xs
xsm
sm
md
lg

“นิด้า-ม.หอการค้า” แนะ 11 วิธี กู้วิกฤตเศรษฐกิจยุค “บิ๊กตู่”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ดร.ธนิต” ติง ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “บิ๊กตู่ 2” เลิกใช้บริการ “ดร.สมคิด” นักวิชาการชี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาว่างงาน และรวยกระจุก-จนกระจาย โดยจัดงบโครงการพัฒนาให้ส่วนท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน “ศ.ดร.ดิเรก” ระบุ รัฐควรอุดหนุนงบส่วนกลางให้ 50% ด้าน “ดร.ธนวรรธน์” แนะ ปรับค่าเงินบาทให้อยู่ในระนาบเดียวกับประเทศคู่แข่ง ป้องกันการแย่งตลาดส่งออก พร้อมเสนอ ททท.ใช้ความคุ้มค่าเป็นจุดขาย ดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย

ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบ ชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างขั้วที่สนับสนุนและขั้วที่ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามและกำลังเป็นที่จับตาอยู่ในขณะนี้ก็คือ ใครบ้างที่ถูกวางตัวให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอยู่ในปัจจุบัน และรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งแก้ปัญหาอะไรบ้างเพื่อคลี่คลายวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ให้ดีขึ้น
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์นั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ โดย ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจของไทยมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในต่างประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยภายในประเทศ

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศนั้นปัจจัยหลักๆ เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำและมีการแข่งขันสูง ซึ่งทางแก้ที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำได้นั้นมีอยู่ 4 ประการด้วยกัน คือ 1) การปรับค่าเงินบาทให้อยู่ในระนาบเดียวกับประเทศคู่แข่ง เนื่องจากรายได้ของประเทศไทยเกี่ยวพันกับการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ กำลังซื้อของประเทศต่างๆ ลดลง ถ้าสินค้าของเราแพงกว่าคู่แข่งมากก็แข่งขันลำบาก แต่ถ้าต่ำเกินไปก็อาจจะเสียโอกาสในการทำกำไรหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเงินบาทของไทยแข็งค่ามาก ดังนั้นรัฐบาลควรปรับค่าเงินบาทให้อยู่ในระนาบเดียวกับประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ เพื่อป้องกันปัญหาถูกแย่งตลาด

2) ให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ช่วยทำการตลาด โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย กัมพูชา ซึ่งยังอยู่ใน 20 อันดับที่ตลาดส่งออกยังเป็นบวกอยู่ 3) อำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการขนส่งสินค้าบริเวณแนวชายแดน 4) รัฐบาลต้องออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งประชาสัมพันธ์และทำการตลาดให้ต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าต่อการท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากในภาวะที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะพิจารณาว่าไปประเทศไหนแล้วคุ้มที่สุด นอกจากนั้นรัฐบาลต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในจุดตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและกลับมาเที่ยวอีก
ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)
ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการ 5 ประการด้วยกัน คือ 1) ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น นำยางพารามาทำบล็อกปูพื้น นำปาล์มมาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรก็จะมีความสามารถในการจับจ่ายมากขึ้น 2) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสามารถในการจัดซื้อจัดจ้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจระดับท้องถิ่นมีการหมุนดีขึ้น 3) ใช้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ดึงนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย 4) รัฐบาลใหม่ต้องทำการเมืองให้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ไม่มีการประท้วง ไม่มีการเมืองนอกสภา และ 5) จัดทีมเศรษฐกิจให้เหมาะกับเนื้องาน

