xs
xsm
sm
md
lg

รัฐเร่งสกัดค่าครองชีพพุ่ง-หวั่น “คนจน” ลำบาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รัฐบาลติดเบรกค่าครองชีพ สั่งชะลอค่ารถเมล์ก่อนเส้นตาย แต่ค่าไฟฟ้ายังปรับขึ้น 4.3 สตางค์ตามค่า Ft แม้ธนาคารเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอีก 0.25% แต่ไม่สามารถบรรเทารายจ่ายได้ เหตุเพิ่มในบัญชีประจำที่คนออมส่วนใหญ่หนีหลังดอกเบี้ยต่ำยาว ขณะที่พฤติกรรมคนฝากเปลี่ยนไปเลือกฝากตามบัญชีพิเศษที่ให้ดอกเบี้ยสูง แถมตอนนี้ไม่มีโปรโมชั่นใหม่ออกมา แนะรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่าย

ปี 2562 นอกจากรัฐบาลจะเปิดให้มีการเลือกตั้งแล้ว ยังเป็นปีที่ภาคประชาชนต้องเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นราคาค่าบริการของรถโดยสารสาธารณะ และค่าไฟฟ้าที่เริ่มปรับขึ้นในเดือนมกราคมนี้ ด้วยความหวังว่ารัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง น่าจะเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องได้ดีกว่า บนสภาวะที่สภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

เดิมในวันที่ 21 มกราคม 2562 ค่ารถโดยสารรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร จะปรับราคาขึ้นตามประเภทของรถที่ให้บริการ รถโดยสารธรรมดาจัดเก็บไม่เกิน 8 บาท รถโดยสารปรับอากาศ (ครีมน้ำเงิน) ราคา 12-20 บาท รถโดยสารปรับอากาศ (ยูโรทู สีส้ม) ราคา 13-25 บาท รถโดยสารปรับอากาศรุ่นใหม่ (สีฟ้า) 15-25 บาท

ค่าทางด่วนของรถโดยสารปรับอากาศ กรณีที่ผู้โดยสารใช้ทางด่วน ให้เก็บค่าทางด่วนเพิ่มจากค่าโดยสารปกติ 2 บาท ต่อคนต่อเที่ยว รถบริการตลอดคืน ช่วงเวลา 23.00-05.00 น. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1.50 บาทเหมือนเดิม แล้วบวกกับค่าโดยสารปกติ

รถร่วมบริการ ขสมก. 1 บาท โดยรถร้อน จาก 9 บาท เป็น 10 บาท ส่วนรถแอร์ปรับระยะละ 1 บาท จาก 13-25 บาท เป็น 14-26 บาท

ขสมก.-บขส.ขึ้นค่าโดยสาร

พร้อมทั้งปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารสำหรับรถ บขส. และรถร่วมบริการ บขส. ในอัตรา 10% ตามระยะทาง รถโดยสารหมวด 2 (รถโดยสารประจำอยู่ในเส้นทางที่มีจุดเริ่มต้นกรุงเทพฯไปสิ้นสุดจังหวัดต่างๆ) และรถหมวด3 (รถโดยสารประจำทางที่วิ่งระหว่างจังหวัด)

คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมีมติปรับค่าโดยสารขึ้น 10% โดยกำหนดโครงสร้างเป็น 4 ช่วงตามระยะทาง ได้แก่ 40 กิโลเมตรแรก จาก 0.49 บาท/กม.เป็น 0.53 บาท/กม. ระยะทาง 40-100 กิโลเมตร จาก 0.44 บาท/กม.เป็น 0.48 บาท/กม. ระยะทาง 100-200 กิโลเมตร จาก 0.40 บาท/กม.เป็น 0.44 บาท/กม. และระยะทาง 200 กิโลเมตรขึ้นไป จาก 0.38 บาท/กม.เป็น 0.39 บาท/กม.

