xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลัง 'สุริยะ-สมศักดิ์' ยอมศิโรราบ ฝีมือ 'บิ๊กป้อม' แยกปลาออกจากน้ำ!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เบื้องหลัง 'กลุ่มสามมิตร' ยอมศิโรราบเพียงชั่วข้ามคืน เป็นเพราะ 'บิ๊กป้อม' แยกปลาออกจากน้ำสำเร็จ เรียก ส.ส.เข้าพบรู้ว่าใครมุ้งใคร จากนั้นใช้ข้อมูลกดดัน เล่นเอา 'สุริยะ-สมศักดิ์' อมเลือด ยอมทุกอย่างที่บิ๊กตู่จัดให้ วงในระบุ กลุ่มกปปส.ใหญ่สุดใน พปชร.เพราะมี 'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม' เป็นหัวหน้ากลุ่ม ส่วนกลุ่มสมคิด มีแค่ 4 กุมารบวกกับสามมิตร ขณะที่ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล ชี้จุดอ่อนรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ที่ 'อุตตม' เตรียมเปิดแผลใหญ่ขยายวงให้สังคมรับรู้ ใครอยู่เบื้องหลังช่วย 'อุตตม' รอด กรณีทุจริตกรุงไทย 9 พันล้าน ส่วนคนอื่นติดคุก แถมได้นั่งเก้าอี้ รมว.คลัง!

การเปิดศึกของกลุ่มสามมิตร ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยุติลงได้นั้น ดูเหมือนว่า 'บิ๊กตู่' เอาอยู่ โดยภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนแสดงให้เห็นว่า แกนนำอย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ยอมจำนน และปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ว่ากลุ่มสามมิตร จะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด หรือใครจะได้หรือไม่ได้ก็ตาม

ผลที่ตามมาก็คือ นายสุริยะ และนายสมศักดิ์ ต้องตกอยู่ในสภาพ 'อมเลือด' เจ็บแสนเจ็บแต่ก็ต้องกัดฟัน และต้องทนให้ได้ !

ว่ากันว่าเบื้องหลังคนที่ทำให้นายสุริยะ และนายสมศักดิ์ ต้องอมเลือด ก็คือ 2ป. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 'บิ๊กป้อม' และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 'บิ๊กตู่' นั่นเอง

วิธีการง่ายๆ ที่ถูกนำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่บิ๊กป้อมมีการเก็บข้อมูลตั้งแต่เรื่องของการดูดคน การใช้เงิน แม้กระทั่งการการันตีตัวเลข ส.ส.ในพื้นที่อีสานไว้ทั้งหมด รวมไปถึงการลงรายละเอียดถึงกลุ่มสามมิตรที่อ้างว่ามีทั้งหมด 31 คนนั้น แท้จริงแล้วเป็นของนายสุริยะ และนายสมศักดิ์ เท่าไหร่ รวมไปถึงมุ้งเล็กในสามมิตร มีใครเป็นหัวหน้ามุ้งกันบ้าง

“ภายใน 1 วันที่มีการปรากฏตัวของ 31 คนในกลุ่มสามมิตร ที่ออกมากดดันพรรคพลังประชารัฐ และจะยื่นญัตติขับไล่นายสนธิรัตน์ ออกจากการเป็นเลขาธิการพรรค ส.ส.เหล่านี้ก็ถูกเรียกมาสอบถามเป็นรายๆ ไป นี่คือวิธีการแยกปลาออกจากน้ำ”

เมื่อ ส.ส.กลุ่มสามมิตรให้ข้อมูลทุกอย่างกับบิ๊กป้อม ก็ทำให้บิ๊กป้อมจัดการแยกใครเป็นใครและรู้ลึกไปถึงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ ที่เคยมีการดูแลในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ และมีการนำไปจัดสรรอย่างไร มีการหักหัวคิวเหมือนนักการเมืองในอดีตที่มีการทำกันหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการออกมารวมตัวกัน 31 คนเพื่อกดดันในการตั้งรัฐมนตรีครั้งนี้ มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่?

