xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กตู่” ยื่นเงื่อนไข “เพื่อชาติ” พปชร.รับได้ เป็นนายกฯ ให้!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เบื้องหลัง “บิ๊กตู่” อุบไต๋ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธจะเล่นการเมือง พร้อมเป็นรายชื่อนายกฯ ให้พรรคพลังประชารัฐหรือไม่? เผยมีธงชัดเจน ยึดภารกิจเพื่อบ้านเมืองเป็นหลัก ต้องมีอำนาจจริงในการเลือกรัฐมนตรี “สุริยะ-สมศักดิ์” อยู่ได้ แต่ไม่ใช่มาบีบต้องเป็นรัฐมนตรี “โคล้านตัว-ส.ป.ก.4-01” ต้องล้ม! ชี้บิ๊กตู่ ถือไพ่เหนือกว่า โพลในโพลนอกชัดเจน คนเลือกบิ๊กตู่ไม่สนใจ พปชร. ระบุหากคำตอบเป็นที่พอใจ “บิ๊กตู่” มาแน่ พร้อมปรับยุทธศาสตร์ปั่นกระแสบิ๊กตู่เป็นหลัก ขณะเดียวกัน จับมือประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ขณะที่ ปชป.ยื่นเงื่อนไขเดียว หากชนะเลือกตั้งได้คะแนนเป็นที่ 1 ต้องให้ “มาร์ค” นั่งนายกฯ

หลังมีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้มีการนัดประชุมด่วนเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง และได้มีมติกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. และเปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ พร้อมบัญชีผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4-8 ก.พ.ที่จะถึงนี้

ที่ผ่านมาสังคมก็จับจ้องไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าจะตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองหรือไม่? หากเข้าสู่สนามการเมือง จะเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ อย่างไร?
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ทุกครั้งดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์จะบอกเพียงว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่มีใครมาเชิญ และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาหลังประกาศวันเลือกตั้งแล้ว บิ๊กตู่ก็ยังคงอุบไต๋ บอกเพียงสั้นๆ ว่า “ยัง” ไม่ตัดสินใจทางการเมือง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลบอกว่า การที่บิ๊กตู่ยังคงอุบไต๋นั้นเป็นเพราะบิ๊กตู่ไม่ใช่คนที่อ่อนด้อยทางการเมือง แต่ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับทีมงานที่ใกล้ชิด และรู้ว่าการเมืองหลังเลือกตั้งไม่ใช่เป็นการเมืองแบบที่บิ๊กตู่เป็นอยู่ ที่จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรืออำนาจ คสช.จัดการทุกอย่างได้ โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ในสถานะนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะสามารถทำอะไรได้แค่ไหน เพียงใด

“แต่ท่านไม่ได้ถอดใจนะ แม้จะไม่อยากเป็นก็ตาม เพราะท่านเป็นทหาร ต้องทำภารกิจที่รับมาแล้วให้เสร็จ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ได้แค่ไหน ก็แค่นั้น และเมื่อคิดจะให้ท่านไปก็ต้องฟัง จะมาบังคับให้ทำแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่ฟังก็ไม่ไป

แหล่งข่าวบอกว่า ต้องไม่ลืมว่าโพลของสำนักต่างๆ หรือแม้กระทั่งโพลของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการทำสำรวจกันอย่างต่อเนื่อง ก็ชี้ชัดแล้วว่าประชาชนนิยมในตัวบิ๊กตู่ และอยากให้บิ๊กตู่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่รู้จักในนามนิด้าโพล ซึ่งมีการสำรวจเป็นช่วงๆ ทั้งหมด 6 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 15-16 มี.ค. 2561 ครั้งที่ 2 วันที่ 8-9 พ.ค. 2561 ครั้งที่ 3 วันที่ 17-19 ก.ค. 2561 ครั้งที่ 4 วันที่ 17-18 ก.ย. 2561 ครั้งที่ 5 วันที่ 20-22 พ.ย. 2561 และครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 2-15 ม.ค. 2562 ในหัวข้อ “ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายเลือกตั้งปัจจุบัน” พบว่าบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกครั้ง จะมีเพียงครั้งที่ 5 ครั้งเดียว ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สามารถเบียด พล.อ.ประยุทธ์ ตกเป็นอันดับที่ 2

ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลพบว่า พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นอันดับที่ 1 ตลอดมา ส่วนพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์ ก็มักจะผลัดกันเป็นที่ 2 และที่ 3


แม้กระทั่งโพลของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มี นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของประชาชนต่อบุคคลและพรรคการเมืองที่จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังพบว่าบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งนั้นก็ยังคงเป็น พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นอันดับที่ 1

“ก็ต้องมาดูกันว่า ทำไมพรรคพลังประชารัฐที่มีอดีตนักการเมืองทั้งในระดับแกนนำจากพรรคอื่นๆ เข้ามารวมอยู่ที่นี่ถึง 187 คน แต่ไม่สามารถขึ้นมาแทรกในใจได้ โพลของพรรคที่มีการสำรวจ ถ้าจะทำให้ได้ ส.ส.อีสาน ขั้นต่ำ 60 คน จากจำนวน ส.ส.อีสาน 116 คน ตามที่ตั้งเป้าไว้ เวลานี้มีการใส่ตัวผู้สมัครไปแล้วที่คิดว่าจะได้จำนวน 52 ที่นั่ง ก็ยังมาเป็นที่ 2 ส่วนที่มาเป็นอันดับที่ 1 หรือพวกนอนมา มีน้อยมากๆ ก็ต้องคิดวิธีการแก้กันว่า 52 ที่นั่ง จะให้มาเป็นที่ 1 ได้อย่างไร”

จากการประเมินของผู้ที่เกี่ยวข้องยังพบว่า จุดแข็งที่สุดของพรรคพลังประชารัฐอยู่ที่ตัวบิ๊กตู่เป็นสำคัญ หากไม่ได้บิ๊กตู่เป็นรายชื่อนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้แบบไม่เห็นฝุ่น แต่ถ้าเป็นบิ๊กตู่ โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็มีสูง

“บิ๊กตู่ มีราคามหาศาลในสายตานักการเมือง ไม่ใช่แค่ในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ขั้วเพื่อไทยก็คิดเช่นกัน”

อย่างไรก็ดี โพลภายในของพรรคพลังประชารัฐที่มีการสำรวจอย่างต่อเนื่อง จะเป็นตัวชี้ยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐจากนี้ไป ก็คือการสร้างหรือปั่นกระแส (จุดแข็ง) ให้มองไปที่หัว (พล.อ.ประยุทธ์) ไม่ใช่มองไปที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะหากบิ๊กตู่ไม่มา ต่อให้ได้กี่เสียงก็ถือเป็นการสูญเปล่า

“ท่านถือไพ่เหนือกว่าบรรดาแกนนำในพรรคพลังประชารัฐ ท่านก็บอกต่อให้รองนายกฯ สมคิด รู้อยู่แล้วว่าคิดอะไร ต้องการทำให้บ้านเมืองสะอาดอย่างไร และเวลานี้การตั้งคณะรัฐมนตรีไม่เหมือนในอดีต จะมาเป็นมุ้งแล้วมากดดันตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้ ต้องโปร่งใส จะว่าท่านต่อรองกับพลังประชารัฐก็ไม่ใช่ แต่จุดมุ่งหมายเพื่อให้การเมืองสะอาดเดินไปได้”

ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องนำสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกไปว่าจะทำได้อย่างไร โดยเฉพาะนโยบายโคล้านตัว ที่มีการผุดขึ้นมา และการปลุกกระแสความนิยมจะทำให้ ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดทองคำ ก็ขอให้เลิกคิดกันได้แล้ว เพราะบิ๊กตู่พูดชัดว่าต้องไม่มีนโยบายเช่นนี้

“ส่วนเรื่องแกนนำบางคนที่มีการบอกไปว่าจะอยู่ในพรรคก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน แต่ไม่ใช่จะมาขอตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการเลือกรัฐมนตรีจริงๆ เพราะพลังประชารัฐอยากได้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็หวังจะไปถึงดวงดาวในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”
(จากซ้าย) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
หากได้ภาพลักษณ์รัฐบาลตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการ โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเปิดตัวเป็นรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ รู้ว่านี่คือภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ ขณะเดียวกัน การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งในขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีการพูดคุยเป็นการภายในก็จะมีการจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย เป็นหลัก

