xs
xsm
sm
md
lg

จับตานโยบายแก้ปัญหา 'คนกำลังจะอดตาย' “พปชร.-เพื่อไทย-ปชป.” ใครเหนือกว่า!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


การเมืองปี 2562 เดือดแน่! จับตานโยบายหาเสียงจะพุ่งเป้าไปที่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง 'คนกำลังจะอดตาย' โดยเฉพาะตัวเลขต่างๆ จะบ่งชี้ถึงความล้มเหลวของรัฐบาลบิ๊กตู่ เทียบนโยบายแก้ปัญหาข้าวของ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และรัฐบาลบิ๊กตู่ ที่กำลังจะส่งต่อพรรคพลังประชารัฐ ของใครสามารถช่วยเกษตกรได้จริง! อีกทั้งเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนต้องตรวจสอบนโยบายที่บรรดาพรรคการเมืองประกาศออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงหรือ? หากเป็นแค่การขายฝัน คะแนนเสียงจะเทให้พรรคพลังประชารัฐและบิ๊กตู่กลับมาเป็นนโยบายทันที!

การเมืองร้อนแล้วจ้า! ปรากฏให้เห็นชัดเจนในการเดินสาย (หาเสียง) พบปะประชาชนของนักการเมืองเกือบทุกพรรค มักจะหยิบยกประเด็นการบริหารงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตอกย้ำและชี้ให้เห็นว่า 'บิ๊กตู่' บริหารงานล้มเหลว   จึงไม่ควรเลือกพรรคที่สนับสนุนบิ๊กตู่เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป

ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญ กำลังถูกนำไปตอกย้ำความรู้สึกของประชาชนในระดับล่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง คนจนกำลังจะอดตาย มีการปลดพนักงานจำนวนมาก หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูง หนี้เสียกลุ่มธุรกิจ SMEs เพิ่มสูงขึ้นจนถึงขั้นทยอยปิดกิจการตามๆ กัน ส่วนในภาคการเกษตร ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย กำลังซื้อหดหาย ส่งผลต่อภาคสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นกัน แม้จะมีการจัดมหกรรมลดราคาตามสถานที่ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถเรียกกำลังซื้อจากประชาชนได้

แม้รัฐบาลบิ๊กตู่จะออกนโยบายเพื่อช่วยคนจนที่มีสารพัดโครงการประชารัฐ, การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งมีการใช้งบตั้งแต่ปี 2559 ต่อเนื่องมาจนล่าสุดด้วยการแจกโบนัสพิเศษคนละ 500 บาท ไว้จับจ่ายช่วงปีใหม่ ได้สร้างปรากฏการณ์คนแห่ต่อแถวยาวรอคิวกดเงินจากตู้เอทีเอ็มล้นหลาม รวมไปถึงมีการช่วยค่าน้ำประปาครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน ค่าไฟครัวเรือนละ 230 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน และยังใจป้ำให้ค่าเดินทางผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2561 ถึงกันยายน2562

ไม่ใช่แค่นี้ รัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเกษตรกรสวนยางอีกไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ และมีการรับซื้อน้ำมันปาล์ม 1.6 แสนตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อกระตุ้นราคาปาล์มน้ำมันในตลาดเช่นกัน

ตามด้วยมาตรการสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัย ที่มอบหมายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไปดำเนินการวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งภายในวันเดียวมีประชาชนแห่ไปจองคิวสูงมีวงเงินถึง 127,000 ล้านบาท ทำให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ สั่งให้ ธอส.ไปพิจารณาจัดทำโครงการนี้ต่อเนื่องในเฟส 2

แต่ทุกๆ โครงการที่รัฐบาลบิ๊กตู่ดำเนินการนั้นกลับถูกกระแสโจมตีด้วยการเชื่อมโยงไปเพื่อการเมืองหรือเพื่อสืบทอดอำนาจทั้งสิ้น โดยเฉพาะโครงการ 'ประชารัฐ' ได้กลายเป็นแรงหนุนให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้า พปชร., นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ พปชร., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ ในฐานะ รองหัวหน้า พปชร. และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมว.สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษก พปชร. มีแต้มต่อพรรคการเมืองอื่นๆ

“พลังประชารัฐได้เปรียบทุกประตู เพราะยังนั่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล มีทั้งอำนาจ ข้าราชการในพื้นที่ยังเกรงใจต้องปฏิบัติตาม แถมยังใช้เงินหลวงหว่านลงพื้นที่ซึ่งจริงๆ ก็เป็นการใช้เงินหลวงหาเสียงให้กับพรรคตัวเอง ซึ่งข้าราชการบางคนถึงขนาดบอกให้ชาวบ้านอย่าลืมเลือกพรรคพลังประชารัฐ” อดีต ส.ส.อีสาน บอก
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
สิ่งที่นักการเมืองแต่ละพรรคออกมาพูดเวลานี้ แสดงให้เห็นว่าแต่ละพรรครู้ถึงปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาพูดถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นข้อมูลจากการไปทำโพลและตรงกับความเห็นของภาคธุรกิจซึ่งพบว่า หนี้ครัวเรือน4ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณ 1.79 ล้านล้านบาท ที่สำคัญหนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้ ด้านธุรกิจSMEs หนี้เพิ่มขึ้น 9.1 หมื่นล้านบาท จากระดับ 1.38 แสนล้านบาทในปี 2557 สู่ระดับ 2.29 แสนล้านบาทในปัจจุบัน ขณะที่เกษตรกร 25 ล้านคนในประเทศยิ่งลำบาก หนี้เสียเพิ่มขึ้น 1.8หมื่นล้านบาท 

