xs
xsm
sm
md
lg

“ไพบูลย์” ยุบ-ย้าย เข้า พปชร.ทำการเมืองป่วน จี้ กกต.แจงให้ชัดอยู่ลำดับไหนของปาร์ตี้ลิสต์ !

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นักวิชาการชี้ กรณี “ไพบูลย์” ยุบเพื่อย้ายพรรค นำไปสู่ความขัดแย้ง “รศ.ดร.พิชาย” ชี้ ขัดหลักการ รธน. ใช้ช่องโหว่กฎหมายดูด ส.ส.ไม่ต่างจากการควบรวมพรรคสมัยทักษิณ ด้าน “รศ.อัษฎางค์” ระบุ อาจต้องคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อของทุกพรรคใหม่ ข้องใจไพบูลย์จะอยู่ตรงไหนใน พปชร. ขณะที่ “สมชัย” ติง กกต.ต้องเคลียร์ให้ชัด

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักสำหรับกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอเลิกพรรค เพื่อเตรียมย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และล่าสุด กกต.เห็นชอบให้พรรคประชาชนปฏิรูปสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 (7) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะเกิดปัญหาตามมามากมาย

เพราะแม้จะสามารถอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายในการยุบเพื่อย้ายพรรค ทำให้ไม่เข้าข่ายการควบรวมพรรคซึ่งเป็นข้อห้ามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่ก็เกิดข้อกังขาว่าในเมื่อนายไพบูลย์เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ หากจะย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐก็น่าจะอยู่ในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่มีปัญหาว่าสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อของพลังประชารัฐมีอยู่ 19 ที่นั่ง ซึ่งตอนนี้มี ส.ส.อยู่แล้ว จะขยับอย่างไร นายไพบูลย์จะไปอยู่ตรงไหน ?
รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้ว่า ปัญหาของระบบการเมืองไทยในขณะนี้คือการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งไม่รู้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน ข้อกำหนดบางอย่างในกฎหมายเลือกตั้งนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีการขอยุบพรรคประชาชนปฏิรูปของนายไพบูลย์นั้น กกต.ให้ยุบพรรคได้ แต่ยังไม่ชี้ว่าสามารถย้ายพรรคได้หรือไม่ แต่หากเป็นการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมในต่างประเทศ กรณีที่มีการยุบพรรค ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจะหมดสมาชิกภาพทันที ไม่สามารถย้ายพรรคได้ เนื่องจากหลักการได้มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อคือความนิยมของประชาชนที่เลือกพรรค ไม่ได้เลือกตัวบุคคล ดังนั้นเมื่อพรรคถูกยุบไป ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ต้องหมดสมาชิกภาพตามไปด้วย

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการ กกต. มองว่า เนื่องจากกฎหมายเขียนแค่ว่าเมื่อพรรคถูกยุบแล้ว ส.ส.ยังมีสถานะความเป็น ส.ส.อยู่ โดยจะต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน แต่กฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะย้ายไปแบบไหน อย่างไร ส.ส.เขตทำอย่างไร ส.ส.บัญชีรายชื่อทำอย่างไร ซึ่งคนที่จะทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนคือ กกต.

“กรณีคุณไพบูลย์ กกต.ต้องตอบข้อสงสัยของสังคมว่า ย้ายพรรคแล้วไปอยู่ตรงไหนของพลังประชารัฐ อยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ของบัญชีรายชื่อ ถ้ามีการเลือกตั้งซ่อมแล้วส่งให้ผลจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของพลังประชารัฐลดลง นายไพบูลย์จะยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่” นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการ กกต.
สอดคล้องกับ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเห็นว่า ปมปัญหาคือ กกต.จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ถ้าตอบสังคมไม่ได้ก็จะเกิดข้อครหาตามมา เมื่อกฎหมายไม่ได้มีบทบัญญัติไว้ก็ต้องขึ้นกับการตีความของ กกต. อย่างไรก็ดีเมื่อยุบพรรคประชาชนปฏิรูปไปแล้วคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคก็ต้องหายไปด้วย หาก กกต. ชี้ว่านายไพบูลย์ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐได้ ก็ไม่สามารถโอนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชนปฏิรูปไปรวมกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพลังประชารัฐได้

