xs
xsm
sm
md
lg

แฉพาราควอต 'แบน' ยาก คนมีอำนาจตัวจริงกดปุ่มข้าราชการขวาง!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จับตา 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' รมว.เกษตรฯ และ ปชป. ไม่ 'แบน' สารพิษ 3 ชนิด 'พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส' อ้างต้องฟังทุกฝ่าย มั่นใจ ส.ส.พรรคมีข้อมูลชัดเจน ส่วน รมช.เกษตรฯ อาจได้แค่เสนอแบน ระบุผู้มีอำนาจตัวจริง จะกดปุ่ม 5 ข้าราชการขวาง เหมือนยุคบิ๊กตู่ 1 มีเพียง 'อธิบดีกรมปศุสัตว์' เท่านั้นเสนอให้ 'แบน' เพราะพิษพาราควอตทำให้ 'วัว-ควาย'และสัตว์กินหญ้าต้องตาย แต่สุดท้ายถูกใบสั่งให้ค้านในรอบต่อมา ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เปิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากสารพิษ 3 ชนิด และกินอะไรก็เสี่ยง ด้าน 'วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ' ยัน 51 ประเทศแบนแล้ว

ปัญหาสารพิษ 3 ชนิด 'พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส' ที่ 700 องค์กรภาคประชาสังคม ออกมาเรียกร้องให้มีการแบน โดยเฉพาะการออกมาเคลื่อนไหวให้ข้อมูลของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจนที่จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศต้องตระหนักและเข้าใจถึงพิษภัยดังกล่าว

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่สามารถจะ 'แบน' สารพิษทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ และดูเหมือนสังคมกำลังจะสิ้นหวังที่จะแบนสารพิษเหล่านี้?

เพราะในยุคของรัฐบาลบิ๊กตู่ 2 ที่มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เริ่มมีเสียงร่ำลือในกระทรวงเกษตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแล้วว่าจะไม่มีการ 'แบน' แน่นอน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ,นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนสนับสนุนยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้ต้องเผชิญพิษร้ายจากสารพิษดังกล่าว รวมไปถึง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ที่เข้ามากำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารพิษโดยตรง ก็ประกาศแล้วว่าจะยกเลิกภายในปี 2562

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ในทางการเมืองแม้จะมีการแบ่งกรมต่างๆ ให้พรรคร่วมกำกับดูแลแล้วก็ตาม แต่ในแนวทางปฏิบัติหากเป็นเรื่องนโยบายเช่นเรื่องของการจะยกเลิกหรือไม่?ในการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ต้องเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการฯ จะมีความเห็นเป็นเช่นไร

“การจะตัดสินใจเลิกนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะต้องมีข้อมูลชัดเจนว่าจะมีผลกระทบทั้งบวกและลบอย่างไรต่อเกษตกรและประชาชนโดยรวม ไม่ควรอิงข้อมูลฝ่ายเดียวที่ต้องการให้แบน ข้าราชการก็ต้องนำเสนอข้อมูลกันมา ส.ส.ของพรรคในพื้นที่เขาก็มีข้อมูลชัดเจนเรื่องนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างต้องนำมาประเมินผลแล้วจึงตัดสินใจออกไปบนผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ”

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) บอกว่าประเทศไทยปล่อยให้สารพิษ 3 ชนิดเข้ามาขายได้เป็นระยะเวลาเกินกว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีรายได้เป็นล้านล้าน ทำให้คนมีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์กันเยอะ ทั้งที่รู้ว่าสารเคมีกลุ่มนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเพราะไปสะสมอยู่ในชั้นดินทับถมกันเป็นเวลานานๆ เมื่อปลูกต้นไม้ หรือพืชต่างๆ ลงในดินก็จะมีสารพิษเหล่านี้ผสมมาอยู่แล้ว ส่วนเกษตรกรที่ไปสัมผัสโดยตรง ก็จะเกิดผิวหนังพุพอง เปื่อย เน่าตามมา
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)
ตัวเลขผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแต่ละปีที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยปี 2559 มีผู้ป่วยจำนวน 4,876 ราย เสียชีวิต 606 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 22.19 ล้านบาท ปี 2560 มีผู้ป่วย 4,916 ราย เสียชีวิต 579 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 21.85 ล้านบาท และในปี 2561 มีผู้ป่วย 4,736 ราย เสียชีวิต 601 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 21.78 ล้านบาท ซึ่งหากรวมจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2562 มีจำนวนถึง 2,193 ราย รวมถึงงบประมาณค่ารักษาพยาบาลกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่รวมผู้ป่วยในสิทธิการรักษาพยาบาลอื่นๆ อีกจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นผลกระทบที่รุนแรงของการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่เกิดขึ้น

ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) บอกว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน มีคณะกรรมการ 29 คน มาจากหน่วยงานรัฐ 19 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ผลปรากฏว่าที่มาจากกระทรวงเกษตรฯ 5 คนนั้นมีเพียง 1 คนคือ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เพียงคนเดียว ที่มีความเห็นให้แบนสารพิษดังกล่าว

“พวกเราแปลกใจมากที่อธิบดีปศุสัตว์มีความเห็นแบนสารพิษ แต่ก็พบว่าเกิดจากอธิบดีมีข้อมูล วัว ควาย ไปกินหญ้าต้องล้มตายลงไปเพราะในดินนั้นมีสารพิษสะสม เมื่อสัตว์ไปกินหญ้าก็ได้รับสารเคมีไปด้วย ก็เป็นหลักฐานชัดว่าสารพิษพวกนี้มีผลต่อการเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านในระยะยาวด้วย”

อย่างไรก็ดี ข่าวที่ปรากฏออกสู่สังคม จะพบว่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ 4-5 คนที่คัดค้านไม่ให้มีการแบนสารพิษนั้นจริงๆ แล้วต้องหันไปมอง 'คนที่อยู่เบื้องหลัง' คำสั่งให้ข้าราชการต้องปฏิบัติตามด้วย จะติเตียนแต่ว่าข้าราชการกลุ่มนี้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสียทีเดียว

“ในยุคบิ๊กตู่ 1 อธิบดีที่นั่งเป็นกรรมการถูกเรียกไปพบและให้นโยบายไปชัดเจน ที่จะมีการประชุมอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฏว่าอธิบดีกรมปศุสัตว์ยังต้องเปลี่ยนเป็นคัดค้านไม่ให้มีการแบน แบบนี้แปลว่าอะไร ต้องไปดูใครมีอำนาจชัดเจนที่จะสั่งให้ข้าราชการหันซ้ายหันขวาได้”

ต้องไม่ลืมว่ากระทรวงเกษตรฯ จะมีบทบาทเรื่องการนำเข้าสารพิษ เพราะบอร์ดวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตฯ จะพิจารณาว่าเป็นวัตถุอันตรายขนาดไหน แต่การอนุญาตนำเข้าอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร และทั้งหมดจึงอยู่ที่ รมว.เกษตรฯ จะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร

“ไม่ว่าเราจะบริโภคอะไร ก็มีโอกาสรับสารพิษได้เช่นกัน แต่จะเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตรายได้หรือไม่เท่านั้น จริงๆ แล้ว พาราควอต 51 ประเทศแบนกันแล้ว ส่วนไกลโฟเซต ศาลอเมริกาตัดสินหลายคดีว่า ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งสารพิษทั้ง 2 ตัวจะตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม พวกสัตว์ที่อาศัยในน้ำ เช่น ปู ปลา หอย และในอาหารแม้จะไม่ได้ฉีดในพืช แต่เมื่อฉีดในดินก็จะติดและปนเปื้อนได้เช่นกัน ส่วนคลอร์ไพริฟอส' ทั่วโลกยืนยันหมดแล้วว่ามีผลกระทบต่อสมอง” นายวิฑูรย์ ระบุ


ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา กล่าวว่า ได้ศึกษาข้อมูลมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาจึงรู้ว่าพาราควอตเป็นยาพิษที่ร้ายแรง เมื่อเข้าไปในผิวหนังที่มีแผล ก็จะสามารถเข้าสู่เส้นเลือดได้ หรือกรณีไม่มีแผล ก็สามารถซึมเข้าไปทางเนื้ออ่อน คือทางเยื่อบุตา เยื่อบุปาก บริเวณง่ามก้น หรือบริเวณอวัยวะเพศ

“เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งใช้กระบวยตักน้ำที่มีคราบพาราควอตอยู่แล้วนำไปล้างก้น ปรากฏว่าผู้หญิงคนนี้เสียชีวิตซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงๆ”

อีกทั้งพาราควอต เมื่อปะปนอยู่ในน้ำและเมื่อน้ำทะลักออกมาจากเรือกสวนไร่นา หากเดินย่ำน้ำก็ทำให้เกิดปัญหาต่อผิวหนังได้ มีอาการปวดแสบปวดร้อน มีตุ่มน้ำใสๆ มีการติดเชื้อเกิดขึ้น หนังเน่า เนื้อเน่า จนกินถึงเนื้อ กล้ามเนื้อ หลังจากนั้นก็มีแบคทีเรียเข้าไปต่อ และลุกลามเข้าไปในกระแสเลือดจนทำให้เกิดการช็อกเป็นอันตรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแพทย์ให้ความสนใจมาก ส่วนที่มีการพูดกันว่าพาราควอตสามารถดูดซับหรือทำลายพิษได้โดยพื้นดินนั้น ประเด็นนี้เป็นความจริงแค่ส่วนหนึ่ง เพราะดินของประเทศไทยเวลานี้ไม่ไหวแล้ว และดูดซับพาราควอตไม่ได้จึงมีการคายสารพิษออกมาซึ่งข้อมูลนี้มีหลักฐานการศึกษาจาก ม.นเรศวร ชัดเจน

