xs
xsm
sm
md
lg

Hakeem al-Araibi ไทยสั่งตาย...ก็ลองมาสั่งดูสิ / กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คอลัมน์ EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

ฮาคีม อัล-อาไรบี (Hakeem al-Araibi) นักเตะกองหลัง อดีตทีมชาติบาห์เรน วัย 26 ปี แห่งทีม พ้าสโค เวล (Pascoe Vale FC) สโมสรฟุตบอลกึ่งอาชีพใน เม็ลเบิร์น ประเทศอ้อสเตรเลีย เคยถูกจับกุมฐานร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดนทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ ทรมาน สารพัด ก่อนที่จะหนีไปอยู่ อ้อสเตรเลีย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัย วันนี้ เขาโดนจับกุมในเมืองไทย โดยไทยทั้งชาติกำลังงงกันอยู่ว่า เอ็งจะส่งเขากลับไปรอดที่ อ้อสเตรเลีย กลับไปตายที่ บาห์เรน หรือดักดานอยู่ในคุกไทย โง่แล้วยังคิดช้าอีก

การลุกฮือประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เรียกว่า Bahraini uprising ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2011-14 นั้น อัล-อาไรบี ถูกจับได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2012 ซึ่งเป็นวันเกิดของเขาพอดี วันนั้นเขากำลังเดินไปร้านกาเฟแห่งหนึ่งเพื่อนั่งชมเกม เอ็ล กลาสิโก ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บารเซโลน่า โดยข้อหาคือทำลายทรัพย์สินของทางราชการเมื่อ 4 วันก่อนหน้านั้น อันนี้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสจากคำสารภาพของพี่ชายของ อัล-อาไรบี เองว่า หมอนี่รวมอยู่ในกลุ่มคนที่ใช้ระเบิดขวดปาใส่สถานีตำรวจด้วย ซึ่งเขาให้การปฏิเสธ บ้าไปหรือไง วันนั้นเขาแข่งบอลอยู่ และเป็นแม็ทช์ที่มีถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย อันนี้ ผมว่าพวกเอ็งก็แค่ไปตรวจสอบดูว่าจริงหรือไม่ ไม่เห็นจะยากอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม อัล-อาไรบี ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดี ไม่มีโอกาสขึ้นให้การเพื่อปกป้องตนเอง ซึ่งวิธีการของเผด็จการมักจะเป็นอย่างนี้ อันนี้เขาเรียกว่า ทรายอ้อล อิน แอ๊บเซ็นเชีย (Trial in absentia) คือ จะเอาความผิดยัดใส่ให้ได้ ชงเอง กินเองฝ่ายเดียวเลย ไม่ให้อีกฝ่ายมาแก้ต่าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักกระบวนการยุติธรรมชัดๆ ในที่สุด หมอนี่โดนพิพากษาจำคุก 10 ปี

ต่อมาเขาเปิดเผยกับ อาแอรดี (ARD) สำนักข่าวของ เจอรมานี ว่า ตอนที่โดนสอบสวนนั้น ตลอดระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมง เขาโดนทรมานเพื่อให้สารภาพออกมา โดนทุบขาอย่างหนัก พร้อมถูกขู่จะหักกระดูกและทำลายอนาคตให้หมดโอกาสเล่นฟุตบอลอีกต่อไป และการกักตัวเขาก็ถูกขยายเวลาออกไปถึง 45 วันซะงั้น

เจออย่างนี้ก็ต้องหนีอย่างเดียว หมอนี่เล็ดลอดไป อีหร่าน มาเลเซีย ก่อนที่จะเข้า ไทย ซุกตัวอยู่ร่วม 6 เดือน จนได้ไป อ้อสเตรเลีย และขอลี้ภัยที่นั่นตั้งแต่ปี 2014 พักอาศัยอยู่ใน เม็ลเบิร์น แต่งงานแต่งการเรียบร้อย จนในที่สุดทางการ อ้อสเตรเลีย ก็ให้สถานะผู้ลี้ภัยในปี 2017 อันนี้ถ้าคนรู้เรื่อง “ สถานะผู้ลี้ภัย ” ก็จะทราบดีว่า คนแบบนี้ โอเค กับทุกประเทศ ยกเว้น ประเทศที่ตนเองหนีออกมา เมื่อขออนุญาตออกนอก อ้อสเตรเลีย เพื่อไปเที่ยวยังประเทศอื่น เขาก็จะยินยอมให้ไป ยกเว้น ประเทศที่ตนเองหนีออกมาเพียงประเทศเดียว

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2018 อัล-อาไรบี เดินทางมาฮันนี่มูนที่ประเทศไทย แต่ดันถูกควบคุมตัวที่สนามบิน สุวรรณภูมิ ด้วยคำขอของทาง บาห์เรน และยังมีหมายระดับสีแดงจากตำรวจสากลที่เรียกว่า Interpol notice ซึ่งเป็นระดับสูงสุดคือ ให้ตามหาหรือจับกุมตัวบุคคลที่กระบวนการยุติธรรมหรือศาลระหว่างประเทศประกาศจับด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งต่อมา ทางตำรวจสากลเองก็ถอนหมายระดับสีแดงออก พร้อมกับอ้างว่าเป็นความผิดพลาดและย้อนแย้งกับระเบียบของตำรวจสากลเรื่องผู้ลี้ภัย ในขณะที่ ไทย ยังงมโข่งหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดีกับ อัล-อาไรบี เพราะมีสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับ บาห์เรน และไม่ได้เป็นชาติสมาชิกใน ข้อตกลงเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย 1951 ซะด้วย แต่ทั่วโลกส่งเสียงเรียกร้องให้ส่งตัว อัล-อาไรบี กลับ อ้อสเตรเลีย ไป

เรื่องนี้ผมกำลังจะสอนผู้มีอำนาจให้รู้จักคิด รู้จักฉลาดเพื่อประโยชน์ของชาติและธำรงคุณธรรม กฎกติกา สัญญา ข้อตกลง ความสัมพันธ์ทางการค้า ความสนิทแนบแน่น จะเป็นอย่างไรก็ตาม ชาติต่างๆเขาไม่เห็นต้องไปกังวล จะตัดสินใจในสิ่งใดที่อาจสวนทางก็ล้วนมีข้ออ้างได้ทั้งสิ้น ซึ่งในเรื่องนี้ใครๆก็รู้ว่า การส่งตัว ฮาคีม อัล-อาไรบี กลับไป อ้อสเตรเลีย ประเทศต้นทางที่เขาเดินทางมา ที่สำคัญ เขามีสถานะผู้ลี้ภัยของที่นั่นด้วย แล้วให้ บาห์เรน กับ อ้อสเตรเลีย ไปจัดการกันเอง หนทางนี้สำคัญมาก ช่วยให้รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชแน่นอน แต่ถ้าดันโง่ ถึงขั้นงั่ง ส่งตัวไป บาห์เรน ใครๆก็รู้ว่า หมอนี่ต้องโดนหนักแน่ เรื่องแฉ เรื่องต่อต้านรัฐบาล ไม่น่ามีติดคุกหรอกครับ มันฆ่าแน่นอน เอ็งจะเอาสัมพันธ์อันดีงามกับเผด็จการด้วยกัน หรือ เอ็งจะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ล่ะ