เช่นเดียวกับประชาชนในต่างจังหวัด ค่ารถ บขส. หรือรถร่วม บขส. ได้รับอนุญาตปรับค่าโดยสารขึ้น 10% ผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างกรุงเทพ-ต่างจังหวัด หรือรถโดยสารระหว่างจังหวัด ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น

เบรกขึ้นค่ารถเมล์-รถทัวร์

แต่จากผลประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อ 17 มกราคม 2562 ได้มอบนโยบายให้คณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) ขสมก. พิจารณาแนวทางลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางที่ได้ประชุมวาระพิเศษ วันที่ 18 มกราคม 2562 มีข้อสรุปว่า ได้สั่งชะลอการขึ้นค่าโดยสารทุกประเภท อาทิ รถเมล์ ขสมก. ที่มีทั้งหมด 2,815 คัน แบ่งเป็นรถเมล์เก่า 2,515 คัน รถเมล์ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) หรือ รถเมล์ใหม่ 300 คัน รวมทั้งรถเอกชนร่วมบริการ ขสมก. ที่มี 3,000 คัน แต่ให้บริการจริงประมาณ 1,300 คัน ซึ่ง 50% ผู้ประกอบการล้มเลิกกิจการไปหมดแล้ว และรถทัวร์ ที่จะปรับขึ้นค่าโดยสารในวันที่ 21 มกราคม 2562 ต้องชะลออกไป

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของภาคประชาชนไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม และเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทางหนึ่ง

ค่า Ft เพิ่ม 4.3 สตางค์

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนยังต้องเตรียมตัวแบกรับภาระค่าไฟฟ้า เนื่องจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้เรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) สำหรับเรียกเก็บเงินงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2562 จำนวน ลบ 11.60 สตางค์ต่อหน่วย ปรับเพิ่มขึ้น 4.30 สตางค์ต่อหน่วย จากที่เรียกเก็บงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2561 ที่ลบ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยเมื่อรวมค่าไฟฐานจะอยู่ที่ 3.6396 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่า Ft เพิ่มขึ้นมาจากต้นทุนของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งน้ำมันและก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หากไม่มีการบริหารจัดการ Ft จะอยู่ที่ 8.10 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจุบันที่เก็บ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 24 สตางค์ต่อหน่วย แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน กกพ.จึงหามาตรการมาดูแลทำให้ค่า Ft ขึ้นมาเพียง 4.3 สตางค์ต่อหน่วย

แม้ว่าเราจะใช้ไฟจำนวนเท่าเดิม แต่เมื่อค่า Ft รอบใหม่ปรับเพิ่มขึ้นและบวกกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดตามต้นทุนค่าไฟฟ้าบวกค่า Ft ดังนั้น บิลค่าไฟตั้งแต่รอบเดือนมกราคม 2562 ค่าไฟฟ้าย่อมต้องสูงกว่างวดเดือนธันวาคม 2561

ดอกเบี้ยฝากขึ้น-ไม่ช่วย

อีกด้านหนึ่งแม้จะเป็นข่าวดีสำหรับผู้มีเงินออม ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินส่งสัญญาณปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% จากเดิม 1.5% ขยับขึ้นเป็น 1.75% ส่งผลให้ธนาคารออมสินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.25% ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทยและไทยพาณิชย์

แต่ความหวังที่จะพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้น มาชดเชยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาจไม่ส่งผลในทางปฏิบัติในตอนนี้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นนั้น เป็นการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากให้สำหรับบัญชีเงินฝากประจำ 3-36 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่เริ่มที่ 1.15-1.85%

ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำนั้น ผู้มีเงินออมจำนวนมาก ได้เปลี่ยนเงินออมจากเดิมที่เคยผูกติดกับบัญชีเงินฝากประจำไปออมในช่องทางอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ขึ้นกับการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

กลุ่มที่ไม่ต้องการเสี่ยงอาจโยกเงินออมไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่มีอายุ 3-10 ปี แม้อัตราดอกเบี้ยไม่สูงนักแต่ก็ดีกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร ซึ่งพันบัตรรุ่นล่าสุดให้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างดี แต่ไม่จำกัดเพดานในการซื้อ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงพันธบัตรรุ่นล่าสุดนี้ได้ เนื่องจากจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางส่วนเลือกซื้อสลากออมสินหรือ ธ.ก.ส. เพื่อหวังการถูกรางวัลนำมาชดเชยแทนดอกเบี้ยเงินฝาก

