xs
xsm
sm
md
lg

หวั่น รมว.เกษตรฯ เมินต้านสารพิษ ลือหึ่ง บ.สารเคมียักษ์ใหญ่ดอดพบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รมต.ภูมิใจไทย-เครือข่ายประชาชน-สภาผู้แทนฯ ผนึกกำลังแบนสารพิษการเกษตร ประชาชนร่วมลงชื่อผ่าน “Change” กว่า 5 หมื่นแล้ว “วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” เผย 689 องค์กร เตรียมเคลื่อนไหวหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่มีมติยกเลิก ด้าน “วัชระ เพชรทอง” ชี้ อาจมีการวิ่งเต้นผ่านคนสนิทนายกฯ ขณะที่มีข่าวลือสะพัด บริษัทสารเคมีใหญ่ ส่งคนล็อบบี้ รมว.เกษตรฯ ถึงที่ทำการพรรคแม่พระธรณีฯ

ขณะนี้กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกการนำเข้าและจำหน่ายสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย อันได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพลิฟอส และไกลโฟเซต ได้กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่หลายภาคส่วนออกมาร่วมเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็น นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ตลอดจนฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีในฟากของพรรคภูมิใจไทยที่เดินหน้าท้าชนเรื่องนี้อย่างเต็มสูบ เหลือแต่เพียงมติของ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ที่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำสั่งให้ยกเลิกสารอันตรายดังกล่าวเสียที ล่าสุดคณะกรรมการฯได้มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสร้างความเข้าใจกับ 4 ภาคส่วนคือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบ ของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงการหาสารหรือวิธีทดแทน โดยให้เวลาดำเนินการอีก 60 วัน ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการยื้อเวลา
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)
สำหรับการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมนั้นถือว่าเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยมีองค์กรเครือข่ายถึง 689 องค์กรที่ผนึกกำลังร่วมกันอย่างเหนียวแน่น

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) หนึ่งในองค์กรหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเครือข่ายได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว ผ่านองค์กร “Change” ภายใต้แคมเปญ “สนับสนุนให้ประเทศไทยยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าพาราควอต สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ซึ่งล่าสุดมีประชาชนร่วมลงชื่อแล้วกว่า 50,000 คน และเชื่อว่าจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“จริงๆ แล้วการกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เช่น ฉีดพ่นน้ำส้มสายชู หรือใช้เครื่องตัดหญ้าก็ได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงไม่ยอมยกเลิก ซึ่งเครือข่าย 689 องค์กรจะรอดูท่าทีของคณะกรรมการฯ ว่าหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ส่งข้อมูลแนวทางในการใช้สารทดแทนไปแล้วคณะกรรมการฯ จะว่าอย่างไร หากยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เครือข่ายก็เตรียมที่จะเคลื่อนไหวทั้งในส่วนกลางและระดับภูมิภาค” นายวิฑูรย์ ระบุ
น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ส่วนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยนั้นก็ผนึกกำลังกันทุกกระทรวงเพื่อผลักดันให้มีการยกเลิกสารพิษอันตรายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ไม่มีการต่อทะเบียนให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่หมดอายุตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งสั่งให้ยุติการนำเข้าสารที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิด และลงพื้นที่ไปตรวจสต๊อกสารเคมีดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำเข้าเพิ่มอีก เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้หารือ 4 ฝ่าย โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพ เธอก็อาสาเป็นประธานในการหารือ 4 ฝ่าย ที่สำคัญยังเดินหน้าท้าชนกับข้าราชการที่ขัดขวางการยกเลิกสารพิษแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องสุขภาพ ก็ประกาศสนับสนุนการแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิดอย่างชัดเจน ถึงขั้นลั่นวาจาว่า

“ถ้ามีสติสัมปชัญญะดีๆ อุตส่าห์เข้ามาบริหารประเทศแล้ว แล้วยังบอกว่าสนับสนุนสารพิษต่อไป ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ผมคิดว่าสารพิษเหล่านี้จะต้องหมดไป”
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ
ขณะที่การเคลื่อนไหวในส่วนของ ส.ส.ในสภาฯ นั้นชัดเจนว่า ส.ส.ส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารอันตรายทั้ง 3 ตัว โดยทุกพรรคสามัคคีลงมติด้วยเสียง 399 ต่อ 0 ตั้ง "คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม" โดยมี นายชวลิต วิชยสุทธิ์ จากพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ในการเสนอแนะและหาทางออกโดยใช้บทบาทด้านนิติบัญญัติเพื่อสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงและสร้างระบบเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าวก็ได้มีมติให้ยกเลิกสารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ตัว คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในทันที พร้อมทั้งตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงพิษภัยของสารเคมี โดยในสัปดาห์หน้ากรรมาธิการฯ จะเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 กระทรวงมาหารือถึงแนวทางในการยกเลิกสารพิษดังกล่าว และวันที่ 4 ต.ค. กรรมาธิการจะลงพื้นที่ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อสุ่มตรวจพืชผักผลไม้ของจีนที่นำเข้าประเทศไทย รวมทั้งจะลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อรับฟังข้อมูลจากประชาชนที่ประสบภัยสารเคมี

