xs
xsm
sm
md
lg

เลือก “ประยุทธ์” ส่อโมฆะ จับตาโผ ครม. “รัฐบาลบิ๊กตู่ 2” ยังไม่จบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“คมสัน” เกรงประเด็นขาดคุณสมบัติ ส่งผลเลือกนายกฯ “บิ๊กตู่” เป็นโมฆะ เชื่อการต่อรองเก้าอี้ยังไม่จบ ติงรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำอยู่ยาก ด้าน “ดร.ณรงค์” ชี้ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่เหมาะเป็นผู้นำประเทศ เหตุไม่เข้าใจประชาธิปไตยมวลชน หวั่นยื้ออำนาจชนวนเหตุนองเลือด

เห็นทีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาวันที่ 5 มิ.ย.นี้ คงเป็นไปอย่างดุเดือดและวุ่นวายมิใช่น้อย พรรคการเมืองใหญ่ที่ประกาศจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่าง “พลังประชารัฐ” ที่เคยมั่นอกมั่นใจว่านอนมาแน่ๆ กลับต้องเจอศึกหนัก ทั้งจากพรรคที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพันธมิตรที่เคยตกลงกันร่วมจัดตั้งรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในส่วนของฝั่งที่ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย 7 พรรค นำโดยเพื่อไทย และอนาคตใหม่นั้น ประกาศชัดเจนว่าจะส่ง “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยลงชิงตำแหน่งนายกฯ โดยมีการประเมินว่า ต้องถูกพรรคอื่นๆคัดค้านเรื่องคุณสมบัติเนื่องจากอยู่ระหว่างพิจารณาคดีถือหุ้นสื่อและคดีให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเเงิน 110 ล้านบาท ซึ่ง 7 พรรคก็จะใช้เรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ขัดผลประโยชน์และเรื่องจริยธรรม อภิปรายคัดค้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่พลังประชารัฐจะเสนอชื่อเป็นนายกฯเช่นเดียวกัน อีกทั้งอาจมีการอภิปรายถึงความเหมาะสมที่ ส.ว.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงแข่ง ที่น่าจับตาคือ “นายชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา ออกมาระบุว่าจะเปิดให้สมาชิกอภิปรายได้อย่างเต็มที่โดยไม่จำกัดเวลา งานนี้หลายฝ่ายฟันธงตรงกันว่าบรรยากาศในสภาน่าจะเป็นไปอย่างดุเดือด มีการประท้วงกันวุ่นวายยืดเยื้อกว่าจะได้นายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้นยังมีกรณีที่พรรคไทรักธรรมยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนประกาศ กกต.เรื่องผลการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อครั้งที่ 2 ที่มีการคำนวณคะแนนใหม่หลังจากจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขต 8 จ.เชียงใหม่ และขอให้ประกาศรับรองตนกลับเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อตามเดิม เนื่องจากพบว่าคะแนนรวมของพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการคำนวณ ทำให้ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ได้เลื่อนขึ้นเป็น ส.ส. ขณะที่ตนหลุดจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งหากการคำนวณดังกล่าวผิดพลาดย่อมส่งผลให้ น.ส.จิตภัสร์ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติว่าได้เป็น ส.ส.หรือไม่ สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้หรือเปล่า และหาก น.ส.จิตภัสร์ร่วมโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ อาจทำให้การเลือกนายกฯ เป็นโมฆะ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
นายคมสัน โพธิ์คง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ถ้าวัดจากเสียงสนับสนุนทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ก็แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์คงได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่หลังจากโหวตเลือกแล้วจะมีการส่งเรื่องคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ก็ขึ้นกับดุลยพินิจของนายชวน ซึ่งเป็นประธานสภา ที่น่าจับตาคือถ้า พล.อ.ประยุทธ์หลุดจากนายกฯ รัฐบาลพลังประชารัฐระส่ำแน่

“เชื่อว่าอภิปรายกันเดือด ทั้งคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ความเหมาะสมในการทำหน้าที่ของ ส.ว.ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยระบุว่าอาจผิดกฎหมาย รวมถึงคุณสมบัติของ 30 ส.ส.พลังประชารัฐซึ่งถูกร้องเรื่องถือหุ้นสื่อ ซึ่งถ้าผู้ลงมติขาดคุณสมบัติ การเลือกนายกฯ ก็อาจเป็นโมฆะ” นายคมสันระบุ
นายคมสัน โพธิ์คง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ด้าน รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่าผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1) ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สามารถต่อรองทางการค้าได้ 2) มีความรู้ด้านการค้าซึ่งปัจจุบันมีความซับซ้อน สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน ไม่ใช่แค่แจกเงินให้คนจนเดือนละ 500 บาท 3) ต้องเข้าใจประชาธิปไตยมวลชน เพราะระบบทุนนิยมเสรีจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนสามารถสร้างรายได้และมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน

“การเลือกนายกฯ ของพรรคการเมืองไทยมองแค่ขั้วอำนาจ ไม่ได้ดูเรื่องคุณสมบัติ ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อ ไม่เข้าใจประชาธิปไตยมวลชน” รศ.ดร.ณรงค์กล่าว

แต่ที่น่าสนใจกว่า คือ ปัญหาระหว่างพลังประชารัฐกับพรรคพันธมิตร โดยเฉพาะความบาดหมางกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่พลังประชารัฐตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยน “ตัวกลาง” ในการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ จากนายทหารใหญ่มาเป็นนักการเมืองเขี้ยวลากดิน สัญญาการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีที่เคยรับปากไว้ถูกล้างโผใหม่ ดีงกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากประชาธิปัตย์กลับมาให้ “กลุ่มสามมิตร” ที่ขู่จะนำ ส.ส.ในมือไปหนุนพรรคขั้วตรงข้าม โดยนำกระทรวงศีกษาธิการไปแลกกับประชาธิปัตย์ สร้างความไม่พอใจให้แก่พรรคแม่พระธรณีฯอย่างมากถึงขั้นไม่ยอมประกาศท่าทีว่าจะนำ ส.ส.53 ไปร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
วงในแว่วว่ามีการเจรจาต่อรองกันจนวินาทีสุดท้าย โดยประชาธิปัตย์ยื่น 3 เงื่อนไขไปยังพลังประชารัฐ คือ 1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. การนำนโยบายประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรมาเป็นนโยบายรัฐบาล และ 3. การจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ตกลงกันไว้ คือ พรรคประชาธิปัตย์จะได้ตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมกับตำแหน่ง 4 รัฐมนตรีช่วย คือ รมช.คมนาคม รมช.มหาดไทย รมช.ศึกษาธิการ และ รมช.สาธารณสุข

การต่อรองดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ซึ่งปัญหาดังกล่าวถูกนำมาถกและให้สมาชิกลงมติในการประชุมร่วมของกรรมการบริหารและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในบ่ายวันที่ 4 มิ.ย. โดยประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐและหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ซึ่งระหว่างการแถลงข่าวดังกล่าว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพลังประชารัฐยืนยันจะจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้ตามที่สัญญา อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มสามมิตรก็หาได้นิ่งเฉย ในวันเดียวสามมิตรได้นัดรวม 30 ส.ส. ประกาศศักดาหนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ โดยย้ำให้พรรคเก็บกระทรวงสำคัญไว้ให้ตามที่ขอ
นานชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะเมื่อประชาธิปัตย์มีมติหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ 51 เสียงของพรรคภูมิใจไทยซึ่งจับมือแพ็คคู่กับประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีที่หลายฝ่ายไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปตามที่สัญญากับประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะหากยอมยกกระทรวงให้ตามที่ประชาธิปัตย์ต้องการ พลังประชารัฐก็อาจจะเกิดรอยร้าวภายในพรรค เพราะกลุ่มสามมิตรคงไม่ยอมเช่นกัน อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมแก้รัฐธรรมนูญให้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่บิ๊กตู่ประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญใดๆ ทั้งสิ้น และเป็นที่รู้กันดีว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2560 ถูกสร้างมาเพื่อให้พลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์สามารถครองอำนาจต่อไปได้ ขณะที่ประชาธิปัตย์มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ทุกพรรคเสียเปรียบพลังประชารัฐ ถ้าบิ๊กตู่ไม่ยอมแก้กฎหมายฝ่ายประชาธิปัตย์ก็คงไม่อยู่เฉย

นายคมสันเชื่อว่า แม้จะได้นายกรัฐมนตรีแล้วแต่การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจะยังคงยืดเยื้อต่อไป และถ้าตกลงกันไม่ได้พรรคพลังประชารัฐก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และแม้จะตั้งรัฐบาลได้ก็อยู่ยากเต็มที เนื่องจากเมื่อตัดประธานฯและรองประธานสภา ซึ่งไม่สามารถลงมติได้ออกไป 3 เสียง รัฐบาลภายใต้การนำของพลังประชารัฐจะมีแค่ 251 เสียงที่สามารถลงมติในสภาได้ ซึ่งการจะทำให้ ส.ส.ทุกคนร่วมประชุทสภาทุกครั้งที่มีการลงมติ ห้ามป่วย ห้ามลา เป็นเรื่องที่ยากมาก

ขณะที่ รศ.ดร.ณรงค์ แสดงความวิตกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความพยายามในการรักษาอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การนองเลือดในที่สุด โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าถ้ามีปัญหาการต่อรองจนไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะอาศัยอำนาจนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหาร รักษาการไปเรื่อยๆ หรือหากจัดตั้งรัฐบาลได้แต่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ พล.ประยุทธ์จะประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กฎเกณฑ์เดิมที่ตัวเองได้เปรียบเพื่อกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้ประชาชนออกมาขับไล่บนท้องถนน และเกิดการปราบปราซ้ำรอยเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ


กำลังโหลดความคิดเห็น...