“การพูดคุยกับ ส.ส.กลุ่มสามมิตร ทำให้แยกออกว่ากลุ่มของ สุริยะ สมศักดิ์ จริงๆ มีแค่ 8 คน ส่วนอีก 23 คน เขามีหัวหน้าทีมอยู่แล้ว และการที่มีแค่ 8 คน ได้ 2 ที่นั่งคือยุติธรรม และอุตสาหกรรม ก็ถือว่าได้มากแล้ว จึงทำให้ตัดนายอนุชา นาคาศัย ออกไปได้ทันที”

แหล่งข่าว บอกอีกว่า ยังมีการสะกิดต่อมรับรู้ของ นายสุริยะ และนายสมศักดิ์ อีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อเท็จจริงแล้วทุนในการเลือกตั้งที่กลุ่มสามมิตรใช้มีที่มาที่ไปอย่างไร อีกทั้งสิ่งที่นายสุริยะ และนายสมศักดิ์ มีการการันตี ส.ส.ว่าจะได้ถึง 50-60 ที่นั่ง ก็ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่ได้มีการตำหนิสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะพื้นที่อีสานการจะเจาะฐานเพื่อไทยก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน

“ต้องไม่ลืมว่าสุริยะมีชนักติดหลัง ก็เหมือนจะจบแล้ว แต่จริงๆ ก็ยังหยิบขึ้นมาได้อีก สุริยะก็รู้ จึงพูดอะไรไม่ออก เงียบไว้จะดีที่สุด ส่วนที่มีการปล่อยข่าวว่าได้ควักกระเป๋า 500 ล้านบาทและมีการตกลงเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกันไว้แล้ว เป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ต้องมีการตรวจสอบกันว่าเงินพวกนี้ไปอยู่ที่ไหน”

โดยในการพูดคุยกันนั้น มีการยกตัวอย่างกลุ่มของนายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่ถือว่าเป็นทุนกลุ่มหนึ่งของพรรคเพื่อไทยในอดีต และเมื่อย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็สามารถพา ส.ส.เข้าสภาได้ทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ได้บำเหน็จไปในตำแหน่ง รมช.คลัง ในรัฐบาลบิ๊กตู่ 2 ไปเรียบร้อย

ส่วนที่กลุ่มสามมิตร ไปเปรียบเทียบกับกลุ่ม กปปส.นั้น เป็นเพราะพวกนี้เข้าใจผิดว่า กปปส. หมายถึง ก๊วน ส.ส.กทม.ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นแกนนำ ซึ่งได้ ส.ส.มาเพียง 12 คน แต่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีถึง 2 ตำแหน่ง เป็นเรื่องที่คนข้างนอกเข้าใจผิดอย่างยิ่ง

“จริงๆ แล้วคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม กปปส. คือบิ๊กป้อม กับบิ๊กตู่ ที่มีการเตรียมการทุกอย่างไว้เป็นขั้นเป็นตอน ส่วนกลุ่มของนายสมคิด ก็จะมีสี่กุมารที่ดูแลเศรษฐกิจ และกลุ่มสามมิตร ที่จะมีความเชี่ยวกรากเรื่องการเมือง ที่ถูกวางไว้รับมือในสภาเท่านั้น แต่วันนี้ต้องยอมรับว่ากลุ่ม กปปส.คือผู้มีอำนาจเด็ดขาดในพรรคพลังประชารัฐ”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มสามมิตรจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกหักหลัง ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเจรจาไว้ตั้งแต่มีการดึงกลุ่มสามมิตรเข้ามาผลักดันพรรคในช่วงแรก และก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึกว่ากำลังถูกขีดวงให้เป็นกลุ่มที่เป็นตัวถ่วงและเป็นกลุ่มด้อยค่าที่สุดในพรรคพลังประชารัฐ

“เห็นปรากฏการณ์แรกเมื่อช่วงที่มีการจัดบัญชีรายชื่อ ก็มีการสับเปลี่ยนให้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ มาเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 โยกนายสุริยะไปเป็นเบอร์ 2 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เบอร์ 3 และให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไปเป็นเบอร์ 4 ซึ่งของเดิม นายสุริยะ เป็นเบอร์ 1 และนายสมศักดิ์ เป็นเบอร์ 2 ตอนนั้นมันก็แสดงให้เห็นอะไรๆ แล้ว แต่กลุ่มสามมิตรก็ยังเงียบไว้”

กระทั่งมาถึงการตั้งรัฐมนตรี ก็มีความชัดเจนขึ้นว่าสถานะของกลุ่มสามมิตรในสายตาของบิ๊กตู่นั้นเป็นเช่นไร และประเมินกันว่าจะสามารถทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่สั่นคลอนได้จริงหรือไม่ ?

