xs
xsm
sm
md
lg

“ไทย-อินโดนีเซีย” จับมือจัด “บอลโลก” ฝันไม่ไกลเกินจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ศึก เวิลด์ คัพ ที่ทุกคนใฝ่ฝัน
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 - จากที่เคยเป็นคู่ปรับกันบนสนามฟุตบอล เจอกันทีไรก็สู้กันดุเดือดไม่มีใครยอมกัน แต่วันนี้ ไทย และ อินโดนีเซีย ถึงทีต้องพักรบชั่วคราวเพื่อทำภารกิจยิ่งใหญ่ที่จะบันทึกหน้าใหม่แห่งประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอาเซียน นั่นคือ รวมพลังเป็นพันธมิตรเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2034

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวเล็กๆ เกิดขึ้น เมื่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ส่งตัวแทนไปร่วมงานประชุมคณะกรรมการสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน ที่อินโดนีเซีย โดยหลักใหญ่ใจความ คือ การพูดคุยกับทีมงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลอินโดนีเซีย ถึงการร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพศึกฟุตบอลแห่งมวลมนุษยชาติ ซึ่งทีมงานลูกหนังแดนอิเหนาก็ตอบรับและพร้อมลุยด้วย

ถึงปกติเวลาส่งทีมนักเตะเจอกันเองจะห้ำหั่นกันเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันและการพัฒนาวงการลูกหนังอาเซียน ไทย และ อินโดนีเซีย ก็พร้อมจะเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพันธมิตรกันได้ โดยกระบวนการยื่นเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

อินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้ เคยเดินหมากเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เวิลด์ คัพ ปี 2022 ทว่า คราวนั้นไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรวมถึงเงินทุนต่างๆ ทำให้ ฟีฟ่า ปัดตกไป แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจจนกระทั่งทีมงานสมาคมฟุตบอลไทยฯ ภายใต้การดูแลของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง สนใจอยากร่วมการประลองชิงเจ้าภาพ เวิลด์ คัพ ความร่วมมือจึงบังเกิด

จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์แห่ง ฟ็อกซ์ สปอร์ต มองว่า การร่วมมือระหว่าง ไทย - อินโดนีเซีย น่าสนใจยิ่ง เพราะ กรุงเทพฯ และ จาการ์ตา ซึ่งน่าจะเป็นชัยภูมิหลัก มีสถานะคล้ายกันคือเมืองท่องเที่ยว หากได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพลูกหนังโลกก็การันตีนักท่องเที่ยวและแฟนบอลรวมกันได้กว่า 350 ล้านคน แถมยังดึงดูดให้แขกต่างเมืองสนใจออกไปเที่ยวที่อื่นต่อเมื่อจบอีเวนต์ และผู้คนทั้งสองชาติก็อัธยาศัยดีพร้อมต้อนรับขับสู้

ถามว่าทำไมต้องเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปี 2034 เหตุผลคือบรรดาชาติยุโรปและอเมริกาใต้ต่างจับจองสิทธิ์การชิงตำแหน่งเจ้าภาพ เวิลด์ คัพ ภายหลังปี 2022 ที่กาตาร์ ไว้เรียบร้อย ประกอบด้วย แคนาดา กับ เม็กซิโก ที่จะต่อสู้กันในปี 2026, อาร์เจนตินา กับ อุรุกวัย ก็รอแย่งชิงกันปี 2030 ซึ่งเป็นปีครบรอบทัวร์นาเมนต์ 100 ปีพอดี ส่วนปี 2034 ก็ถึงคิวของเอเชียที่จะได้เป็นเจ้าภาพบ้าง

อย่างไรก็ตาม ก่อนการยื่นเอกสารเสนอตัวจะเริ่มขึ้น เดอร์เดน คอลัมนิสต์คนเดิมตั้งข้อสังเกตแก่ ไทย และ อินโดนีเซีย ว่า แม้จะเป็นประเทศที่ดี แต่นอกเหนือเงินทุนจากภาครัฐและเอกชน มีแผนงานรองรับชาวต่างชาติอย่างไรบ้าง เช่น ระบบคมนาคมขนส่งทั้งบนบกและอากาศ โรงแรมที่พัก, สนามแข่งขันต้องได้มาตรฐานฟีฟ่า หรือหากสร้างสนามใหม่ เมื่อจบอีเวนต์แล้วจะนำมาทำอะไรต่อไป

ฟีฟ่า กังวลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบราซิลเป็นตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว เมื่อปี 2014 พวกเขาลงทุนสร้างสนามและบูรณะสิ่งสาธารณูปโภคมากมาย ใช้เม็ดเงินพันกว่าล้านเหรียญจนกระทบเศรษฐกิจในประเทศ สุดท้ายเมื่อจบทัวร์นาเมนต์ สนามแข่งถูกทิ้งร้าง ไม่มีการใช้งานต่อ แม้จะมีการยืดอายุใน โอลิมปิก 2016 แต่จบรายการก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความเจ็บปวดของประชาชนในประเทศ

อีกประเด็นคือคู่ต่อสู้สำคัญอย่าง อินเดีย และ จีน ที่ล่าสุดก็จับมือเป็นพันธมิตรกันเรียบร้อย สองประเทศนี้เรื่องเงินทุนไม่ใช่ปัญหา รัฐบาลและเอกชนพร้อมใจกันสนับสนุนเต็มที่ สามารถเนรมิตสนามฟาดแข้งใหม่ได้มากมาย ระบบการขนส่งสาธารณะก็รองรับได้อย่างดี รวมถึงระบบเศรษฐกิจสองประเทศนี้ก็อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม นับเป็นข้อได้เปรียบของทั้งคู่ เทียบกันแล้วบ้านเราสู้ไม่ได้เลยในตอนนี้

ปัจจุบันฐานความนิยมของแฟนบอลทั้ง 4 ประเทศ นี้ ไม่ใช่ปัญหาเพราะประชากรส่วนใหญ่ยกให้ฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 เพียงแต่สิ่งที่ ไทย และ อินโดนีเซีย ต้องทำการบ้านเป็นพิเศษ คือ แผนการระยะยาวเมื่อจบทัวร์นาเมนต์ที่ต้องชัดเจนว่าสิ่งที่ลงทุนลงแรงไปทั้งหมดจะสร้างประโยชน์ หรือมีผลกระทบอะไรต่อประชาชนบ้าง เพราะหากหวังแค่เรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว สู้ทำโครงการส่งเสริมกันเองในประเทศดีกว่า และถ้าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากทัวร์นาเมนต์นี้ระยะยาว ก็ปิดประตูความหวังได้เลย

เรื่องโดย วัลลภ สวัสดี
ไทยลุ้นไปบอลโลกถ้าได้พันธมิตร
กำลังโหลดความคิดเห็น...