xs
xsm
sm
md
lg

2 ปี EEC คืบหน้าแล้ว 3 เฟส ผู้ประกอบการแห่ลงทุน 6.7 แสนราย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


2 ปี EEC คืบหน้าแล้ว 3 เฟส
ผู้ประกอบการแห่ลงทุน 6.7 แสนราย
“เลขาฯ EEC” ระบุ รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เตรียมลงนามสัญญา ส.ค.นี้ กรมเจ้าท่าเร่งเปิดรับฟังความคิดเห็นท่าเรือมาบตาพุด ขณะที่อู่ตะเภากับท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 รอคำตัดสินศาลปกครอง ก่อนเดินหน้าต่อ ส่วนโครงการ MRO อยู่ระหว่างพิจารณาสัญญาสุดท้าย เผย เอกชนขอเข้าลงทุนแล้วกว่า 6.7 แสนราย ยันผังเมืองใหม่มีพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแค่ 2%

นับเป็นโครงการพัฒนาที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับ “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” หรือ EEC ซึ่งขณะที่เริ่มมีปัญหาการประท้วงคัดค้านจากกลุ่มต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การดำเนินงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาก็เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง
นายคณิต แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายคณิต แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ EEC ว่า โครงการมีแผนการดำเนินงาน 3 ปี ซึ่งขณะนี้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว ซึ่งก็คืบหน้าไปมาก โดยในช่วง 3 ปี ได้แบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 4 เฟส เฟสแรกเป็นขั้นตอนของการออกกฎหมายและแผนงานมารองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องผังเมือง เรื่องการลงทุน ตลอดจนเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในเขต EEC ซึ่งในส่วนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ส่วนอื่นๆ ก็กำลังเร่งดำเนินการ

เฟสที่ 2 เป็นเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องสัญญาสัมปทานต่างๆ โดยคาดว่าสัญญาต่างๆ น่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือน ก.ย. 2562 ส่วนการก่อสร้าง ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการสนามบินอู่ตะเภา คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

ส่วนขณะนี้การดำเนินโครงการ EEC อยู่ในเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องการลงทุน โดยปัจจุบันมีนักลงทุนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่เฟสที่ 4 ซึ่งเป็นเฟสสุดท้ายเป็นเรื่องเมืองใหม่ ที่อยู่อาศัย และ สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2562

เลขาธิการ EEC ยังเปิดเผยถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลัก ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีทั้งหมด 5 โครงการนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ กลุ่มโครงการที่สัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอลงนาม มี 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งสัญญาผ่าน ครม.แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องเอกสารแนบท้ายสัญญาเกี่ยวกับการส่งมอบที่ดิน ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ภายในเดือน ส.ค.นี้

2.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ขณะนี้สัญญาแล้วเสร็จและนำเข้า ครม.แล้ว เหลือเพียงในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในส่วนของกรมเจ้าท่า โดยกรมเจ้าท่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 21 ส.ค.นี้ ส่วนการรับฟังความเห็นจากประชาชนในส่วนของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) นั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก็ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้วเช่นกัน

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่รอคำตัดสิน ซึ่งมีอยู่ 3 โครงการ ได้แก่

1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ขณะนี้ยังติดปัญหาเรื่องการฟ้องร้องเนื่องจากมีเอกชนรายหนึ่งซึ่งยื่นประมูลส่งเอกสารช้า ทำให้คณะกรรมการไม่รับพิจารณา เอกชนจึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยเบื้องต้นศาลปกครองลงความเห็นว่าไม่คุ้มครองบริษัทที่ยื่นประมูลเนื่องจากส่งเอกสารล่าช้า และศาลจะนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 21 ส.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าในปลายเดือน ส.ค.นี้น่าจะสามารถคัดเลือกบริษัทที่ชนะประมูลได้

2.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งขณะนี้มีปัญหากรณีฟ้องร้องเช่นกัน เนื่องจากเอกสารที่บริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นประมูลมีปัญหา กรรมการจึงไม่รับพิจารณา เอกชนจึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน

3.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท แอร์บัส ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสัญญาสุดท้าย

“สรุปใน 5 โครงการ สัญญาเสร็จไปแล้ว 2 สัญญา และอยู่ระหว่างรอลงนาม ส่วนอีก 3 สัญญา เดือนหน้าคงได้คำตัดสิน ซึ่งหลังจากสิ้นสุดแผนงาน 3 ปี คณะกรรมการ EEC ก็จะเน้นเรื่องการบำรุงรักษาโครงการต่างๆ ” นายคณิต ระบุ

สำหรับการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริมในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนั้น เลขาธิการ EEC ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการแสดงความจำนงขอเข้าลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2559 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการขอเข้าลงทุน 200,000 คำขอ ขณะที่ตัวเลขล่าสุด ในปี 2561 มีผู้ขอเข้าลงทุนถึง 675,310 คำขอ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งอุตสาหกรรมที่ขอเข้าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ รองลงมาคือ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ยังขอเข้ามาน้อย อย่าง อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) เริ่มมีขอเข้ามาบ้างแต่ยังไม่มากนัก ส่วนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) และอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ยังถือว่าน้อย

ส่วนปัญหาการชุมนุมคัดค้านโครงการ EEC โดยเฉพาะเรื่องผังเมืองใหม่ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้นั้น นายคณิต ชี้แจงว่า สืบเนื่องจากผังเมืองเดิมเป็นผังเมืองที่วางมาก่อนมีโครงการ EEC แต่เมื่อจะมีการวางโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรือ และสนามบินอู่ตะเภา จึงจำเป็นต้องวางผังเมืองรวม 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เพื่อกำหนดพื้นที่ให้เหมาะสม เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ และไม่มีการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยผังเมืองใหม่จะแบ่งพื้นที่เป็น 5 ส่วน คือ 1) พื้นที่ป่า ซึ่งจะรักษาไว้ โดยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 20 ปี 2) พื้นที่เกษตรหลัก เช่น พื้นที่เกษตรชั้นดีที่ปลูกข้าวในพื้นที่ 3 จังหวัด จะเก็บไว้ทั้งหมด

3) พื้นที่ชุมชนชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เขตเมือง เป็นพื้นที่เพาะปลูกซึ่งไม่ให้ผลิตผลที่ดีและคนในพื้นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนา โดยพื้นที่ส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 8% หรือประมาณ 6 แสนไร่ จะนำมาพัฒนาให้เป็นชุมชนเมืองประมาณ 3 แสนไร่

4) พื้นที่โล่งเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นพื้นที่กันชนระหว่างเขตอุตสาหกรรมและชุมชน หรือ Buffer Zone มีประมาณ 3% เช่น พื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งจะกำหนดให้เป็นพื้นที่โล่ง ห้ามทำอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม และ 5. พื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งมีอยู่ 2% หรือประมาณ 1.6 แสนไร่

“ดังนั้นจากการวางผังเมืองใหม่จะมีพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมสะอาดแต่ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจน ไม่ตั้งอุตสาหกรรมในเขตบ้านเรือน แต่บางจุดที่มีอุตสาหกรรมเข้าไปเยอะก็จะปลดพื้นที่สีเขียวออกเพื่อให้สามารถทำอุตสาหกรรมได้เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้องการให้เป็นเขตอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ออกมาคัดค้าน แต่คนที่คัดค้านมี 2 กลุ่มคือเอ็นจีโอกับกลุ่มการเมือง ซึ่งเราได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปแล้ว” เลขาธิการ EEC ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น...