xs
xsm
sm
md
lg

“อ.เดชา” จับมือ รพ.รัฐ จ.สุพรรณฯ ยื่นขอของกลางเพื่อผลิตน้ำมันกัญชา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“มูลนิธิข้าวขวัญ” ร่วมมือกับ รพ.ใน จ.สุพรรณบุรี หาช่องทางขอใช้กัญชาของกลางจาก ป.ป.ส. เพื่อใช้ผลิตน้ำมันกัญชา โดยใช้แนวทางของ รพ.อภัยภูเบศร ด้าน “วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” เผยผู้ป่วยที่รอรับยาเสียชีวิตแล้วกว่า 40 ราย “อ.เดชา” ประกาศแจกยาให้ผู้ป่วยไมเกรนกลาง ก.ค.นี้

นับแต่การเข้าตรวจค้นจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญเมื่อเดือน เม.ย. 2562 จนถึงขณะนี้มูลนิธิข้าวขวัญก็ยังไม่สามารถแจกจ่ายน้ำมันกัญชาให้แก่ผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนไว้ได้ แต่ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ รวมถึง 12 องค์กรเครือข่ายกัญชาเพื่อรักษาโรค ก็หาได้นิ่งนอนใจ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถผลิตและแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานได้ดังเดิม
นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ
นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันมูลนิธิข้าวขวัญไม่สามารถแจกน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยได้เพราะติดเงื่อนไขเรื่องระเบียบปฏิบัติ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก อีกทั้งทางมูลนิธิฯ ยังไม่สามารถขอรับกัญชาของกลางจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) เพื่อนำมาใช้ในการผลิตน้ำมันกัญชา เนื่องจากมูลนิธิฯ ไม่ได้มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการ ทางมูลนิธิข้าวขวัญจึงหาทางออกด้วยการขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการและโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรี อันได้แก่ โรงพยาบาลศรีประจันต์ และโรงพยาบาลอู่ทอง เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว

โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีประสานไปยังสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อมอบหมายให้โรงพยาบาลศรีประจันต์ โรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งเคยเข้าอบรมเรื่องการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาโรคเป็นต้นเรื่องในการยื่นขอกัญชาของกลางจาก ป.ป.ส.เพื่อนำมาใช้ในการผลิตน้ำมันกัญชา และเสนอไปยังคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เพื่อขออนุมัติในการยื่นเรื่องขอกัญชาของกลางจาก ป.ป.ส. พร้อมกันนี้ยังขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีประสานไปยังโรงพยาบาลอู่ทอง โรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งมีโรงผลิตยาสมุนไพรนำกัญชาของกลางที่ได้จาก ป.ป.ส.ไปผลิตน้ำมันกัญชาตามสูตรของ อ.เดชา จากนั้นจึงนำน้ำมันกัญชาดังกล่าวส่งไปยังมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพเพื่อตรวจสารปนเปื้อน และหากพบว่าน้ำมันกัญชาที่ผลิตได้ไม่มีสารปนเปื้อนก็จะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอกัญชาของกลางจาก ป.ป.ส. ในปริมาณที่เพียงพอต่อการผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่เคยขึ้นทะเบียนไว้กับมูลนิธิข้าวขวัญต่อไป

นายเดชา กล่าวต่อว่า ระหว่างที่ดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชานั้นมูลนิธิข้าวขวัญก็จะพยายามเดินเรื่องขอขึ้นทะเบียนน้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชา เป็นตำรับยาแผนไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เพื่อหลังจากที่โรงพยาบาลอู่ทองสามารถผลิตน้ำมันกัญชาได้แล้ว ทางมูลนิธิข้าวขวัญจะได้สามารถแจกจ่ายน้ำมันกัญชาให้แก่ผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนไว้ได้ทันที

“ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างมูลนิธิข้าวขวัญ โรงพยาบาลศรีประจันต์ ทีมกฎหมายของ 12 องค์กรเครือข่ายกัญชาเพื่อรักษาโรค และตัวแทน ป.ป.ส. ถึงแนวทางในการขอกัญชาของกลางมาใช้ในการผลิตน้ำมันกัญชา ซึ่งทาง ป.ป.ส.แนะนำว่าให้ดำเนินการโดยโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งเราจะทำตามแนวทางที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งขณะนี้สามารถผลิตและใช้ยาจากสารสกัดกัญชาในการรักษาโรคได้แล้วดำเนินการไว้ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เราได้ทำหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างรอการตอบรับ ” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ระบุ
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(BioThai)
ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(BioThai) 1 ใน 12 องค์กรเครือข่ายกัญชาเพื่อรักษาโรค ระบุว่า ช่วงที่อาจารย์เดชาไม่สามารถแจกยาให้แก่ผู้ป่วยได้นั้นส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งซึ่งขึ้นทะเบียนขอรับยาจากมูลนิธิข้าวขวัญประมาณ 5 หมื่นรายนั้น เสียชีวิตไปแล้วกว่า 40 ราย ดังนั้นอาจารย์เดชาจึงมองหาแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโดยมูลนิธิข้าวขวัญเตรียมร่วมมือกับหน่วยราชการและโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อร่วมกันผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วย โดยขณะนี้มูลนิธิข้าวขวัญได้มีการพูดคุยในเบื้องต้นกับหน่วยงานราชการและโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว

“ที่จริงผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีประจันต์ได้เคยพูดคุยกับทางมูลนิธิข้าวขวัญและแสดงความสนใจที่จะร่วมทำโครงการกับอาจารย์เดชาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดปัญหาการจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้คงไม่น่ามีปัญหา” นายวิฑูรย์ กล่าว

เนื่องจากการที่หน่วยราชการหรือโรงพยาบาลใดจะร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญในการผลิตและแจกจ่ายน้ำมันกัญชาให้แก่ผู้ป่วยนั้นมีข้อกฎหมายต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายต่างๆ อย่างถี่ถ้วน

ด้านทีมกฎหมายของ 12 องค์กรเครือข่ายกัญชาเพื่อรักษาโรค เปิดเผยว่า ทีมกฎหมายฯ ได้มีการหารือกับหน่วยราชการและโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อหาแนวทางในการนำกัญชามาใช้ในการผลิตยารักษาโรคได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีการพิจารณาใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. โรงพยาบาลรัฐที่ร่วมโครงการกับมูลนิธิข้าวขวัญจะขออนุญาตนำกัญชาที่ได้รับมอบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) มาตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการแบบเดียวกับที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

2. จะขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นต้นสังกัดให้โรงพยาบาลรัฐที่เข้าร่วมโครงการสามารถครอบครอง ผลิต และแจกจ่ายยาจากสารสกัดกัญชาได้ โดยจะมีการร่างหนังสือขออนุญาตในรูปแบบเดียวกับที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยื่นขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

3. โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจะขอนำกัญชาของกลางที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาใช้ในการผลิตยาจากสารสกัดกัญชา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ป่วยที่รอความหวังจากน้ำมันกัญชาอยู่ในขณะนี้นั้น มูลนิธิขวัญข้าวและองค์กรที่เกี่ยวข้องก็พยายามหาทางออกให้เช่นกัน โดยนายเดชา ระบุว่า สำหรับผู้ป่วยมะเร็งนั้นวัด 3 แห่งที่เคยแจกน้ำมันกัญชาให้แก่ผู้ป่วย ได้แก่ วัดป่าวชิรโพธิญาณ จ.พิจิตร วัดบางปลาหมอ จ.สุพรรณบุรี และวัดสระตาวาว จ.ลพบุรี ได้ดำเนินการแจกน้ำมันกัญชาให้แก่ผู้ป่วยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ส่วนมูลนิธิข้าวขวัญจะแจกน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยไมเกรน จำนวน 1,000 ราย กลางเดือน ก.ค.นี้ โดยมูลนิธิจะรวบรวมผลการรักษาของผู้ป่วยดังกล่าวทั้งการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันก่อนหน้านี้ และผลการรักษาด้วยน้ำมันกัญชา ซึ่งหากพบว่าการรักษาไมเกรนด้วยน้ำมันกัญชาของผู้ป่วยทั้ง 1,000 รายได้ผล จะทำให้น้ำมันกัญชาของมูลนิธิข้าวขวัญได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาพื้นบ้านตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ

“แม้น้ำมันกัญชาสูตรของผมยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ผมก็จะแจก และท้าให้จับด้วย ถ้าไม่จับผมจะฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่อยากถูกฟ้องก็รีบขึ้นทะเบียนยาพื้นบ้านให้ก่อนที่ผมจะเริ่มแจก ทั้งนี้หากผลการรักษาพบว่าน้ำมันกัญชาที่ใช้รักษาผู้ป่วยไมเกรนทั้ง 1,000 รายได้ผล ทำให้ยาสูตรนี้ขึ้นทะเบียนตำรับยาฯ หมอพื้นบ้านอื่นๆ ก็จะสามารถใช้ยาดังกล่าวในการรักษาผู้ป่วยได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ผมเท่านั้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในวงกว้าง” นายเดชา กล่าว

ด้าน นายวิฑูรย์ ระบุว่า มูลนิธิข้าวขวัญและ 12 องค์กรเครือข่ายกัญชาเพื่อรักษาโรค จะขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เช่น โรงพยาบาลยมราช จ.สุพรรณบุรี ในการติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยไมเกรนที่ใช้ยาจากสารสกัดกัญชา จำนวนประมาณ 1,000 คน เพื่อนำผลการรักษามาเป็นเครื่องยืนยันในการขึ้นทะเบียนตำรับยา

นับจากนี้ผู้ป่วยที่ต้องการใช้น้ำมันกัญชาของอาจารย์เดชาในการรักษาโรค คงเริ่มมีความหวังขึ้นอีกครั้ง หากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของผู้ป่วยและให้การสนับสนุน


กำลังโหลดความคิดเห็น...