xs
xsm
sm
md
lg

ตกงานอ่านตรงนี้ !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“รองเลาขาธิการสำนักงานประกันสังคม” เตือน ถูกเลิกจ้างให้รีบขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ภายใน 30 วัน เพื่อรับเงินทดแทน สูงสุด 50% ของค่าจ้าง นาน 6 เดือน แจงเงินส่งสมทบไม่หายไปไหน เก็บไว้เป็นเงินออมยามเกษียณ ส่งสมทบไม่ถึง 15 ปี รับบำเหน็จเงินก้อน 6% ของเงินเดือน คูณจำนวนเดือนที่ส่ง บวกผลตอบแทนจากกองทุนประกันสังคม หากส่งสมทบ 15 ปีขึ้นไป รับบำนาญตลอดชีพ ส่งเกิน 15 ปี ได้เพิ่มอีกปีละ 1.5% แม้เสียชีวิตทายาทมีสิทธิรับแทน ชี้ รับบำนาญ 5 ปีก็คุ้มแล้ว
จากภาวะอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์เงินเดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ธุรกิจสื่อ ตลอดจนธุรกิจและโรงงานทิ่นำนวตกรรมปัญญาประดิษฐ์มาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์ ขณะที่พนักงานลูกจ้างอาจไม่ทราบว่ากรณีที่ถูกเลิกจ้าง ประสงค์จะลาออก หรือแม้แต่เออรี่รีไทร์ และเกษียณอายุ ตนเองจะได้รับสิทธิอะไรบ้างจากกองทุนประกันสังคมซึ่งตนได้ส่งเงินสมทบมาตลอดอายุงาน
นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงถึงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างจากการสิ้นสุดการจ้างงานว่า ในที่นี้ขอแบ่งออกเป็น 3 กรณี
1) กรณีถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
2) กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
3) กรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย หรือธรณีพิบัติ ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชนและถึงขนาดผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติได้รับเงินทดแทน ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
ทั้งนี้ใน 1 ปีปฏิทิน หากมีการยื่นขอรับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ทั้งกรณีถูกเลิกจ้าง และกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน รวมกันไม่เกิน 180 วัน โดยการขอรับเงินทดแทนนั้นผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนว่างงานและรายงานตัวที่สำนักงานประกันสังคม หรือรายงานตัวผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (เว็บไซต์ www.empui.doe.go.th) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างฯ เพื่อมิให้เสียสิทธิในการรับเงินทดแทน อีกทั้งในระยะที่ว่างงานและได้รับเงินทดแทนนั้นผู้ประกันตนจะต้องรายงานตัวทุกเดือนอีกด้วย

รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อว่าสำหรับกรณีสิ้นสุดจ้างเนื่องจากเออรี่รีไทร์หรือเกษียณอายุ นั้นการขอรับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมจะอยู่ในกรอบของสิทธิประโยชน์ชราภาพ ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิชราภาพนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ 2 ข้อ คือ 1.ต้องอายุ 55 ปี และ 2.ออกการเป็นผู้ประกันตน (หากอายุครบ 55 ปี แต่ยังเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบอยู่ก็ยังขอใช้สิทธิชราภาพไม่ได้) จากนั้นจึงมาดูว่าส่งสมทบครบ 15 ปีหรือไม่ หากส่งสมทบไม่ถึง 15 ปีจะรับเป็นบำเหน็จ แต่ถ้าครบ 15 ปีจะได้รับเป็นบำนาญ โดยสิทธิเงินชราภาพนั้นเริ่มนับหลังจากมีพระราชบัญญัติในเรื่องนี้เมื่อปี 2542
โดยสิทธิประโยชน์ชราภาพ มีดังนี้
1)บำเหน็จชราภาพ มี 2 กรณีคือ
1.ผู้ประกันตนส่งสมทบไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อนเท่ากับ
จำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตนที่ถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยจะขอรับจากสำนักงานประกันสัมคมได้เมื่ออายุครบ 55 ปี
ตัวอย่าง การคำนวณบำเหน็จชราภาพ
นาย ก. ได้เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท ทำงานเป็นเวลา 10 เดือน ส่งสมทบเดือนละ 300 บาท (3% ของเงินเดือน)
บำเหน็จชราภาพของ นาย ก. = เงินส่งสมทบแต่ละเดือนของนาย ก. X จำนวนเดือนที่ส่ง
= 300 X 10 = 3,000 บาท
2. ผู้ประกันตนส่งสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป (เริ่มนับหลังจากมีพระราชบัญญัติในเรื่องนี้เมื่อปี
2542) แต่ไม่ถึง 15 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินส่งสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม พร้อมกับผลประโยชน์ตอบแทนที่สำนักงานประกันสังคมประกาศเป็นปีๆไป
ตัวอย่าง การคำนวณบำเหน็จชราภาพ
นาย ข. ได้เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท ทำงานเป็นเวลา 10 ปี นาย ข. ส่งสมทบเดือนละ 300 บาท (3% ของเงินเดือน) นายจ้างส่งสมทบเดือนละ 300 บาท (3% ของเงินเดือน
บำเหน็จชราภาพของ นาย ข. = [( เงินส่งสมทบแต่ละเดือนของนาย ข. + เงินส่งสมทบของนายจ้าง) X จำนวน
เดือนที่ส่ง] + ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้จากการนำเงินกองทุนประกันสังคมไป
บริหาร
= [(300+300) X (10 ปี X 12 เดือน) + ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้จากการนำ
เงินกองทุนประกันสังคมไปบริหาร
= (600 X 120) + ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้จากการนำเงินกองทุนประกันสังคม
ไปบริหาร
= 72,000 บาท + ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้จากการนำเงินกองทุนประกันสังคม
ไปบริหาร

2)บำนาญชราภาพ จะได้รับในกรณีที่จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 15 ปีขึ้นไป (โดยเริ่มนับหลังจากมี
พระราชบัญญัติในเรื่องนี้เมื่อปี 2542 ซึ่งการจ่ายเงินสมทบจะต่อเนื่องหรือไม่ก็ได้) โดยจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

การคำนวณเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับนั้นจะขึ้นกับระยะเวลาที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ โดยมีสูตรดังนี้ คือ
1. จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ได้รับเงินบำนาญชราภาพ ในอัตรา 20% ของค่าเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ก่อนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
2. จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปีขึ้นไป) ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพ ตามข้อ 1) ขึ้นอีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน
3.กรณีผู้ประกันตนรับเงินบำนาญไปแล้วแต่รับยังไม่ครบ 60 เดือนแต่มาเสียชีวิตก่อน ทายาทของผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนเสียชีวิต

ทั้งนี้ การนับระยะเวลาส่งเงินสมทบนั้นไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน เช่น ทำงานและส่งเงินสมทบตามมาตรา 33 มา 5 ปี แล้วออกจากงาน ไม่มีการส่งเงินสมทบ 1 ปี พอปีต่อมากลับเข้าทำงานและส่งเงินทบใหม่ ก็จะนับระยะเวลาส่งสมทบต่อจากปีที่ 5 หรือหากออกจากงานแต่สมัครเป็นผู้ประกันตามมาตรา 39 ก็ให้นำระยะเวลาการส่งสมทบตาม 39 มานับรวมด้วย
“คือการส่งสมทบตามมาตรา 33 และ 39 จะเว้นการส่งอย่างไรก็ได้ และเอาระยะเวลาการส่งสมทบทั้งสองมาตรามานับรวมกัน แม้ว่าจะมีการย้ายบริษัทก็นับระยะเวลาส่งสมทบแบบต่อเนื่อง หรือในในกรณีที่ผู้ประกันตนส่งสมทบทั้งตามมาตรา 33(ลูกจ้างในสถานประกอบการ/พนักงานเอกชน) มาตรา 39 (ลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และส่งสมทบเองหลังออกจากงาน ) และมาตรา 40 (ผู้ที่มีอาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ) ก็ให้รับและคำนวณสิทธิประโยชน์ตามช่วงเวลาที่ส่งสมทบตามมาตรานั้นๆ ดังนั้นผู้ประกันตนมั่นใจได้ว่าไม่ว่าส่งสมทบในรูปแบบใดก็ได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่ ” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว
ตัวอย่างการคำนวณบำนาญชราภาพ
1) จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ได้รับเงินบำนาญชราภาพ ในอัตรา 20% ของค่าเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ก่อนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
2) จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปีขึ้นไป) ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพ ตามข้อ 1) ขึ้นอีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน
กรณีนาย A
นาย A ส่งเงินสมทบมาตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2561 รวมเวลา 18 ปี ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย อยู่ที่ 15,000 บาท
สูตรคำนวณบำนาญชราภาพ คือ (20% ของค่าเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย) +( N% ของค่าเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย)
หมายเหตุ : N = จำนวนปีที่เกิน 15 ปี X 1.5

