xs
xsm
sm
md
lg

พิสูจน์บารมี “บิ๊กตู่” เมื่อสิ้น ม.44 ยึด “ป๋าเปรม” เป็นต้นแบบคุมนักการเมือง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จับตาอำนาจ-บารมี “บิ๊กตู่” เมื่อก้าวสู่นักการเมืองเต็มตัวจะพา “รัฐนาวาบิ๊กตู่ 2” ไปได้เช่นไร เมื่ออำนาจพิเศษสิ้นสุดแล้ว ชี้ “บิ๊กตู่” เตรียมพร้อมเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมานานแล้ว รู้-เข้าใจว่าต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ส่วนฝ่ายการเมืองติงความสัมพันธ์กับนักการเมืองยังมีคำถาม หากยังมองนักการเมืองเลวร้ายแบบเหมาเข่ง เจอพิษทั้งในพรรคและนอกพรรคเอาคืนแน่ ประเดิม “คว่ำ” พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 แนะยึด “ป๋าเปรม” เป็นโมเดลคุมนักการเมืองให้อยู่ในมือ!

หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาได้มีการโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน ส.ส.และ ส.ว.(เทให้ทั้งหมด ยกเว้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา งดออกเสียง) รวมกันได้ 500 คะแนน ซึ่งชนะคู่ชิงคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ 244 คะแนน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิก 2 สภาที่ให้การสนับสนุน และยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งจากนี้ไปอยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งนำบทเรียนในอดีตมาเป็นแนวทางในปัจจุบัน

นั่นคือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการที่จะขับเคลื่อนการบริหารประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมจับตาดูว่า “บิ๊กตู่” จะสามารถบริหารจัดการบ้านเมืองได้อย่างไร ภายใต้การเมืองที่เป็นกลุ่ม เป็นพรรคเป็นพวก และเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมรัฐบาลมากที่สุด และยังเสี่ยงต่อการเป็นรัฐบาลเสี่ยงปริ่มน้ำ รวมไปถึงสถานะของบิ๊กตู่ที่เคยเป็นหัวหน้า คสช.มีมาตรา 44 ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ กำลังจะสิ้นสุดลงทันทีที่คณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญานตน ซึ่งมีผลให้บิ๊กตู่จะมีสถานะและบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมืองเต็มตัว

ตรงนี้กำลังเป็นความท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่?

แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า “บิ๊กตู่” เตรียมพร้อมกับการเป็นนักการเมืองและนายกรัฐมนตรีเต็มตัวแล้ว เพราะระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาได้มีการบริหารและจัดการ จนกระทั่งมาช่วงปลายรัฐบาลที่มีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึงการพูดคุยที่จะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลซึ่งหมายถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการมาเป็นนักการเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่การมาเป็น ส.ส. แต่เป็นการมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล

“บิ๊กตู่รู้และเข้าใจว่าการเป็นนายกฯ ครั้งนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง มีการศึกษาข้อมูล กฎหมายต่างๆ รู้ถึงอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตย ต้องทำอะไรบ้าง และก็รู้ด้วยว่าเมื่อมีฝ่ายค้านก็ต้องถูกตรวจสอบในการทำงาน รู้ว่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหว เดินขบวน รู้ถึงการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้ เพราะเขาเดือดร้อนทั้งรายได้ ราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ตกต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องช่วยแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย”

ในยุครัฐบาล คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ห้ามมีการชุมนุม เดินขบวน ห้ามเคลื่อนไหว เพราะมีการใช้มาตรา 44 แต่เมื่อมาตรา 44 สิ้นสุดลงและเข้าสู่รัฐบาลประชาธิปไตย ก็จะไปใช้อำนาจเดิมไม่ได้แล้ว

“สิ่งต่างๆ แสดงให้เห็นว่าบิ๊กตู่มีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเหมือนนักการเมืองทั่วไป และไม่สามารถเลี่ยงใดๆ ได้ ไม่สามารถจะมาใช้กฎหมายพิเศษได้แล้ว”

ดังนั้น แม้ พล.อ.ประยุทธ์ มีการเตรียมการมาพร้อมก็ตาม แต่คนใกล้ชิดก็ยังมีความกังวลอยู่ว่าเมื่อเผชิญปัญหาเข้าจริงๆ นายกฯ จะรับเรื่องนี้หรือปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้หรือเปล่า

“ก่อนหน้ามีการพูดและโจมตีกันว่าบิ๊กตู่รังเกียจนักการเมือง ก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกอย่างนี้ยังมีอยู่ในใจบิ๊กตู่หรือนักการเมืองกันหรือเปล่า ถ้ามีก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์การทำงานไม่ราบรื่นก็ได้”

แหล่งข่าวบอกว่า ในยุค คสช. บิ๊กตู่จะมีคนที่รู้ใจนั่งเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นทหารและไม่ใช่ทหาร มีปัญหาก็จะสอบถามและสั่งการกันได้ง่าย แต่จากนี้ไปคนรอบข้างจะมีแต่นักการเมือง ในพรรคพลังประชารัฐก็มีด้วยกันเป็น 10 กลุ่ม ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลขนาดกลางก็มีประชาธิปัตย์ กับภูมิใจไทย และยังมีพรรคเล็ก และพรรคเพียงเสียงเดียว รวมแล้วรัฐบาลบิ๊กตู่มีถึง 19 พรรค รวม 254 เสียง