" พรรคประชาธิปัตย์ ก็เชื่อว่าน่าจะได้ประมาณ 120-130 ภูมิใจไทยประมาณ 60-80 แต่พรรคพลังประชารัฐเมื่อเปิดตัวบิ๊กตู่ก็น่าจะได้เป็นหลัก 100 ขึ้นไป แต่ตอนนี้พวกเราก็คิดกันไม่ออกว่า พลังประชารัฐจะได้ ส.ส.มาเป็น100 ได้หรือไม่ถ้าขาดบิ๊กตู่”

แหล่งข่าวบอกว่า จากการพูดคุยกันทั้ง 2 พรรคที่สนับสนุนบิ๊กตู่ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถชนะเลือกตั้งมาเป็นที่ 1 คือชนะพรรคเพื่อไทย ก็ต้องให้โอกาสกับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะสามารถเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคได้ก่อน ซึ่งหมายถึงเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง

“เป็นแค่เงื่อนไขของประชาธิปัตย์ ซึ่งจะมีโอกาสหรือเปล่าก็ต้องดูหลังเลือกตั้ง เวลานี้ต้องยอมรับว่าคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทยยังดีมากๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน เพื่อไทยหวังจะได้ 80-100 ที่นั่ง จาก 116 ที่นั่ง จังหวัดไหนถือเป็นจุดอ่อนของเพื่อไทย เช่นที่กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด เพื่อไทยก็จะลงพื้นที่ถี่ขึ้น และให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นคนไปลุยหาเสียง ซึ่งก็ต้องจับตาดูพรรคเพื่อไทย ว่าจะมีการปรับยุทธศาสตร์ใหม่กับพรรคพันธมิตรอย่างไทยรักษาชาติ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเป็นที่ 1 หรือไม่
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ใช้ข้อมูลเชิงลึก มีการลงพื้นที่สำรวจกันจริงๆ ซึ่งเพื่อไทย ก็อาจจะมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่าต้องแก้จุดอ่อนตรงไหน ที่จะทำให้เพื่อไทยชนะเป็นที่ 1 ให้ได้ เพราะโพลจากสถาบันต่างๆ ชี้ชัดๆ แล้วว่าประชาชนเลือกบิ๊กตู่ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

“ประชาชนอยากได้บิ๊กตู่ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็อยากได้เพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเชื่อว่าเพื่อไทยจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกพรรคต้องตีโจทย์ให้แตก จะได้รู้ว่าจากนี้ไปจะเดินงานการเมืองกันอย่างไรที่จะทำให้ชนะเลือกตั้งได้โดยไม่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องระมัดระวังในการหาเสียงมากขึ้น เพราะเริ่มมีการเก็บข้อมูลจากฝ่ายที่ไม่เอาบิ๊กตู่ เพื่อร้อง กกต. โดยเฉพาะในพื้นที่เพชรบูรณ์ นครพนม และจังหวัดอื่นๆ ที่บรรดาข้าราชการฝ่ายปกครองไปเปิดตัวกับผู้นำท้องถิ่นว่าถ้าอยากได้งบประมาณลงพื้นที่ก็ต้องเลือกพรรคพลังประชารัฐ ถ้าไม่เลือกก็ไม่มีงบประมาณที่จะจัดสรรลงไปให้

“มีทั้งภาพ มีทั้งคลิปเสียง ที่คู่แข่งมีการอัดเอาไว้ พลังประชารัฐก็ต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นพลังประชารัฐก็พังได้เหมือนกัน”

จากนี้ไปก็ต้องดูว่าสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาคาใจ 'บิ๊กตู่' จะได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐหรือไม่? เพราะหากบิ๊กตู่ต้องจำทนให้อดีตนักการเมืองขี่หลัง โดยไม่สามารถเลือกรัฐมนตรีได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างก็จบแบบตัวใครตัวมัน ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้!



กำลังโหลดความคิดเห็น...