xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กเต่า” มือชงล้มโฉนดทองคำ “พปชร.” เดินหน้ายึดคืนที่ “ส.ป.ก.” จากคนรวย!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เบื้องหลัง “บิ๊กตู่” สั่งพรรคพลังประชารัฐ หยุดหาเสียง เปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 กว่า 35 ล้านไร่ เป็นโฉนดที่ดินทองคำ วงในลือ “บิ๊กเต่า” มือชง เพราะวันนี้คณะกรรมการ คทช. กำลังเดินหน้ายึดที่ดิน ส.ป.ก. ที่บรรดานายทุนเข้าไปกว้านซื้อจนคนยากคนจนไม่มีที่ทำกิน ต้องไปบุกรุกที่ป่า ทำให้การแก้ปัญหาที่ดินไม่จบสิ้น โดย “บิ๊กเต่า” ประธานอนุกรรมการจัดหาที่ดินเดินหน้าตามคำสั่งนายกฯ ถ้าเป็นคนรวยยึดคืน แต่ห้ามแตะคนจน แถมถือธงเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
นโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ นายสุชาติ ตันเจริญ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. พรรค พปชร. ออกมาประกาศดังๆ ให้คนทั่วประเทศได้รับรู้ว่าพรรคมีนโยบายจะเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 กว่า 35 ล้านไร่ ให้เป็นที่ดินทองคำ พร้อมจะเร่งผลักดันให้เห็นผลตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้

ถือเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ที่มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงโจมตีในทางลบในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้หากมองกันให้ลึงลงไปถือเป็นความเฉียบคมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาตัดไฟเสียแต่ต้นลม ด้วยการให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคยถึงขั้นมีการกล่าวขานว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พปชร. ไประงับแกนนำพรรค พปชร.ในการนำที่ดินส.ป.ก.ไปหาเสียง และยังพูดย้ำในการประชุม ครม.ด้วยว่า “กฎหมายไม่เปิดช่องให้แก้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ยกเว้นโอนให้ทายาท”

เห็นกันชัดๆ “บิ๊กตู่” ไม่ปลื้มนโยบายขายฝันของ พปชร. ที่จะทำให้ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 กว่า 35 ล้านไร่ เป็นโฉนดทองคำ

ว่ากันว่า การสั่งเบรกของ บิ๊กตู่ มีที่ไปที่มาและมีเพื่อนรักอย่าง “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งร่วมอยู่ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีบิ๊กตู่ เป็นประธาน คทช. ร่วมด้วย
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“บิ๊กเต่า” เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร รุ่น 12 มีความเชี่ยวชาญในสายงานกิจการพลเรือน ซึ่งบิ๊กตู่ ให้ความไว้วางใจมากในเรื่องงานประชาสัมพันธ์ และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับ คสช. เคยนั่งเป็นรมว.แรงงาน เพื่อเข้ามาจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และล้างบางค้ามนุษย์ ก่อนจะย้ายมาเป็นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

“จะว่าอยู่เบื้องหลังก็ได้ เพราะการสั่งเบรกจะส่งผลดีกับรัฐบาลบิ๊กตู่ หากไม่ทำก็จะต้องถูกโจมตีว่าบิ๊กตู่หลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็นไล่ยึดที่ดินของรัฐ ที่นายทุนใช้อำนาจเงินเข้าไปบีบซื้อจากคนยากคนจน รวมไปถึงการบุกรุกของพวกนายทุน แต่สุดท้ายก็มาใช้นโยบายเปลี่ยนที่ ส.ป.ก ให้เป็นโฉนด”

แหล่งข่าวจากกระทรวงทรัพย์ บอกว่า บิ๊กเต่า ได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับคนยากคนจนที่ไม่มีที่ทำกิน ให้มีที่ดินของรัฐเพื่อการทำกินอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ

ซึ่ง บิ๊กเต่า นอกจากจะมีฐานะเป็นรองประธาน คทช. ยังเป็นประธานอนุกรรมการจัดหาที่ดินของรัฐ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็คือ การไปจัดหาที่ดินของรัฐทั่วประเทศ ที่ป่าเสื่อมโทรม โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้กลับมาเป็นของรัฐ แล้วนำไปจัดทำเป็นโครงการจัดหาที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ในลักษณะแปลงรวม เพื่อนำไปจัดสรรให้กับราษฎรที่ยากจน โดยไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่อนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในแต่ละจังหวัด ซึ่งมีฝ่ายปฏิบัติการโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานไปดำเนินการต่อ

ซึ่งโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ พล.อ.สุรศักดิ์ จะเข้าไปติดตามการดำเนินงานตามโครงการ คทช.อย่างต่อเนื่อง เช่นโครงการ “แม่แจ่มโมเดล” จังหวัดเชียงใหม่ โครงการ “นาแห้วโมเดล” จังหวัดเลย เป็นต้น

“ที่ ส.ป.ก. 4-01 คือ ที่ดินที่ คทช. กำลังเข้าไปจัดการ สั่งให้หน่วยงาน ส.ป.ก. ไปรวบรวมที่ดินที่ผิดเงื่อนไข ผิดระเบียบทั้งหมด ซึ่งบิ๊กตู่สั่งแล้วว่า ที่ดินที่ผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นคนรวยเข้าครอบครองให้เอากลับมาเป็นของรัฐทั้งหมด แต่ถ้าเป็นคนจนให้ปล่อยไป ไม่ต้องไปตามยึดเด็ดขาด”

