xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กตู่” เท่านั้นที่ทำได้! เสถียรภาพแน่นปึ้ก-อยู่ยาวกว่า “ป๋าเปรม”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เกาะติดรัฐบาล พปชร.ที่มี “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพแน่นปึ้ก ชี้ทำสถิติสูงกว่า “ป๋าเปรม” เคยอยู่ 8 ปี 5 เดือน แต่ “บิ๊กตู่” จ่อนั่งนายกฯ นานถึง 9 ปี แจงปัจจัยแวดล้อมยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ขณะที่โครงสร้างการเมืองทำให้ระบอบทักษิณ-เพื่อไทยอ่อนแอไร้ขุนพลฝีปากกล้าในสภา เชื่อเจรจาพรรคร่วม ปชป.-ภูมิใจไทย ลงตัว ชู “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ สำเร็จ คาดใช้สูตรบริหารแบบ “ป๋าเปรม” แม้ที่มาจะต่างกันแต่อยู่ครบเทอมได้ จับตาหลังสิ้นมาตรา 44 อาจมีกฎหมายตัวใหม่ประกาศใช้เร็วๆ นี้ เสริมเขี้ยวเล็บให้รัฐบาลบิ๊กตู่ยืนยง!

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอบที่ 2 จะไม่มีเสถียรภาพ แต่เอาเข้าจริงกลับจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุด ที่ฝ่ายตรงข้ามต้องรีบปรับกระบวนทัศน์เพื่อรับมือกับสถานการณ์มั่นคงยาวนานนี้ให้ได้ ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี 5 เดือน แต่ “บิ๊กตู่” เป็นมาแล้ว 5 ปี และบวกกับการเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่รอบ 2 อีก 4 ปี ก็จะเท่ากับ 9 ปี

ตรงนี้เป็นสมมติฐานที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง!

แหล่งข่าวอดีตข้าราชการบำนาญทำเนียบรัฐบาล ที่เพิ่งจะเกษียณอายุราชการไปแค่ 1 ปี เริ่มเข้ารับราชการในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีประสบการณ์ทำงานประสานกับนักการเมืองและพรรคการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่มีการคาดการณ์ว่าบิ๊กตู่จะเป็นนายกฯ ที่ไม่มีเสถียรภาพนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ หากย้อนดูเส้นทางตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ จนถึงจัดให้มีการเลือกตั้ง จะเห็นว่าในทางการเมืองถือว่าสามารถเข้าควบคุมได้หมดแล้ว

“เสถียรภาพจริงๆ คือการกระชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในมือทั้งหมด และให้คนภายนอกได้เห็นว่าการกระชับ เหนียวแน่น ชัดเจนอย่างไร ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขเชิงปริมาณเท่านั้น”
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
ดังนั้น การกระชับจึงเกิดขั้นตั้งแต่การออกแบบรัฐธรรมนูญให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา 250 คน เข้ามาเป็นเสียงสนับสนุนบิ๊กตู่ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการตั้งพรรคการเมืองอย่างพลังประชารัฐ ขึ้นมารองรับการทำงานการเมืองที่แม้จะมีคะแนนเสียงรวมได้แค่ 126 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่ประเด็นที่จะทำให้บิ๊กตู่มั่นคงยังต้องมองไปที่พรรคราชการซึ่งจะมีทั้งกองทัพ และข้าราชการพลเรือน ที่ถูกดึงผ่านเข้าไปอยู่ใน ส.ว.250 เสียง จะทำให้การบริหารหรือการประสานงานราชการเป็นไปได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งถือว่าเป็นศูนย์

“นายกฯ บิ๊กตู่ ตั้งมาจาก 250 + พปชร. + พรรคอื่นๆ + ความมั่นคงจากกองทัพ ที่บรรดา ผบ.เหล่าทัพ สวมหมวกเป็น ส.ว. จะสั่งการตามสายการบังคับบัญชาบวกข้าราชการพลเรือนทั้งหมด คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าบิ๊กตู่ คือนายกฯ ที่ผลักดันให้ข้าราชการเติบโตและมั่นคง จึงพร้อมที่จะร่วมทำงานให้”

ส่วนพรรคการเมืองอื่นหากคิดจะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ จะต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้ถึง 376 เสียง จึงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการเลือกตั้งที่มี 2 ระบบ โดยเฉพาะระบบจัดสรรปันส่วนผสมทำให้ไม่มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะสามารถได้คะแนนจำนวนมาก

โดยในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ต้องยอมเสียสละเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ ไปก่อน และเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว การบริหารจัดการเป็นเรื่องของนายกฯ จะเอาใครเข้า ใครออก ก็ได้

“เมื่อได้เป็นนายกฯ อำนาจต่อรองก็จะมีมากขึ้น ดูบทเรียนจากรัฐบาลป๋าเปรม 1, 2, 3.....ซึ่งถ้าเกิดความขัดแย้งกันในสภา ป๋าเปรมก็จะเลือกยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งรัฐบาลบิ๊กตู่รอบ 2 ก็คงจะได้เห็นบิ๊กตู่ 1, 2, 3.....เช่นกัน”

สำหรับรัฐบาลป๋าเปรมจะมีความโดดเด่นและถูกกล่าวถึงตลอดมา ก็คือการมีทีมเทคโนแครตและทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความรู้ความสามารถและไว้วางใจเข้ามาช่วยทำงาน เช่น นายเสนาะ อุนากูล, นายสมหมาย ฮุนตระกูล, นายสุธี สิงห์เสน่ห์, เรืออากาศโท ศุลี มหาสันทนะ เป็นต้น

ขณะที่ “บิ๊กตู่” จะมีความแตกต่างกับป๋าเปรม ในเรื่องการดึงคนเข้ามาช่วยงานบริหารบ้านเมือง สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในการทำงานของป๋าเปรม หากใครมีเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน จะไม่เอาไว้ และจะมีการปรับออกจากการเป็นรัฐมนตรีทันที

อีกทั้ง “ป๋าเปรม” ไม่ได้เข้ามาด้วยการปฏิวัติ หรือการมีรัฐธรรมนูญเพื่อการสืบทอดอำนาจ แต่มาตามครรลอง ตามคำเชิญของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ให้เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ตั้งแต่สมัยที่ 1-3 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 - 3 สิงหาคม 2531

หลังการยุบสภาครั้งสุดท้ายในรัฐบาลเปรม 3 และจัดให้มีการเลือกตั้ง ปรากฏว่าป๋าเปรมก็ตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกฯ แม้จะมีพรรคการเมืองไปเชิญก็ตาม

“ช่วงปลายรัฐบาลเปรม 3 ที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง เริ่มมีกระแสคัดค้านของ 99 นักวิชาการ ไม่เห็นด้วยให้ป๋าเปรมเป็นนายกฯ สมัยที่ 4 เมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีการร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำ ก็ได้ไปเชิญ ป๋าเปรม มาเป็นนายกฯ สมัยที่ 4 แต่ป๋าเปรมปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง”

นั่นคือวิถีทางการเมืองและการเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี 5 เดือนของ พล.อ.เปรม แต่เส้นทางนายกรัฐมนตรีบิ๊กตู่ที่ผ่านมาแล้ว 5 ปี และกำลังจะมีการจัดตั้งรัฐบาลรอบ 2 จะอยู่ยาวไปถึง 4 ปีนั้น ข้าราชการบำนาญคนเดิม และนักการเมืองขั้ว พปชร.มีความเห็นตรงกันว่า นอกจากกติกาตามรัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยแล้ว ยังเป็นผลจากการเจรจาต่อรองที่ทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์จนเป็นเหตุให้ พปชร.ต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเองออกไปเพื่อให้การตั้งรัฐบาลสำเร็จได้

และการได้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมว่ากันว่ายอมให้เป็นประธานสภาฯ อีกตำแหน่ง น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เพราะ ปชป.ยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็เท่ากับไปเป็นเปลือกหอยห่อหุ้มที่คนกล่าวหาว่ารัฐบาล พปชร.ที่มีบิ๊กตู่เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการได้ด้วย

“ปชป.ต้องการพาณิชย์ กับเกษตรฯ หรือภูมิใจไทย ต้องการคมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยว ก็ต้องให้ ทุกพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต่างก็แฮบปี้กระทรวงกันไปแล้ว และเชื่อว่า ปชป. ภูมิใจไทยจะไม่กบฏต่อ พปชร. และร่วมรัฐบาลกันไป แต่ใช่ว่าพรรคเหล่านี้จะมีอำนาจเหนือพลังประชารัฐ เพราะเมื่อบิ๊กตู่เป็นนายกฯ ได้แล้ว ก็ยังมีไพ่ให้เล่นอีก เพียงแต่ยังไม่เปิดออกมาตอนนี้ บีบกันมากก็ปรับ ครม.ได้ แต่ถ้าสาหัสก็ยุบสภาเหมือนที่ป๋าเปรมบริหารมาแล้ว”

