xs
xsm
sm
md
lg

แก๊งชาวจีนระบาดหนัก! เปิด “แอปเงินกู้” ดอกโหด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ” เผยช่วงโควิด-19 หนี้นอกระบบพุ่งเกือบ 100% พบเปลี่ยนรูปแบบจาก “แก๊งหมวกกันน็อก” เป็น “แอปเงินกู้” โฆษณาผ่านสื่อโซเชียล อนุมัติไวใน 10 นาที ชี้แอบดูดข้อมูลเบอร์โทร.-เฟซบุ๊กคนใกล้ชิดเพื่อโพสต์ประจาน-ทวงเงินให้ผู้กู้อับอาย เปิดเบื้องลึก “นายทุนใหญ่” เป็นชาวจีน มี “แก๊งทวงหนี้” ชาวไทยเป็นลิ่วล้อ

ในห้วงเวลาที่คนไทยกำลังประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถาโถมเข้ามาเป็นระลอกที่ 3 แล้ว ปัญหาหนึ่งที่ตามมาก็คือหนี้สินของประชาชนที่พอกพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาสินเชื่อในระบบได้ก็หันไปหาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งส่งผลให้ขณะนี้ปัญหาหนี้นอกระบบขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้มีรายได้น้อยถูกซ้ำเติมและเอารัดเอาเปรียบจาก “เงินกู้ดอกโหด” และถูกข่มขู่คุกคามจากบรรดาแก๊งเงินกู้จนบางรายต้องตัดสินใจจบชีวิตเพื่อหนีปัญหา

พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ
หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้อย่าง “ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้เข้าไปตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า จากการรับเรื่องร้องเรียนผ่านเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ นั้นพบว่า ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่มีปัญหาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 100% ซึ่งในแต่ละวันมีคำถามเข้ามายังเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ไม่ต่ำกว่า 15 ราย

อีกทั้งยังพบว่าในช่วงโควิด-19 ซึ่งประชาชนไม่สะดวกที่จะออกไปทำธุรกรรมนอกบ้านนั้นรูปแบบการปล่อยกู้นอกระบบก็เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งปล่อยกู้ในลักษณะของ “แก๊งหมวกกันน็อก” ที่จะตระเวนไปในชุมชนของผู้มีรายได้น้อยเพื่อปล่อยเงินกู้โดยเป็นการปล่อยเงินกู้เงินรายวัน แบบไม่มีการทำสัญญา แต่ใช้วิธียึดบัตรเครดิต บัตรประชาชนไว้เป็นประกัน แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เปลี่ยนมาเป็นการ “ปล่อยกู้ผ่านแอปพลิเคชัน” บนมือถือ โดยจะชักชวนลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ต่างๆ เป็นการกู้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เช่น บางเจ้าโฆษณาว่า “อนุมัติไว ภายใน 10 นาที”

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บนั้นยังเป็นไปในรูปแบบเดิมๆ คือ “คิดดอกลอย” ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ดอกโหด เช่น ร้อยละ 20 ต่อวัน ร้อยละ 35 ต่อสัปดาห์ กำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระ 21 วัน ถ้าวันไหนไม่มีจ่ายก็คิดดอกเบี้ยทบต้น ทำให้ผู้กู้ยากที่จะหลุดจากกการเป็นหนี้ อีกรูปแบบหนึ่งคือ “ล้มเงินส่ง 24 วัน” ยกตัวอย่าง เงินกู้ 10,000 บาท คิดดอกเบี้ย 2,000 บาท รวมเป็น 12,000 บาท ให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 24 วัน วันละ 500 บาท ระหว่างที่ผ่อนชำระหากวันใดวันหนึ่งลูกหนี้ไม่สามารถส่งเงินได้ เจ้าหนี้จะยกเลิกเงินที่ส่งมาแล้วทั้งหมดเท่ากับศูนย์ หรือที่เรียกกันว่า “ล้ม” และลูกหนี้ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการผ่อนชำระ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถหลุดจากการเป็นหนี้ได้เช่นกัน