“ที่ว่าพาราควอตมันจะจับกับตะกอนดินต่างๆ ได้ แต่ในที่สุดก็จะไหลลงในรูดิน และก็ถูกดูดซึมในต้นไม้ ในราก และแพร่เข้าไปในต้น ใบ ดอก ผล ก็เอามาให้พวกเรากิน”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สรุปข้อมูลให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2560, 2561 และ 2562 ปรากฏการณ์เหล่านี้ระบาดขึ้นมา โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากบางจังหวัด และลุกลามไปที่ภาคเหนือ ซึ่งลักษณะโรคที่ระบาดตรงกับปริมาณของสารเคมีที่ใช้เข้มข้น และความผิดปกติ หรือความรุนแรงก็แปรตามความเข้มข้นของสารเคมี และ สปสช.ก็มีการสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตแต่ละปีเป็นหลักร้อย และ 3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นพันราย

“ผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลมีอีกจำนวนมาก ที่สำคัญต้องตัดขาทิ้ง และที่เป็นแผลที่แขน ที่มือก็ต้องถูกตัดทิ้ง”

นพ.ธีระวัฒน์ แสดงความเจ็บปวดต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและบอกว่ารู้สึกสมเพชมากที่ประเทศไทยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพราะไม่ได้เกิดขึ้นจากการสัมผัสทันทีทันใด แต่ส่งผลกระทบในระยะถัดมา ซึ่งสารพิษเหล่านี้ไปปะปนในน้ำ เข้าไปปะปนในอาหาร ในพืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ในนา หรือสัตว์น้ำต่างๆ

“จากการศึกษาน้ำประปาในจังหวัดต่างๆ น้ำในเขื่อน ปลาในแม่น้ำต่างๆ ปลาที่จับหน้าเขื่อนอุบลรัตน์ หน้าเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณสารเหล่านี้เข้มข้นเกินกว่าค่ามาตรฐาน”
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ที่สำคัญกลไกของพาราควอต เมื่อเข้าไปทำลายร่างกายแล้ว สามารถทำลายอวัยวะต่างๆ ได้หมดซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคที่สารเคมีสะสม ล้วนเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่โรคไต มะเร็ง โรคตับ และเมื่อไตไม่ดี ตับไม่ดี จะส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน โรคพันธุกรรมเมตาบอลิก อีกทั้งทำให้เกิดโรคทางสมองที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งสารพิษเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน และอัลไซเมอร์ ที่มีผลมาจากการสูดดม

“สิ่งที่พูดมีผลการศึกษาชัดเจน ซึ่งขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ หรือหลายประเทศ ใช้พาราควอตเป็นโมเดลในการศึกษาหาวิธีการรักษาโรคพาร์กินสัน”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกด้วยว่า การออกมาเปิดเผยความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ทำให้ตัวอาจารย์ และอีกหลายๆ คนถูกขบวนการข่มขู่เพราะต้องการปิดปาก ซึ่งการข่มขู่ทำร้าย มีทั้งในเฟซบุ๊ก ทางโทรศัพท์ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน และล่าสุดมีการทำจดหมายถึงตัวอาจารย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ ว่าให้บอกมาว่ามีหลักฐานอะไร ที่พิสูจน์ว่าสารเคมีดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพ

“ก็ตอบไปว่ามีหลักฐานอะไรบ้าง ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ปรากฏก่อนหน้าวันที่ 23 พ.ค. 2561 ที่พวกเราทุกคน นักวิชาการมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รวบรวมหลักฐานเป็นสมุดปกขาว ส่งให้รัฐบาลบิ๊กตู่ 1 ไปแล้ว”

ดังนั้น การเคลื่อนไหวเพื่อ 'แบน' สารพิษทั้ง 3 ชนิด ของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ และองค์กรต่างๆ เพื่อปกป้องสุขภาพและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศจะสำเร็จได้หรือไม่? จึงอยู่ที่ประชาชนทุกคนจะตระหนักและหันมาร่วมมือกันต่อต้านกลุ่มทุน นักการเมือง และข้าราชการที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวซึ่งกำลังเดินหน้าเพื่อไม่ให้มีการแบนสารเคมีดังกล่าว?!



กำลังโหลดความคิดเห็น...