นอกจากนี้ประมาณ 68% ของ GDP มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเวลานี้ถูกควบคุมด้วยปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อมีปัญหาการท่องเที่ยวจึงกระทบทั้งประเทศอย่างรวดเร็ว อีกทั้งงบประมาณภาครัฐ 4 ปีที่ผ่านมาขาดดุลงบประมาณไป 2.2 ล้านล้านบาท ในความเป็นจริงเศรษฐกิจควรจะโตกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และในช่วง 2 ปีหลัง กลับพบว่ามีเงินไหลออก 3.6 แสนล้านบาท ส่วนการลงทุนในประเทศก็ลดลงหากเทียบกับGDP ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการออกฎหมายมากมาย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก ประกอบกับไทยเจอกับความถดถอยทางการเมือง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ประชาชนอยู่ยากลำบากมากขึ้น รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นในอันดับต้นๆ ของโลก

เมื่อเศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร รัฐบาลบิ๊กตู่ จึงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจใช้เงินมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมามากกว่าล้านล้านบาทแต่กลับไม่เป็นผล

พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยการประกันรายได้คนไทย ทั้งในเรื่องของที่ดิน และการมีรายได้ของคนรากหญ้าซึ่งถือเป็นสวัสดิการของรัฐ เช่นในเรื่องของที่ดิน ประกอบด้วย

นโยบายโฉนดชุมชน เพื่อที่อยู่อาศัยและทำกิน ด้วยการออก พ.ร.บ.โฉนดชุมชน เพื่อให้สิทธิในการจัดการตนเอง ไปยังชุมชนอย่างแท้จริง

ยกระดับ ส.ป.ก. กู้ได้ เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรัฐ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเกษตรกรรมและสามารถสืบทอดตกถึงลูกหลานได้

เดินหน้าธนาคารที่ดิน เป็นการเพิ่มที่ทำกินให้กับคนไทยซึ่งเป็นการกระจายตัวของที่ดินให้ครอบคลุมความต้องการของประชาชน

เร่งออกโฉนดที่ดินค้างท่อ ที่ตกค้างมานาน ทั้งที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ค.1 น.ส.3 และเอกสารสิทธิต่างๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายให้เสร็จโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังมีโครงการประกันรายได้ขายข้าวเกวียนละ 10,000 บาท, การประกันค่าแรง 120,000 บาทต่อปี, เบี้ยผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน, เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือน, เบี้ยเด็กอายุ 0-8 ขวบ เดือนละ 1,000 บาท เป็นต้น

พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายสานต่อโครงการต่างๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นนโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ว่านโยบายนั้นจะเป็นของพรรคใดมาก่อน หรือเป็นของพรรคคู่แข่งก็ตาม เช่น นโยบาย30บาทรักษาทุกโรค ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้พิสูจน์มาแล้ว พรรคพลังประชารัฐก็จะทำต่อและบูรณาการให้พัฒนาขึ้นไปอีก

หากจะเปรียบเทียบนโยบายด้าน 'ข้าว' ของ 3 พรรค ซึ่งปัญหาหลักของข้าวคือไทยส่งออกข้าวสารเป็นจำนวนมากทำให้อยู่ในสถานะผู้รับราคา หรือ "Price Taker" และผลผลิตข้าวนาปีออกพร้อมกันทำให้ราคาลดลงชั่วคราวในช่วงผลผลิตออก ส่วนวิธีการของพรรคใดจะแก้ไขได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

โดยนโยบายประกันรายได้ของประชาธิปัตย์คือการดูแลให้ระดับรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับจากการขายข้าวเปลือกไม่น้อยกว่ารายได้ขั้นต่ำที่ภาครัฐกำหนด เช่น หากราคาที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายข้าวในระดับรายได้ที่รัฐบาลประกันอยู่ที่ 10,000 บาท แต่โรงสีรับซื้อจากเกษตรกร 8,000 บาท ส่วนอีก2,000 บาทที่ขาดไปนั้นรัฐบาลจะเป็นคนจ่ายให้เกษตรกรโดยตรง

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าเป็นการสะท้อนวิธีคิดที่เข้าใจถึงความเป็นจริงของข้าวที่ไทยเป็นผู้รับราคาได้เป็นอย่างดี โดยหากปีไหนที่ราคาข้าวเปลือกในตลาดต่ำจนทำให้รายได้เกษตรกรไม่ถึงระดับที่รัฐประกันก็จะได้รับการช่วยเหลือ แต่หากราคาในตลาดสูงทำให้รายได้จากการขายข้าวมากกว่าที่รัฐบาลประกันก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ

วิธีการนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกรายได้รับผลประโยชน์โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยเนื่องจากรัฐกำหนดพื้นที่สูงสุดที่เกษตรกรแต่ละรายจะเข้าร่วมโครงการได้

ด้านพรรคเพื่อไทยในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกใช้นโยบายจำนำข้าวเพราะเชื่อว่าไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกจะสามารถเป็น "ผู้กำหนดราคา" ข้าวได้เอง โดยภาครัฐกำหนดราคาจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดเป็นอย่างมาก หรือเท่ากับเป็นการดึงปริมาณข้าวในตลาดมาสู่ภาครัฐเกือบทั้งหมด และผลลัพธ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของโครงการทั้งในส่วนของความไม่สามารถ "ฝืน" กลไกตลาดระยะยาว และการมีปัญหาทุจริตในโครงการทั้งในส่วนของการเก็บรักษาและการระบายข้าว

จนเป็นเหตุให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเป็นนักโทษหนีคดีทุจริตจำนำข้าว รวมไปถึงบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องติดคุกในคดีดังกล่าวเช่นกัน

อีกทั้งนโยบายจำนำข้าว เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับผลประโยชน์เฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ที่มีผลผลิตมาก เช่น เกษตรกรในภาคกลางที่มีนาขนาดใหญ่ และเพาะปลูกได้หลายรอบจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด หรือนั่นก็คือเป็นการสร้าง "ความเหลื่อมล้ำในหมู่ชาวนา" ระหว่างชาวนารายใหญ่กับชาวนารายย่อย  ทั้งยังส่งผลให้โรงสีและผู้ส่งออกที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการรับฝากและการระบายข้าว หรือเท่ากับเป็นการสร้าง "ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดกับไม่ใกล้ชิดรัฐบาล" ได้เช่นกัน 

ดังนั้นนโยบายข้าวของพรรคเพื่อไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม!

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้แผนข้าวครบวงจรเพื่อมุ่งแก้ปัญหาราคาข้าวโดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานข้าวในตลาด โดยหากประเทศไทยผลิตข้าวได้พอดีกับความต้องการใช้ก็จะได้ราคาข้าวที่ดีเอง แต่ผลที่เป็นจริงก็คือหลังจากใช้แผนข้าวครบวงจรแล้วสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพให้กับเกษตรกรอยู่ดี แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจว่าแม้จะคุมผลผลิตให้เท่ากับความต้องการใช้แต่สุดท้ายไทยก็เป็นเพียงผู้รับราคาอยู่ดี ซึ่งในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ราคาตลาดก็ลดลงเป็นปกติ

สำหรับแผนข้าวครบวงจร ท้ายที่สุดรัฐบาลจะจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้กับเกษตรกรทุกราย แต่ในการดำเนินการให้เกิดสมดุลระหว่างผลผลิตกับความต้องการใช้ข้าวนั้นส่งผลให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งต้องลดหรือเลิกการปลูกข้าวแม้ว่าจะด้วยความสมัครใจของตัวเกษตรกรเอง แต่ก็ผ่านโครงการแนะนำต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชอื่น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะชักจูงให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปรับ "ความเสี่ยง" กับพืชชนิดใหม่ที่ตัวเกษตรกรเองไม่คุ้นเคย

อีกทั้งแผนข้าวครบวงจรยังพยายามแก้ไขปัญหาราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากด้วยการใช้นโยบายจำนำ "ยุ้งฉาง" ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมได้คือกลุ่มที่มียุ้งฉางซึ่งถือเป็นส่วนน้อยเท่านั้น แม้ต่อมารัฐบาลจะมีโครงการให้กลุ่มเกษตรกรสร้างยุ้งฉางก็เป็นเพียงการสนับสนุนดอกเบี้ยให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ยินยอมไป "กู้เงิน" มาสร้างยุ้งฉาง

แผนข้าวครบวงจร จึงเป็นความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านโครงการ "นาแปลงใหญ่" และ "นาอินทรีย์" ซึ่งเข้าถึงแค่เกษตรกรเพียง "บางกลุ่ม" ที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าร่วมโครงการได้เท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อทุกพรรคมองเห็นปัญหาเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังต้องเผชิญ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้ง รวมไปถึงพรรคเกิดใหม่ในขั้วเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคระดับกลาง ในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 ก็จะต้องงัดสารพัดรูปแบบออกมาโจมตีรัฐบาลบิ๊กตู่ และพรรคเหล่านี้ก็ต้องชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่โจมตีนั้น ต้องมีทางออกและความหวังให้กับประชาชนได้ด้วย

ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องดูว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำมาเสนอนั้น จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้อย่างไร แต่ถ้านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการขายฝันและไม่สามารถแก้ไขได้จริง คะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกตีกลับไปยังพรรคพลังประชารัฐ ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน!



กำลังโหลดความคิดเห็น...