ที่สำคัญกว่านั้น การที่บิ๊กตู่จะเข้าไปสั่งการ ตรวจสอบ อาจถูกแปลเจตนาผิดได้ว่าเป็นการเข้าไปล้วงลูกและจะเกิดปัญหาความสัมพันธ์ใน ครม.ได้ง่าย ซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีกลุ่มต่างๆ ก็จะรู้สึกว่าบิ๊กตู่ไม่ได้มีอำนาจโดยตรง

“ต้องรู้วิธีการทำงานของข้าราชการด้วย เขาจะฟังเฉพาะนายเขาตรงๆ ก็คือรัฐมนตรีที่คุมหน่วยงานเท่านั้น การจะเข้าไปสั่งอะไรก็ไม่ได้ คงจะเป็นแค่จับตามากว่า”



แต่สิ่งที่เป็นการท้าทายอำนาจในการบริหารของบิ๊กตู่จึงอยู่ที่ว่า บิ๊กตู่จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้นักการเมืองภายในพรรค พปชร. รู้สึกเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างไร หากทำตรงนี้ได้ ก็จะสามารถขยายไปยังพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีไปแล้วได้เช่นกัน

“อำนาจเพียงอย่างเดียวใช้ไม่ได้ จะคิดว่าถ้า ส.ส.ไม่ให้ความร่วมมือหรือเสนอกฎหมายไม่ผ่านก็ยุบสภา หรือนายกฯ ลาออก ไม่ใช่วิถีทางที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ยาวและมั่นคง แต่จะต้องสร้างบารมีให้เกิดขึ้นจึงจะเป็นที่ยอมรับและพารัฐบาลไปรอดได้”

โดยเฉพาะแนวทางที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้สร้างและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ป๋าเปรม” สามารถทำงานกับนักการเมืองตั้งแต่รัฐบาลเปรม 1-3 เมื่อ 3 มี.ค. 2523 ถึง 3 ส.ค. 2531 เป็นเวลา 8 ปี 5 เดือนได้เช่นไร ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบให้บิ๊กตู่ใช้ได้

นั่นก็คือความสามารถในการบริหารจัดการ หรือการลงแส้นักการเมืองที่กระทำการทุจริตคอร์รัปชัน ให้สังคมได้รับรู้

“สังคมเชื่อและศรัทธาว่าป๋าเปรมไม่คอร์รัปชัน เลือกลูกน้องมาร่วมงานก็ไม่คอร์รัปชัน ทำให้บารมีป๋าเปรมสูงมาก สิ่งนี้ก็เป็นการท้าทายบิ๊กตู่ เพราะถ้าบารมีสูง พรรคการเมือง หรือนักการเมืองก็จะไม่กล้าแสวงหาผลประโยชน์ เพราะถ้าบิ๊กตู่สั่งปลดจาก ครม.พวกนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าบิ๊กตู่ไม่มีบารมีเพียงพอ นักการเมืองอาละวาด บิ๊กตู่ก็จะอยู่ในตำแหน่งยาก เพราะวิสัยนักการเมืองพร้อมที่จะกบฏถ้าผลประโยชน์ไม่ลงตัว”

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ใช่ของ พล.อ.ประยุทธ์! และความสัมพันธ์ภายในพรรคก็ถือว่าไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

“พวกเรารู้ว่านายกฯ ไม่ชอบนักการเมือง ซึ่งป๋าเปรมไม่เคยพูดว่านักการเมืองเลว บอกแต่ว่าไม่เอาคนเลว ไม่เคยเหมาเข่งว่านักการเมืองเลว ซึ่งตรงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับนายกฯ ตู่มีระยะห่าง ทำให้นักการเมืองพร้อมจะหักได้ตลอด เพราะพวกเราไม่มีความผูกพันกับนายกฯ ตู่เลย เป็นเพราะนายกฯ ไม่รู้สึกผูกพันกับพวกเรา แถมยังดูถูกตลอด”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การจะสร้างบารมีได้ “บิ๊กตู่” อาจจะต้องใช้เวลา และบารมีจะปรากฏให้เห็นได้อยู่ที่การควบคุมนักการเมืองให้เกิดการยอมรับในตัวบิ๊กตู่ รวมไปถึงต้องให้ประชาชนยอมรับการบริหารงานว่าทำเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อบิ๊กตู่ทำได้ สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์อำนาจและบารมีบิ๊กตู่นัดแรกได้ชัดเจน ก็คือในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้ และจะผ่านกระบวนการต่างๆ จนมีผลบังคับใช้ได้ประมาณกลางเดือน ก.ย.นี้

“ถ้าช่วงนี้บิ๊กตู่ทำให้ก๊วนต่างๆ ในพรรค หรือพรรคร่วมไม่ลงตัว การลงคะแนน พ.ร.บ.งบประมาณมีปัญหาแน่ ถ้าไม่ผ่าน ก็ต้องยุบสภา”

นี่คือบทพิสูจน์อำนาจและบารมี “บิ๊กตู่” ที่วันนี้กำลังกลายเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว!!



กำลังโหลดความคิดเห็น...