และในวันเดียวกัน นายวัชระ เพชรทอง และนายสามารถ มะลูลีม สองอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกสารพิษที่ใช้ในการเกษตรทั้ง 3 ตัว โดยให้นายกฯ สั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ยกเลิกสารดังกล่าวทันที เนื่องจากปัญหาต้นตอทั้งหมดถือเป็นบทบาทหน้าที่ของ รมว.เกษตรฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญหาต้นตอถูกแก้ไขอย่างเป็นธรรม

นอกจากนั้น 2 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ทำหนังสือถึง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกสารพิษดังกล่าวด้วย โดยที่ไม่มีการยื่นเรื่องต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายวัชระจึงไม่หารือกับนายเฉลิมชัยโดยตรง

ซึ่ง นายวัชระ ชี้แจงว่า ตนยังไม่ได้เจอกับนายเฉลิมชัย จึงไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ แต่ก็เตรียมที่จะทำหนังสือถึง รมว.เกษตรฯ เช่นกัน

ทั้งนี้ นายวัชระ ยังได้ชี้ถึงความผิดปกติในการจัดการปัญหาสารพิษดังกล่าวว่า

“เรื่องนี้อาจมีบางบริษัทที่ได้ประโยชน์ ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ก็สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ทำไมถึงยังไม่ยกเลิก มีใครที่ใหญ่กว่ารัฐบาล ใหญ่กว่าท่านประยุทธ์หรือเปล่า อาจมีการวิ่งเต้นผ่านคนที่ท่านประยุทธ์เกรงใจ” นายวัชระ ตั้งข้อสังเกต

ความเห็นดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม จากพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า

“จริงๆแล้วมีวิธีในการหาสารทดแทนสารพิษทั้ง 3 ตัวเพียงแต่นักวิชการของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกบล็อกไม่ให้แสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา”

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกการใช้สารพิษที่ใช้ในการเกษตรทั้ง 3 ตัว คือ พาราควอต คลอร์ไพลิฟอส และไกลโฟเซต ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทที่นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดังจะเห็นได้จากกรณีของบริษัทมอนซานโต้ เมื่อกลางปี 2561 ซึ่งถูกศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ บริษัท มอนซานโต้ ต้องจ่ายเงินค่าเยียวยาแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก “คลอร์ไพริฟอส” ซึ่งใช้ฆ่าแมลงกว่า 10,000 ล้านบาท และสั่งแบนภายใน 60 วัน คำตัดสินดังกล่าวทำให้ “กรมวิชาการเกษตร” ของไทย ต้องเพิ่มมาตรการดูแลด้านการนำเข้า โดยให้มีการแจ้งนำเข้า ส่งออก ผลิต และจำหน่ายอย่างละเอียด ตลอดเส้นทางของวัตถุอันตรายและให้มีการตรวจสอบสต๊อกของผู้ผลิตอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การนำเข้าสารอันตรายลดลง 30-40% โดยเฉพาะยอดนำเข้าพาราควอตซึ่งเหลือเพียง 16,831 ตัน ลดลงจากปี 2560 ซึ่งนำเข้า 33,746 ตัน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผู้ประกอบการเกรงว่าจะมีการยุติการใช้จึงลดการนำเข้าลงด้วย

อย่างไรก็ดี ขณะที่หลายภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้มีการยกเลิกสารเคมีอันตรายที่ใช้ในการเกษตร สังคมก็เริ่มหันมาจับตาการทำงานของ รมว.เกษตรฯ ว่าเหตุใดจึงไม่มีท่าทีสนใจหรือสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารพิษดังกล่าว อีกทั้งยังมีข่าวลือสะพัดว่า เมื่อสองวันที่ผ่านมาผู้จัดการของบริษัทผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่ได้เข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายเฉลิมชัยว่ามีแนวทางอย่างไรในการยกเลิกสารพิษที่ใช้ในการเกษตร นายเฉลิมชัยก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยพูดแต่เพียงว่า “ขอแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก่อน”

ส่วนว่าข่าวลือดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเสียงร่ำลือของผู้ที่ไม่หวังดี? ก็คงไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของ “นายเฉลิมชัย” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อกระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกสารพิษดังกล่าว ที่สำคัญจะเรียกวิกฤตศรัทธาที่มีต่อเจ้ากระทรวงกลับมาได้อย่างไร?


กำลังโหลดความคิดเห็น...