกซูซูกิ คัพ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าตกต่ำจริงๆของฟุตบอลไทย แต่พอลลีนก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเหตุผลเดียวที่จะออกมาวิจารณ์สมาคมฟุตบอล ณ เวลานั้น ตัวของพอลลีนเองให้ความสำคัญกับการทำงานที่เป็นระบบ และผลงานนั้นถึงเป็นเรื่องที่ตามมา ในสมัยของคุณสมยศตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นบริหารงานที่ดูจะถูกทางที่สุด เพียงแต่ว่าหลายๆเรื่องมันต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เช่น การสร้างเยาวชน การทำโครงสร้างที่ดีของสมาคมฟุตบอล การทำสาธารณูปโภค การทำสนามแข่งขันใหม่ของทีมชาติไทย ซึ่งอดีตที่ผ่านมาในยุคของคุณวรวีร์ เราไม่เคยได้ยินออกจากปากของเขาเลย แต่ในยุคนี้เราได้ยิน อย่างน้อยมันก็มีแนวทางในหลายๆ เรื่อง ถึงแม้บางเรื่องมันอาจจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม”

“แม้ทีมชาติไทยในเวลานี้อาจจะดูล้มเหลวในบางการแข่งขัน แต่ซีเกมส์เราก็ยังเป็นแชมป์ซูซูกิ คัพ เราก็ไม่ได้ตกรอบแรกเหมือนสมัยนั้น เราตกรอบ 4 ทีม และเป็นการตกรอบแบบน่าเสียดายด้วยกฎอเวย์โกล คือมันยังไมได้เลวร้ายแบบที่เคยมีมาในยุคนั้น อย่างในเอเชียน คัพ เราก็ถือว่าประสบความสำเร็จเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ในแง่ของการพูดของคนที่เป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็อาจจะดูมีความอ่อนไหว จริงๆเรื่องนี้มันเป็นทั้งสมัยคุณวรวีร์ และคุณสมยศ ในเรื่องของคำพูดต่างๆ ซึ่งตอนนี้พอลลีนว่าเราก็ต้องเดินไปข้างหน้า ใครอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำได้ แต่มันก็ต้องอยู่ในขอบเขต เพราะที่สุดแล้วสมาคมฟุตบอล ก็ต้องมาจากการเลือกตั้งของสโมสรสมาชิก แต่ถ้าการดำเนินงานแล้วผลงานยังไม่ค่อยดี ยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไข ทุกคนก็มีสิทธิที่จะวิจารณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาจากคุณวรวีร์ มาเป็นคุณสมยศ ก็ถือว่าดีอยู่แล้ว ทุกคนตอนนั้นดูจะให้โอกาส แต่พอมาถึงจุดๆหนึ่งมันอาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนดูเหมือนจะไม่ให้โอกาสแล้ว แต่อย่าลืมว่าเราจะต้องอดทน ทุกๆอย่างในประเทศไทยมันคล้ายกันหมด การเมืองก็เช่นกัน ทุกคนเมื่อลงเลือกตั้ง พอไม่ได้รับเลือกก็ต้องอดทนรอ รอให้คนที่ได้โอกาสเป็นรัฐบาลแล้วทำออกมาไม่เวิร์ค ครั้งหน้าก็คงไม่มีคนเลือก และเราก็เตรียมเสนอในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าเรามีแผนงานหรือมีอะไรที่จะทำให้ดีกว่าเก่า อย่างที่บอก ฟุตบอล กับการเมือง ในประเทศไทยมันคล้ายๆ กัน”
ยังตามติดเชียร์ ช้างศึก แทบทุกนัด
- อยากกลับไปลงสมัครนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลอีกไหม?

“มีคนถามกันเยอะ หลายๆคนอยากเห็นพอลลีนกลับไปลงสมัครนายกสมาคมฯ อีกครั้ง ซึ่งคงตอบไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของอนาคตแต่ ณ วันนี้ พอลลีนมีเป้าหมายของตัวเองคือการเข้าไปนั่งในสภา เราคงจะต้องต่อสู้ในตรงนี้ก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในการต่อสู้กับเรื่องของเพศสภาพตัวเอง ซึ่งเรื่องฟุตบอลยังคงอยู่ในความสนใจของพอลลีนแน่นอน แม้อาจจะไม่ได้เป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แต่ตอนนี้พอลลีนกำลังต่อสู้ในการเลือกตั้งเพื่อให้เข้าไปอยู่ในสภา และถึงจุดนั้นถ้าพอลลีนได้รับตำแหน่งที่ใหญ่กว่านายกสมาคมฯ เรื่องที่ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลกมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก กีฬาเป็นเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจในเชิงธุรกิจฟุตบอล เรื่องของสังคัม การพัฒนาเยาวชน เรื่องการท่องเที่ยว การขายลิขสิทธิ์ต่างๆนาๆ เราสามารถใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลางได้หมด เราสามารถช่วยให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ สามารถมีบุคลากรและมีงบประมาณที่เหมาะสมที่จะทำให้ทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลกให้ได้ ซึ่งสมมติว่าหากพอลลีนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องห่วงเลยในเรื่องนี้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการเข้าไปเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพียงอย่างเดียว”
ดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พรรคมหาชน
หลังจากนี้ไม่รู้ว่า “พอลลีน” พาลินี งามพริ้ง หรือสมัยก่อนในนามพินิจ งามพริ้ง จะกลับมาโลดแล่นในวงการฟุตบอลไทยอีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆเป้าหมายของเขามีมากกว่านั้น มาถึงจุดนี้ “พอลลีน” คงมองมากกว่าการกลับมาเป็นแค่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แน่นอน...
กำลังโหลดความคิดเห็น...