รอโปรโมชั่นใหม่

ส่วนผู้ที่ยังเลือกออมกับธนาคาร มักเปลี่ยนบัญชีไปตามโปรโมชันที่ทางธนาคารเสนอมา เช่น ฝากประจำพิเศษ 4, 10-11, 17 เดือน ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีเงินฝากประจำทั่วไป ซึ่งบัญชีฝากประจำพิเศษนี้จะต้องเสียภาษีเงินได้อีก 15% หรือย้ายไปออมเงินกับธนาคารที่เปิดบัญชีออมทรัพย์พิเศษแทน โดยบัญชีประเภทนี้จะไม่เสียภาษี (กรณีได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นบาท)

โครงสร้างของบัญชีเงินฝากนั้นได้เปลี่ยนไป คนหนีจากบัญชีเงินฝากประจำไประดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นการที่ธนาคารปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอีก 0.25% สำหรับบัญชีเงินฝากประจำ อาจมีผู้ที่ได้รับประโยชน์เพิ่มจากดอกเบี้ยไม่มากนัก อีกทั้งการจะได้สิทธิดังกล่าวจะต้องรอให้เงินฝากที่มีอยู่ครบกำหนดก่อน

ตอนนี้เงินฝากประจำ 12 เดือนของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับเพิ่มอีก 0.25% อยู่ที่ 1.55% เมื่อหักภาษีแล้วจะเหลือ 1.3175% เทียบกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของบางธนาคารอยู่ที่ 1.5% (ขั้นต่ำ 1 แสนบาทขึ้นไป) คิดดอกเบี้ยให้เป็นรายวัน ถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน คนที่มีบัญชีประเภทนี้อยู่แล้วคงไม่มีใครที่จะย้ายกลับไปบัญชีเงินฝากประจำอีก

เชื่อว่าหลายคนคงรอโปรโมชันเงินฝากจากทางธนาคารสำหรับบัญชีพิเศษ ที่อาจจะออกตามมาในอีกไม่ช้า เนื่องจากตอนนี้บัญชีเงินฝากพิเศษเหล่านี้ยังไม่มีธนาคารใดที่ออกโปรโมชันใหม่ๆ ออกมา และยังรอพันธบัตรรัฐบาลที่อิงกับอัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ซึ่งให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากของธนาคาร แต่หากจะให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้สิทธิในการเข้าถึง ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลังควรมีมาตรการคุมเพดานการซื้อเหมือนครั้งก่อนๆ

รัดเข็มขัดลุ้นดอกเบี้ยกู้-VAT

นอกจากนี้ ยังต้องรอลุ้นด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับขึ้นในวันใด เพราะเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นอีกไม่นานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องปรับตามมา ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีภาระในการผ่อนชำระที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว แม้ยอดเงินในการผ่อนชำระอาจไม่ได้ปรับขึ้น แต่ตัวดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้ระยะเวลาในการผ่อนชำระอาจเพิ่มขึ้นจากเดิม

อีกเรื่องที่ต้องติดตามเช่นกันคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจในเดือนกันยายน 2562 ว่าจะคงที่ระดับ 7% ตามเดิมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองและภาวะการคลังของรัฐบาลว่าจำเป็นแค่ไหน เพราะหากปรับขึ้นย่อมกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในประเทศทั้งหมด และเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อคะแนนนิยมในตัวรัฐบาลด้วยเช่นกัน จนเป็นที่มาของการชะลอการขึ้นค่าโดยสารรถสาธารณะเมื่อ 18 มกราคมที่ผ่านมา

เชื่อว่า แต่ละคนก็มีวิธีที่จะประคองตัวเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ แม้ค่าโดยสารจะถูกชะลอออกไป แต่ค่าไฟฟ้ายังคงปรับขึ้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ใช้จ่ายอย่างประหยัด ลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยจึงเป็นเรื่องที่พึงกระทำ



กำลังโหลดความคิดเห็น...