โดยเฉพาะสังคมต้องจับตามองเรื่องของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือหุ้นสื่อ อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกกต.ไว้วินิจฉัยและมีมติเสียงข้างมากเอกฉันท์ 8: 1 เสียงให้ธนาธรหยุดปฎิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรค 2 ไว้จนกว่าศาลฯจะมีคำวินิจฉัย

“เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้แล้ว หากธนาธรไม่ได้เข้าสาบานตนซี่งมีขึ้นในวันที่ 24 พค.นี้ ก็ไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองได้ บรรดา ส.ส.อนาคตใหม่ก็เห็นแล้วว่าหัวหน้าพรรคยังเอาตัวไม่รอด พวกนี้แหละจะแหกมติโหวตให้บิ๊กตู่เป็นนายก และอีกไม่นานก็จะมีคดีปิยะบุตร ตามด้วยคดีธนาธรปล่อยกู้ 110 ล้าน อาจถึงขั้นยุบพรรคได้”


นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์กันในพรรคขั้ว พปชร.ว่า หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ส.ส.จะต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งคาดกันว่าจะไปเพื่อไทย 20 คน ไปพลังประชารัฐ 30 กว่าคน ไปภูมิใจไทย 20 คน โดย ส.ส.ที่ย้ายไปกลุ่มนี้ไม่เรียกว่างูเห่า เพราะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่จะไปเพิ่มจำนวนให้ พปชร.มีความแข็งแกร่งขึ้นมาก

“เมื่ออนาคตใหม่ถุกจัดการไปได้แล้ว ย่อมมีผลให้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านไปตลอด ต้องยอมรับว่าคนกำหนดวัน เวลา ได้พอเหมาะพอดี”

นอกจากนี้ พปชร.ก็ยังเฝ้าดูพรรคการเมืองที่จะเกิดงูเห่าย้ายขั้วมาอยู่กับ พปชร.ซึ่งก็มีโอกาสจะเกิดได้เช่นกัน อย่างกรณีของพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่มี ส.ส.6 เสียง และกำลังมีปัญหาลูกพรรคตามทวงเงินเลือกตั้ง และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรค ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปแล้วก็จะเกิดงูเห่าได้ไม่ยาก

ประเด็นของความมั่นใจที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี ยังมาจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้บรรดาขุนพลพรรคเพื่อไทย ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และที่ย้ายไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ ต้องสูญหายไปจากระบบ ส่วนที่เป็น ส.ส.136 คน ต่างก็เชื่อว่าไม่สามารถอภิปรายโค่นล้มรัฐบาลบิ๊กตู่ได้แน่

“โครงสร้างการเมืองที่เป็นอยู่ ไม่เอื้อให้ระบอบทักษิณฟื้นขึ้นมาได้แล้ว บรรดาขุนพลฝีปากกล้า อภิปรายเก่งของเพื่อไทยไม่มีแล้ว พวกที่ไปอยู่ไทยรักษาชาติก็ถูกยุบพรรคไปแล้ว ทุกอย่างดูจะเข้าล็อกนายกฯ บิ๊กตู่ ที่ต้องการจะจัดการระบอบทักษิณให้เสร็จสิ้น การอยู่อีก 4 ปี ก็น่าจะทำอะไรได้อีก”

แหล่งข่าวจากขั้ว พปชร.บอกว่า หลังสิ้นสุดรัฐบาลบิ๊กตู่ครั้งนี้ หลายฝ่ายอาจคิดว่าถ้าไม่มี ม.44 จะทำให้บิ๊กตู่อยู่ยากในรัฐบาลบิ๊กตู่ 2 อาจเป็นเรื่องที่คาดการณ์ผิดก็เป็นได้ เพราะมีการคุยๆ กันในระดับแกนนำ บอกว่ารัฐบาลจะมีกฎหมายตัวหนึ่งใกล้เคียงกับ ม.44 ประกาศออกมาบังคับใช้ และจะเป็นเครื่องมือให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” อยู่ได้ยาวแน่นอน!



กำลังโหลดความคิดเห็น...