หนึ่งในรูปแบบการโฆษณาของ แอปเงินกู้
พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวต่อว่า อีกส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของเงินกู้ผ่านแอปคือ “รูปแบบการทวงเงิน” ซึ่งจะเปลี่ยนจากการใช้กำลังทำร้ายข่มขู่คุกคามของแก๊งหมวกกันน็อก มาเป็นใช้วิธีประจานผ่านสื่อโซเชียลหรือติดตามทวงถามจากบุคคลรอบข้าง เนื่องจากในการติดต่อขอกู้ผ่านแอปพลิเคชันนั้นนอกจากผู้กู้จะต้องส่งหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้ที่ปล่อยกู้แล้ว ระบบของแอปดังกล่าวจะดูดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารซึ่งอยู่ในมือถือ เช่น เบอร์โทร. เฟซบุ๊ก ไปด้วยโดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว และหากผู้กู้ผิดนัดชำระทีมงานของแอปเงินกู้จะโพสต์ทวงบนหน้าเฟซบุ๊กของผู้กู้และเฟซบุ๊กที่เป็นเพื่อนกับผู้กู้ และโทร.ไปทวงเงินจากผู้ที่มีรายชื่อและเบอร์โทร.อยู่ในมือถือของผู้กู้ เพื่อให้ผู้กู้เกิดความอับอายและกดดันให้รีบชำระหนี้

“คือพอผู้กู้กดยินยอมให้ข้อมูลปุ๊บ ระบบของแอปพลิเคชันเงินกู้จะดูดข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของผู้กู้ไปหมดเลย โดยที่ผู้กู้ไม่รู้ตัว แล้วจากนั้นก็จะโทร.ไปทวงเงินกับคนที่มีรายชื่อและเบอร์โทร.อยู่ในโทรศัพท์ของผู้กู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนที่ทำงาน วุ่นวายไปหมด รวมถึงโพสต์ไปทวงจากเพื่อนในเฟซบุ๊กของลูกหนี้ด้วย แต่ยังโชคดีที่แอปนี้ยังไม่สามารถเจาะระบบ E-Banking ที่อยู่บนมือถือของผู้กู้ได้ เนื่องจากธนาคารต่างๆ วางระบบการป้องกันไว้ดี ไม่เช่นนั้นลูกหนี้อาจถูกยึดเงินในบัญชีไปหมด” เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ระบุ

เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่า ส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่กู้ผ่านแอปจะเป็นรายย่อยและเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยวงเงินกู้จะอยู่ที่ 2,000-10,000 บาท ซึ่งแก๊งเงินกู้ผ่านแอปในภูมิภาคต่างๆ นั้นจะมีรูปแบบและพฤติกรรมที่เหมือนกัน โดยที่ผ่านมาตำรวจในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถติดตามจับกุมแก๊งเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ได้หลายราย

“จากการการสืบสวนจับกุมพบว่า แก๊งเงินกู้ผ่านแอปส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนที่เข้ามาทำธุรกิจปล่อยกู้ในไทย ซึ่งแก๊งเหล่านี้จะมีหน้าที่ปล่อยกู้อย่างเดียว โดยจะว่าจ้างแก๊งทวงหนี้ที่เป็นคนไทยไปช่วยติดตามทวงหนี้ ซึ่งแก๊งที่ปล่อยกู้จะได้ข้อมูลที่อยู่จากเอกสารบัตรประชาชนที่ผู้กู้ส่งให้ และข้อมูลเบอร์มือถือและเฟซบุ๊กของบุคคลแวดล้อมจากการดูดข้อมูลบนมือถือ” พ.ต.ต.ณฐพล กล่าว

ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยของ แอปเงินกู้
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ที่ได้เข้าจับกุมทลายแก๊งชาวจีนที่ปล่อยเงินกู้ผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนับเป็นแก๊งเงินกู้ผ่านแอปรายใหญ่ที่สุดในไทย โดยแก๊งดังกล่าวใช้วิธีเหมาโรงแรมย่านห้วยขวางชนิดยกฟลอร์เพื่อทำเป็นออฟฟิศ สามารถจับกุมชาวจีนซึ่งเป็นหัวหน้าและนายทุนได้ 2 คน พร้อมทั้งพนักงานคนไทยอีก 62 คน โดยพบว่ามีลูกหนี้ที่ตกเป็นเหยื่อกว่า 8 พันราย ซึ่งกู้ผ่านแอปพลิเคชันปล่อยกู้ในเครือข่ายกว่า 10 แอป และพบเงินทุนหมุนเวียนถึงวันละ 20 ล้านบาทเลยทีเดียว

พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ได้ให้คำแนะนำให้ลูกหนี้ที่ถูกข่มขู่คุกคามหรือได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งเงินกู้นอกระบบแจ้งความต่อตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีต่อแก๊งดังกล่าว หรือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัด อีกทั้งเรายังให้คำแนะนำเรื่องข้อกฎหมายแก่ลูกหนี้เพื่อให้สามารถเข้าใจสิทธิและกลไกในการปกป้องตัวเองจากแก๊งเงินกู้ แต่หากเป็นคดีใหญ่ๆ ทางศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ จะประสานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาทำคดี

นอกจากนั้น ทางศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ยังได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ถึงวิธีการของแก๊งเงินกู้นอกระบบ และวิธีการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้วยว่าหากได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งเงินกู้นอกระบบจะสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดได้บ้าง โดยสำหรับประชาชนที่ต้องการรับความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ นั้น สามารถติดต่อมาที่เบอร์ 1202 ได้ในเวลาราชการ หรือส่งข้อมูลมาที่เพจศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ขณะนี้ทางศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กำลังจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดและการแผ่อิทธิพลของแก๊งเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะจัดทำในรูปแบบของแผนที่ประเทศไทย และมาร์กจุดลงบนแผนที่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นเราจะส่งฐานข้อมูลดังกล่าวให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง ศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินการกวาดล้างจับกุมแก๊งเงินกู้นอกระบบได้ดียิ่งขึ้น” เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ระบุ


นอกจากนั้น ที่ผ่านมาทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามแก๊งเงินกู้นอกระบบอย่าง “ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” หรือ ศปน.ตร. ก็ได้ดำเนินการกวาดล้างจับกุมผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยจากข้อมูลของ ศปน.ตร. ระบุว่า นับจากที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จนถึงปัจจุบัน ศปน.ตร. มีผลการดำเนินการสืบสวนปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 3,754 เรื่อง ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว จำนวน 3,345 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 409 เรื่อง คิดเป็นเรื่องที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 89.1%

โดยสามารถแบ่งลักษณะของการกระทำความผิดได้ดังนี้ คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา จำนวน 2,172 เรื่อง (คิดเป็น 57.86%) แก๊งหมวกกันน็อก จำนวน 895 เรื่อง (คิดเป็น 23.84%) เงินกู้ออนไลน์ จำนวน 536 เรื่อง (คิดเป็น 14.28%) จำนำรถ จำนวน 53 เรื่อง (คิดเป็น 1.41%) ขายฝากที่ดิน จำนวน 26 เรื่อง (คิดเป็น 0.69%) จำนองที่ดิน จำนวน 30 เรื่อง (คิดเป็น 0.80%) วางหลักประกัน จำนวน 37 เรื่อง (คิดเป็น 0.99%) และอื่นๆ จำนวน 5 เรื่อง โดยมีผลการปฏิบัติรวม ดังนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1,986 คน ตรวจยึดเงินสดได้ 2,183,939 บาท ยึดอาวุธได้ 20 รายการ ยึดบัญชีที่เกี่ยวข้องได้กว่า 3,000 บัญชี ยึดรถยนต์รถและจักรยานยนต์ได้กว่า 500 คัน ตรวจยึดโฉนดที่ดินได้ 145 ฉบับ มูลค่าของกลางรวมแล้วกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งเงินกู้นอกระบบสามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมายได้โดยตรงที่

• สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599
• ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร.0-2255-1898
• ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1155
• ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
• ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359
• ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร.1202 และ 0-2575-3344




กำลังโหลดความคิดเห็น...