xs
xsm
sm
md
lg

ผมไม่ได้อยากกิน “ปิ๊ตซ่า” ซักหน่อย / กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

ความจริงก็น่าจะนึกถึงลางร้ายที่จะต้องเตะนัด เพลย์-อ๊อฟ กับ สวีเดน เพื่อชิงตั๋วไปเล่น ฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ รัสเซีย เพราะ อิตาลี เคยตกรอบคัดเลือกเพียงหนเดียวในประวัติศาสตร์เมื่อ 60 ปีก่อนในฟุตบอลโลก 1958 ซึ่งเป็นปีที่ สวีเดน เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ในฟุตบอลโลกหนแรกที่ อูรูกวัย ในปี 1930 ก็ไม่มี อิตาลี คงมีชาติจากทวีปยุโรปเพียง 4 ชาติเท่านั้นที่เข้าร่วมอย่างทุลักทุเลคือ ฝรั่งเศส เบลเจี้ยม โรมาเนีย และ ยูโกสลาเวีย ส่วน อิตาลี ขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน แต่ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น ยิ่งต้องรอนแรมบนเรือโดยสารนานเกือบเดือนเพื่อไปแข่งขันยังทวีปอเมริกาใต้ จึงขอปฏิเสธ

ใช่ว่าฟุตบอลทีมชาติระดับยักษ์ใหญ่ที่แฟนบอลมากมายตั้งตาคอยเฝ้าชมฝีเท้าจะไม่เคยพัง ต้องมีอันหายหน้าไปจากการแข่งขันรอบสุดท้าย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ นับตั้งแต่ปี 1958 สเปน ซึ่งมี อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน (Alfredo Di Stéfano) สุดยอดนักเตะที่นำ เรอัล มาดริด เป็นแช้มพ์ ลา ลีกา 8 สมัย และแช้มพ์ ยูโรเปี้ยน คัพ 5 สมัยซ้อน เขาเคยเล่นในนามทีมชาติทั้ง อารเกนตีน่า โกล็อมเบีย และหลังสุดอุตส่าห์โอนสัญชาติเพื่อเล่นให้ ทีมชาติสเปน แต่ดันตกรอบคัดเลือกเฉย

เม็กซิโก 1970 เป็นปีที่ เปเล่ พา บราซิล เป็นแช้มพ์โลกครบ 3 สมัย ได้ถ้วย ชุล รีเม (Jules Rimet) ไปครองเป็นกรรมสิทธิ์นั้น อารเกนตีน่า ก็ตกรอบคัดเลือก ซึ่งฝันร้ายในปีนั้นเกือบจะเดินย่ำซ้ำรอยเดิมในปี 2018 นี้อีกครั้ง เพราะกว่า อารเกนตีน่า จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ ลิโอเน็ล เม้สซี่ (Lionel Messi) ต้องนำทีมกระเสือกกระสนลุ้นแทบตายในนัดสุดท้าย

แฟนบอลทั่วโลกอกหักครั้งรุนแรง เมื่อยุคมืดของทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 อันเป็นยุคที่ฟุตบอลอังกฤษกำลังเป็นที่นิยมเต็มๆหลังจากคว้าแช้มพ์โลกมาได้ในปี 1966 ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษขายดี แฟนบอลทั่วโลกได้ชมทางโทรทัศน์มากกว่าลีกของชาติอื่นๆ แต่ทว่าทีม 3 สิงห์ดันตกรอบคัดเลือกอดไป ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2 หนติดกันเลยคือ ปี 1974 และ 1978 รวมทั้ง ในปี 1994 ที่ สหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพด้วย

ในขณะที่ ฝรั่งเศส แฟนบอลทั่วโลกได้รู้จัก เรมง โกปา (Raymond Kopa) กับ ชุส ฟงแตน (Just Fontaine) 2 นักเตะระดับตำนานแห่ง สโมสรแร้งส์ (Reims) ที่นำ เล เบลอ (Les Bleus) ครองอันดับ 3 ใน ฟุตบอลโลก 1958 โดยเฉพาะ ฟงแตน เป็นดาวซัลโว ยิงทัวร์นาเม้นท์เดียว 13 ประตู แต่อีก 4 ปีต่อมา ฝรั่งเศส ดันตกรอบคัดเลือก รวมทั้งปี 1970 และ 1974 เช่นกัน

ต่อมาเป็นยุคทองของ มีเช็ล ปลาตีนี (Michel Platini) ทีมเมืองน้ำหอมกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยงามจนถูกยกให้เป็น แซมบ้าแห่งทวีปยุโรป แล้วหลังจากนั้นก็ดับวูบลงอีก วืดฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2 หนซ้อนๆในปี 1990 และ 1994 ทั้งๆที่มี 2 นักเตะดังอย่าง ช็อง-ปิแอร ปาแป็ง (Jean-Pierre Papin) และ เอริก ก็องโตน่า (Éric Cantona)

ทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงาม เป็นต้นตำรับ โทเทิ่ล ฟุตบอล (Total Football) นักเตะทดแทนกันได้ทุกตำแหน่ง มีโอกาสคว้าแช้มพ์โลกหลายหนเหลือเกิน แต่อับโชคทุกครั้งไป คือ ฮอลแลนด์ เคยได้ชิงชนะเลิศถึง 3 ครั้ง ปี 1974 1978 และ 2010 แต่เป็นได้แค่ ท่านรอง

หลังจากเดอะ ฟลายอิ้ง ดัชท์เม็น (The Flying Dutchmen) ชวดแช้มพ์โดยแพ้เจ้าภาพในนัดชิงชนะเลิศ 2 หนซ้อนในยุคของ โยฮัน ไคร้ฟ์ (Johan Cruyff) และ โยฮัน เน้ชเก้นส์ (Johan Neeskens) ในปี 1982 และ 1986 กลับไม่ผ่านรอบคัดเลือก 2 หนซ้อนๆ อีกหนคือในปี 2002 ที่ เกาหลีใต้ กับ ญี่ปุ่น ร่วมเป็นเจ้าภาพ และ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย เราก็จะไม่ได้เห็นฝีเท้าของทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ครองอันดับ 3 ในฟุตบอลโลกหนล่าสุดที่ผ่านมา

ฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ รัสเซีย กำลังจะได้ครบ 32 ทีมในวันนี้แล้ว กำหนดจับสลากแบ่งสายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ และแต่ละทีมต้องส่งรายชื่อนักเตะเบื้องต้นไปก่อน 30 คน และคัดให้เหลือ 23 คน โดยในจำนวนนี้ต้องมีผู้รักษาประตู 3 คน ซึ่งหากมีนักเตะบาดเจ็บก็ยังเรียกนักเตะเข้ามาทดแทนได้ก่อนเตะนัดแรกไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง หลายคนคงหมดอารมณ์เพราะขาด อิตาลี แม้ไม่มี ปิ๊ตซ่า ให้ลิ้มรส แต่แฟนบอลก็ยังมี เฟร้นช์ฟราย วายน์ เบียร์ ปาเอญ่า ไส้กรอก สเต๊ก ปลาแซเมิ่น ปลาดิบ กิมจิ กุ๊สกุ๊ส และของกินอีกเพรียบให้เพลิดเพลินกับ ฟีฟ่า เวิร์ลด์ คัพ หนนี้ครับ

* * *คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “MGR SPORT” รับข่าวสารแวดวงกีฬาชนิดเกาะติดขอบสนามคลิกที่นี่เลย!!* * *


กำลังโหลดความคิดเห็น...