แต่ในความเป็นจริง แม้เวลานี้ กลุ่มสามมิตรจะอยู่ในโอวาทแล้วก็ตาม แต่ใช่ว่ารัฐบาลบิ๊กตู่จะราบรื่น เพราะตอนนี้มีเรื่องร้อนๆ ที่ฝ่ายค้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็มองเห็นแล้วว่าจุดอ่อนที่สุดของรัฐบาลบิ๊กตู่ในเวลานี้อยู่ที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ในรัฐบาลบิ๊กตู่ 2 โดยมีการหยิบยกกรณีการปล่อยกู้กรุงไทย 9 พันล้านบาท ให้กับบริษัท กฤษดามหานคร ออกมาขยายผล เนื่องเพราะนายอุตตม เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อปรากฏเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจลงนามในการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว และได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นด้วย

“ในทางกฎหมาย สามารถกันนายอุตตมมาเป็นพยานได้ แต่ในด้านจริยธรรม นายกฯต้องคิดให้รอบคอบ เพราะในด้านจริยธรรมจะเลือกคนที่มีฐานความผิดเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังมาคุมได้อย่างไร”

ที่สำคัญ กระทรวงการคลังต้องดูแลเศรษฐกิจ และงบประมาณทั้งประเทศ เป็นเรื่องที่ต่างชาติก็ให้ความสนใจ และธนาคารกรุงไทย ก็อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง การได้รัฐมนตรีที่มีประวัติเคลือบแคลงจึงเป็นเรื่องที่บิ๊กตู่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก


จะเห็นได้ว่าในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การเลือกคนที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงการคลังนั้น จะดึงคนที่ไม่มีตำหนิเข้ามาดูแล เช่น นายสมหมาย ฮุนตระกูล, นายสุธี สิงห์เสน่ห์ เป็นต้น

อีกทั้งฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเปิดแผล และเปรียบเทียบให้สังคมได้รับรู้ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ต่างต้องโทษจำคุกกันเป็นเวลา 18 ปี แต่ทำไมนายอุตตมที่เกี่ยวข้องจึงหลุดรอดได้อย่างไร และใครอยู่เบื้องหลังในการสั่งการที่คอยช่วยเหลือนายอุตตม

“เมื่อได้รัฐบาลบิ๊กตู่ 2 มาแล้ว จะมีทั้งการตั้งกระทู้ ยื่นญัตติ กรณีนายอุตตม และจะนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งเป้าจะอภิปรายข้ามวันข้ามคืน เพราะเรื่องนี้คนในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วยที่จะมีการซักฟอกนายอุตตม”

แหล่งข่าว กล่าวว่า กรณีที่นายอุตตมจะถูกซักฟอกครั้งนี้ ต้องทุบให้น่วม ซึ่งถือเป็นวิธีการฆ่ากันทางการเมืองก่อน โดยจะต้องตั้งกระทู้เรื่องนี้สัปดาห์เว้นสัปดาห์ และเชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน ซึ่งความจริงถ้าบิ๊กตู่ตั้งนายอุตตมไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอื่น ที่ไม่ใช่กระทรวงการคลังและคุมแบงก์กรุงไทยด้วย ก็อาจจะไม่เป็นเป้าโจมตีหรือเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลมากขนาดนี้

อีกหนึ่งคนที่มีการพูดถึงว่าจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล คือนายสนธิรัตน์ ว่ากันว่าฝ่ายค้านได้เก็บข้อมูลในเรื่องของการบริหารและผลประโยชน์ต่างๆ ในกระทรวงพาณิชย์ไว้มาก ที่วันนี้อยู่ระหว่างการสังเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ดี แม้เรื่องนายอุตตมจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ลืมเรื่องของสนิมเนื้อในเหล็กที่วันนี้สังคมอาจมองเห็นว่ากลุ่มสามมิตรนิ่งสงบ แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะหากปมขัดแย้งในใจยังไม่สามารถกำจัดออกไปได้ แม้บิ๊กตู่จะเชื่อว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่ากลุ่มสามมิตร และมองว่าคนพวกนี้ไม่กล้ากบฏ และหากกบฏ ก็เลือกที่จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ บรรดากลุ่มสามมิตรจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตามสบายชนิดถีบหัวส่ง

ตรงนั้นก็อาจไม่ใช่วิถีทางที่กลุ่มสามมิตรจะเลือกเดินตาม แต่คาดว่าคนเหล่านี้จะเลือกอยู่ในพรรคพลังประชารัฐเพื่อเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทงบิ๊กตู่แบบนิ่มๆ จนกว่าพวกเขาจะแน่ใจได้ว่า 'บิ๊กตู่' ขาลง ก็อาจสำแดงฤทธิ์ในเวลานั้นหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง!



กำลังโหลดความคิดเห็น...