สูตรคำนวณบำนาญชราภาพของ นาย A คือ
(20% X 15,000) + [ ( 3 X 1.5) X 15,000)
3,000 + (4.5 X 15,000)
3,000 + 675 = 3,675 บาท
ดังนั้นเงินบำนาญที่ นาย A ได้รับในแต่ละเดือน = 3,675 บาท

รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ยังกล่าวด้วยว่า ผู้ประกันตนที่ไม่ค่อยได้ใช้การรักษาจากประกันสังคมเนื่องไม่ค่อยเจ็บป่วย ไม่เป็นโรคร้ายแรงหรือไม่เคยเข้ารับการผ่าตัด อาจจะรู้สึกว่าส่งเงินสมทบประกันสังคมไปแล้วไม่ได้อะไร เนื่องจากไม่ทราบว่าเงินที่ส่งสมทบในอัตรา 5% ของเงินเดือนนั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 2% ถูกนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ประกันตนแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เช่นกรณี ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ซึ่งหากไม่เกิดเหตุผู้ประกันก็ไม่ได้ใช้ และที่เหลืออีก 3% จะเก็บสะสมเป็นเงินออมไว้เป็นเงินชราภาพ อาทิ ถ้าเงินเดือน 15,000 ต้องส่งสมทบประกันสังคมเดือนละ 750 บาท (5% ของเงินเดือน) เงินส่วนนี้จะถูกกันมาสะสมเป็นเงินชราภาพ 450 บาท (3% ของเงินเดือน) และมีเงินที่นายจ้างส่งสมทบให้อีก 450 บาท เงินส่วนนี้ถือเป็นเงินออมที่ผู้ประกันจะได้รับเมื่อเกษียญอายุ
“ ซึ่งหากเลือกรับเป็นเงินบำนาญ ตามสูตรการคำนวณของสถาบันการเงินพบว่า รับบำนาญแค่ 5 ปี ก็คุ้มกับเงินที่ส่งสมทบแล้ว แต่ถ้าผู้ประกันตนร่างกายแข็งแรง ได้รับเงินบำนาญเกินกว่า 5 ปี ก็ถือเป็นกำไร ” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุ

อย่างไรก็ดี การวางงานในกรณีที่ไม่ใช่การเกษียณอายุ แต่ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน จะได้รับความคุ้มครองต่ออีก 6 เดือน โดยได้รับการคุ้มครอง 4 กรณี ได้แก่ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต และสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ภายใน 6 เดือน โดยต้องเป็นลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ลูกจ้างในสถานประกอบการ/พนักงานเอกชน) มาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน โดยจะต้องส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท และได้รับความคุ้มครองใน 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ (บำเหน็จหรือบำนาญ) และเสียชีวิต
หรือเลือกเป็นผู้ประกันตรตามมาตรา 40 ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ โดยเลือกจ่ายเงินสมทบได้ 3 แบบ คือ 70 บาทต่อเดือน 100 บาทต่อเดือน และ 300 บาทต่อเดือน และได้รับความคุ้มครอง 3 , 4 หรือ 5 กรณี (ขาดรายได้ เจ็บป่วย-ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร บำเหน็จชราภาพ เงินค่าทำศพ )

ดังนั้นแม้ว่าจะลูกจ้างจะประสบปัญหาการว่างงาน แต่ก็ยังมีสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งที่จะได้รับจากกองทุนประกันสังคมซึ่งจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ระดับหนึ่ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...