ทั้งนี้นักวิชาการต่างเห็นตรงกันว่าการยุบเพื่อย้ายพรรคของนายไพบูลย์นั้นจะนำไปสู่ข้อขัดแย้งเรื่องกฎหมายและเกิดความวุ่นวายตามมา โดย รศ.อัษฎางค์ ระบุว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ 1) เกิดการถกเถียงกันว่าหากนายไพบูลย์ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พลังประชารัฐจะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มจาก 19 คน เป็น 20 คนได้หรือไม่ นายไพบูลย์จะเข้าไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่เท่าไหร่ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีอยู่เดิมจะยอมหรือไม่ 2) เมื่อนายไพบูลย์ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชนปฏิรูปจะถูกลบออกไป และต้องนำคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของทุกพรรคมาคำนวณใหม่ ถามว่าจะวุ่นวายขนาดไหน หรือถ้าไม่นำคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มาคำนวณใหม่ กกต.ก็ต้องตอบให้ได้ว่านายไพบูลย์จะอยู่ตรงไหนของปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ทำให้นายไพบูลย์ได้เป็น ส.ส.มันหายไปแล้ว
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
“เชื่อว่าเขาคงสุมหัวกันก่อนที่จะทำเรื่องนี้ แต่อย่าลืมว่าถ้า กกต.พิจารณาตัดสินในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้นายไพบูลย์ต้องมีคนออกมาโวยวายแน่นอน ซึ่ง กกต.ต้องเปิดกฎหมายอธิบายให้ชัดเจนว่าใช้กฎหมายมาตราไหนบ้าง กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้นจริงๆ หรือ ซึ่งหากประชาชนมองว่ามีการบิดเบือนกฎหมายก็อาจจะมีคนยื่นฟ้องเพื่อถอดถอน กกต.” รศ.อัษฎางค์ กล่าว

รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า นายไพบูลย์อาจต้องการยุบพรรคเพื่อย้ายไปสังกัดพรรคใหญ่เพราะเกรงว่าพรรคประชาชนปฏิรูปเป็นพรรคเล็กที่มีเพียง ส.ส.ที่ได้จากสูตรการคำนวณคะแนนปาร์ตี้ลิสต์แค่ 1 คนเท่านั้น ซึ่ง ส.ส.ในลักษณะนี้สามารถเปลี่ยนแปลงหรือหมดสมาชิกภาพไปหากมีการเลือกตั้งซ่อมเนื่องจากคะแนนในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตนั้นๆ ของแต่ละพรรคจะถูกนำไปคำนวณเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งอาจทำให้พรรคที่ได้คะแนนรวมของปาร์ตี้ลิสต์อยู่ในอันดับท้ายๆ หายไป แต่หากสังกัดพรรคใหญ่ก็มักไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นพรรคเล็กอื่นๆ ที่ได้ ส.ส.ในลัษณะเดียวกับพรรคประชาชนปฏิรูปก็อาจจะย้ายไปสังกัดพรรคใหญ่บ้าง ซึ่งถือว่าขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญซึ่งที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อคำนวณมาจากคะแนนนิยมของพรรค ปัญหาก็จะตกไปอยู่ที่ กกต.ซึ่งมีหน้าที่พิจารณา
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป
นอกจากนั้นการย้ายพรรคโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย โดยที่ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ รองรับย่อมนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องทักท้วงและนำไปสู่ข้อขัดแย้ง เช่น หากนายไพบูลย์ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แล้วในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ให้นางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม ซึ่งบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและไม่สามารถไปรายงานตัวที่รัฐสภาในฐานะ ส.ส.ได้ลาออก ผลการเลือกตั้งซ่อมดังกล่าวย่อมนำไปสู่การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคต่างๆ ใหม่ ถามว่านายไพบูลย์จะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ของ ส.ส.บัญชีรายชื่อในพลังประชารัฐ

“คนเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเข้าสู่สภา เป็นพฤติกรรมของการฉวยโอกาสทางการเมือง ตอนที่เขียนกฎหมายก็คงคาดไม่ถึงว่า ส.ส.จะมีพฤติกรรมแบบนี้ อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2562 บั่นทอนความชอบธรรม ทำให้องค์กรการเมืองมีปัญหา ที่จริงควรเขียนกฎหมายให้ชัด หากพรรคเล็กต้องการยุบพรรคโดยไม่มีเหตุอันควรก็ควรสิ้นสมาชิกภาพไป ไม่เช่นนั้นก็จะมีการใช้ช่องโหว่กฎหมายเพื่อดูดพรรคเล็กมารวมกับพรรคใหญ่ไม่ต่างจากการควบรวมพรรคในสมัยคุณทักษิณ” รศ.ดร.พิชาย ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น...