แหล่งข่าวบอกว่า พล.อ.สุรศักดิ์ ตั้งธงในการทำงานไว้ชัดเจน คือ ต้องการจะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ทั้งในเรื่องของการปลูกป่า และการป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าของคนยากคนจนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจากการไปติดตามผลการจัดหาที่ดินและการจัดที่ทำกินให้กับราษฎร รวมไปถึงการไปตรวจดูในที่ดิน ส.ป.ก. ก็พบว่า ที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นจำนวนมาก มีทั้งรูปแบบของการเช่า การรวมลงทุน

“ตลกที่สุด ก็คือ มีการเอาคนมาเป็นลูกบุญธรรม เพื่อจะได้โอนเปลี่ยนมือที่ดินได้ ซึ่งเรื่องนี้มีการตรวจพบกันเยอะมาก ทุกอย่างก็ต้องยึดตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้นโยบายไว้ คือใครผิดเงื่อนไข ส.ป.ก. ถ้าเป็นคนรวยเอาคืน แต่ถ้าเป็นคนจนอย่าไปแตะ”

สำหรับที่ดิน ส.ป.ก. คือ ที่ดินบริเวณที่มีการประกาศ เป็นที่ดินที่ได้รับการปฏิรูป และมีการนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้ประชาชนที่ยากจนเข้าทำประโยชน์ด้านการเกษตรในที่ดินที่เรียกว่า ส.ป.ก.4-01 โดยมีหลักเกณฑ์ว่าคนเหล่านี้ต้องมีอาชีพเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว และให้ครอบครองที่ดินได้ครอบครัวละไม่เกิน 50 ไร่

ที่สำคัญ ประชาชนที่ได้รับ ส.ป.ก.4-01 จะได้เพียงแค่เข้าทำประโยชน์หรือทำกินได้ชั่วลูกชั่วหลานหรือตกทอดเป็นมรดกในครอบครัวได้เท่านั้น แต่รัฐไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใดๆ โดยกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ทั้งหมดยังเป็นของ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

แต่ปัญหาเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานและยากที่จะแก้ไขก็คือ บรรดากลุ่มทุนต่างๆ ได้เข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรในราคาถูกๆ โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก.4-01 บางแปลงอยู่ในทำเลที่เจริญมาก และอยู่ติดกับที่ดินที่มีเอกสารสิทธิอันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงทำให้ที่เหล่านี้ต้องตกอยู่ในมือนายทุน

แหล่งข่าวระบุว่า นโยบายโฉนดทองคำของ พปชร. ที่ประกาศว่าจะสามารถซื้อขาย เปลี่ยนมือได้ และสามารถนำไปพัฒนาทั้งในเรื่องของเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมต่างๆ และพัฒนาเป็นรีสอร์ตได้ ขณะที่พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร 2518 มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนที่เข้าครอบครองอยู่แล้ว ยึดที่ดินดังกล่าวได้เช่นกัน อีกทั้งหากออกเป็นโฉนดได้เมื่อไหร่ ราคาที่ดินเหล่านี้ก็จะเพิ่มมูลค่าอีกมหาศาล แต่จะทำให้การบุกรุกที่ดินของรัฐเพิ่มมากขึ้นตามมา

อย่างไรก็ดี ในเรื่องของความเจริญที่เข้าไปยังที่ดิน ส.ป.ก. รวมไปถึงบางพื้นที่ ราษฎรได้รับที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้นั้น คณะกรรมการ คทช.ก็ได้รับทราบข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ บ้างแล้ว และมีการเร่งรัดและให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการหามาตรการแก้ไข และอาจจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมายอย่างไร ก็ต้องมีการนำเสนอไปยังรัฐบาลต่อไป
(ซ้าย )นายสุชาติ ตันเจริญ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรค พปชร.
ทั้งนี้ เพราะปัญหาที่ดินของรัฐ เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งทุกรัฐบาลก็มีความพยายามในการแก้ไข แต่ก็ยิ่งพบว่าที่ดินที่รัฐได้มีการจัดสรรให้ราษฎรที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งแม้จะมีกฎหมายและหลักเกณฑ์บังคับแล้วก็ตาม บรรดานายทุนก็ยังสามารถหาช่องโหว่เข้ายึดที่ดินและครอบครอบที่ดินของคนเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน น.ค.3 ที่ต้องเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง ออกตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 หรือที่ดิน ก.ส.น.5 ที่ต้องเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ ออกตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เมื่อผ่านระยะเวลาในการถือครองและเปิดให้มีการออกเป็นโฉนดได้ก็จะปรากฏเป็นชื่อของบริษัทหรือบรรดานายทุนทันที

ดังนั้น การที่บิ๊กตู่ล้มโครงการหาเสียง เปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดที่ดินทองคำ ของพรรคพลังประชารัฐ ก็น่าจะได้ “ใจ” ประชาชนส่วนใหญ่ และไม่ต้องตกเป็นเป้าโจมตีว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนรวยหรือบรรดานายทุนที่เข้าไปกว้านซื้อที่ดินของรัฐไว้แล้ว!



กำลังโหลดความคิดเห็น...