ด้าน ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้นประเทศไทยมีปัญหารวยกระจุก จนกระจาย ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าปี 2557-2558 เนื่องจากรัฐบาลมีการลงทุนในโครงการก่อสร้างต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาคือรายได้และการขยายตัวทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตน้อย ขณะที่เศรษฐกิจระดับรากหญ้ากลับไม่ดี มีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง แม้รัฐบาลจะมีการแจกเงินในโครงการประชานิยมต่างๆ แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงาน จึงไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือต้องทำให้เศรษฐกิจระดับจุลภาคดีขึ้น โดย 1) เร่งแก้ไขปัญหาการว่างงาน และ 2) เพิ่มเม็ดเงินลงสู่รากหญ้า โดยใช้กลไกระดับท้องถิ่นในการสร้างงานสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาทิ การก่อสร้าง ซึ่งว่าจ้างผู้ประกอบการและแรงงานในชุมชน โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณ 50% และหน่วยงานส่วนท้องถิ่นออกเอง 50% เมื่อผู้ประกอบการในท้องถิ่นมีงานเข้ามาก็จะมีรายได้และมีการจ้างงานมากขึ้น ส่วนคนในท้องถิ่นก็มีรายได้ กำลังซื้อก็จะเพิ่มมากขึ้น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้าง ผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย
ขณะที่ ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้าง ผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย ชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนระดับรากหญ้าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นมีผลมาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1) หนี้ภาคครัวเรือน ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 14 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าจีดีพี ทำให้คนไทยมีทั้งภาระหนี้และภาระดอกเบี้ย โดยมีคนไทยที่มีปัญหาหนี้อยู่ถึง 166,000 คน ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องหาทางเพิ่มรายได้ให้ประชาชนเพื่อลดปัญหาหนี้สิน 2) ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิตและชีวิตของประชาชนที่อยู่ในภาคการเกษตร ดังนั้นรัฐบาลต้องพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว 3) สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อภาคการเกษตร การค้า และอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อแรงงานในด้านนั้นๆ ด้วย แม้ปัญหานี้รัฐบาลจะแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้ แต่สามารถหามาตรการรองรับผลกระทบดังกล่าวได้

ดร.ธนิต ยังได้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศว่า ต้องยอมรับว่าแม้นโยบายรัฐบาล คสช. จะส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี เติบโต แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ทุกรัฐบาลนิยมใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รายได้จากเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลชุดนี้กลับกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องมีโครงการที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่น เช่น การสร้างบ่อเก็บน้ำ การพัฒนาถนน ที่มีการจ้างงานผู้รับเหมารายย่อยในท้องถิ่น

ส่วนโครงการ EEC ก็เป็นโครงการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะ 3 จังหวัดที่อยู่ในโครงการ ขณะที่นักลงทุน 60-70% เป็นนักลงทุนต่างชาติซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลยาวนานถึง 12 ปี ซึ่งตรงนี้ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้มหาศาล ขณะที่อุตสาหกรรมที่ลงทุนใน EEC เป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไม่ต้องการแรงงาน จึงไม่เกิดการกระจายรายได้เท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องส่งเสริมการลงทุนนอก EEC ด้วย ขณะเดียวกันการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ก็ควรมีเงื่อนไขเรื่องการจ้างงานแรงงานไทยด้วย จากปัจจุบันที่มีเงื่อนไขในเรื่องนี้

สำหรับการแจกเงินในโครงการประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาล คสช.นั้น ไม่ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้งเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังเข้าไปสู่ร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นธุรกิจผูกขาด รัฐบาลใหม่จึงต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงไปสู่ร้านค้าของชาวบ้านในชุมชน สำหรับการส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยนั้นไม่ควรส่งเสริมการแข่งขันในเชิงปริมาณ เนื่องจากประเทศคู่แข่งต่างๆ เช่น เวียดนาม เมียนมา มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้ รัฐบาลชุดใหม่ควรส่งเสริมเรื่องการพัฒนาคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มซึ่งจะมีโอกาสแข่งขันในตลาดโลกได้มากกว่า อย่างไรก็ดี ในภาคการประมงนั้นถือว่าไทยยังสามารถแข่งขันได้ แต่ต้องทำประมงโดยไม่ละเมิดกฎ IUU

ส่วนประเด็นทีมเศรษฐกิจที่คาดการณ์กันว่าน่าจะเป็นทีมของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่กุมบังเหียนด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีแนวโน้มว่าน่าจะได้เป็นรัฐบาล และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิดนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำในปัจจุบัน ในมุมมองของ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ เห็นว่า รัฐบาลใหม่จะต้องจัด ครม.ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าทีมเศรษฐกิจเป็นใครบ้าง ยังไม่รู้ว่าทีมเศรษฐกิจจะเป็นชุดเดิมหรือเป็นทีมใหม่ และรัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร จึงยังไม่สามารถวิจารณ์ได้ว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีความเหมาะสมหรือไม่

“ที่ผ่านมารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ คงรู้ดีว่าต้องปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง” ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

ขณะที่ ดร.ธนิต เห็นว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล ควรจะเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด

“จะเห็นได้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลใช้ทีมเศรษฐกิจทีมเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้ ผมแนะนำให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ ดูอย่างรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ทุก 2 ปี เพราะปัญหามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” ดร.ธนิต ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น...