xs
xsm
sm
md
lg

วัดเชียงใหม่'ไม่สน'ประกาศมหาเถรฯ เปิดพื้นที่ปลุกพระ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สพวช.ทำสำเร็จ จัดงานเสวนาปลุกพระได้ในวัดพันอ้น เชียงใหม่ แถมพระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดมาเป็นประธานเปิดงานเอง เมินประกาศมหาเถรสมาคมที่ห้ามใช้วัดจัดงานที่มีเนื้อหาสร้างความแตกแยก ด้านผู้จัดงานคึกเดินหน้าต่อใช้ ‘วัดพันอ้น’ เป็นต้นแบบ ที่แท้วัดในเชียงใหม่ขึ้นตรงกับวัดปากน้ำ ที่สมเด็จช่วงฯ ส่งไม้ต่อให้เจ้าคุณวิเชียร เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ สายนี้หนุนสมเด็จช่วง ขึ้นสมเด็จพระสังฆราช ส่วนเจ้าอาวาสเคยยื่นหนังสือขอบิณฑบาตยกเลิกมาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย
การจัดเสวนาถอดรหัสกฎหมายกับสงฆ์ไทยในยุค 4.0 ที่วัดพันอ้น จังหวัดเชียงใหม่
นับเป็นครั้งแรกกับการจัดเสวนาของสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ (สพวช.) ในหัวข้อถอดรหัสกฎหมายกับสงฆ์ไทยในยุค 4.0 ที่สามารถจัดงานได้ในพื้นที่ของวัดได้สำเร็จ หลังจากที่เคยจัดมาก่อนหน้าแล้ว 4 ครั้ง

โดย 2 ครั้งแรกจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 3 ประกาศจัดที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ นนทบุรี แต่เปลี่ยนสถานที่เป็นโรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ และครั้งที่ 4 สัญจรไปจัดที่จังหวัดขอนแก่น ระบุที่วัดธาตุ พระอารามหลวง สุดท้ายย้ายไปจัดที่โรงแรมอำนวยสุขแทน

เนื้อหาของการเสวนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสถานการณ์ของพระสงฆ์กับสภาพกฎหมายในปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมากับวงการพระสงฆ์ โดยมีกลุ่มทนายความที่พร้อมให้คำแนะนำกับพระหากถูกดำเนินคดี

จบครั้งที่ 4 มีประกาศมหาเถรสมาคมห้ามใช้วัด

แต่หลังจากการจัดงานครั้งที่ 4 เมื่อ 16 สิงหาคม 2561 ที่ขอนแก่น ผ่านพ้นไป ได้มีประกาศของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 ลงนามโดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เรื่อง ห้ามใช้วัดเป็นสถานที่ชุมนุมหรือสัมมนาหรือจัดกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบและแตกแยกขึ้นในสังคม

ด้วยมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งที่ 21/2561 เมื่อ 20 สิงหาคม 2561 ได้รับทราบพฤติการณ์ว่ามีการใช้อาคารสถานที่และพื้นที่ของวัด เป็นสถานที่จัดชุมนุม ประชุม สัมมนา เสวนา หรือกิจกรรมที่มีลักษณะหรือเนื้อหาที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือใช้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีลักษณะเป็นการขัดคำสั่งมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 2 มกราคม 2538

เรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. 2538 อันเป็นการใช้สถานที่วัดผิดไปจากวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์เฉพาะการทำสังฆกรรม กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การคณะสงฆ์ การสาธารณสงเคราะห์ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชน จึงมีมติให้ประกาศ ดังต่อไปนี้

1. ให้พระสังฆาธิการปฏิบัติและกวดขันมิให้พระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง ตามคำสั่งมหาเถรสมาคมลงวันที่ 2 มกราคม 2538

2. ห้ามเจ้าอาวาสใช้ ยินยอม หรืออนุญาตให้ใช้วัดเป็นสถานที่จัดชุมนุม ประชุม สัมมนา เสวนา หรือกิจกรรมที่มีลักษณะหรือเนื้อหาที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือให้ใช้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง

3. หากมีผู้มาใช้วัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมดังกล่าวในข้อ 2 โดยพลการ ให้เจ้าอาวาสเข้าป้องกัน ห้ามปราม หรือระงับมิให้มีกิจกรรมนั้นในวัดต่อไป ทั้งนี้หากมีความจำเป็นให้ขออารักขาจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ประกาศมหาเถรสมาคม 30 สิงหาคม 2561
ไม่แคร์จัดต่อวัดพันอ้น

สมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ(สพวช.) ยังคงจัดงานต่อเป็นครั้งที่ 5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ คราวนี้ประกาศสถานที่จัดงานที่วัดพันอ้น ในช่วงเช้าของวันที่ 8 กันยายน 2561 และได้ปรับหัวข้อจากถอดรหัสกฎหมาย ปกป้องชาติและพระพุทธศาสนา มาเป็นถอดรหัสกฎหมายกับสงฆ์ไทยในยุค 4.0

ก่อนหน้านี้ทีมทนายความที่เป็นกลุ่มผู้จัดงานได้เดินทางไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 ครั้ง ครั้งแรกไปเพื่อสอบถามว่าประกาศดังกล่าวนั้นเป็นของจริงหรือไม่ และครั้งที่ 2 ไปสอบถามว่าการจัดงานนั้นทำได้หรือไม่

เนื้อหาในวันนั้นตอนหนึ่งมีการกล่าวถึงศาสนาอื่นอย่างชัดเจน ในบางช่วงวิทยากรอาจจะแบ่งรับแบ่งสู้กับคำถามของผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีทั้งพระภิกษุและฆราวาส แต่การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สามารถจัดที่วัดได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีประกาศของมหาเถรสมาคมลงวันที่ 30 สิงหาคม 2561 ออกมา เห็นได้จากหนึ่งในผู้จัดงานที่โพสต์ข้อความว่า “ยกนิ้วให้เลยครับ รวมใจชาวพุทธภาคเหนือ หลวงพ่อฯ เจ้าอาวาส วัดพันอ้น จังหวัดเชียงใหม่ กู้ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ชาวไทยพุทธ ขึ้นมาได้สำเร็จ จัดเสวนาเรื่องพระพุทธศาสนา ต้องจัดในวัด จะให้ไปจัดที่อื่นได้อย่างไร”

เจ้าคณะจังหวัดมาเปิดงาน

ในการจัดเสวนาที่เชียงใหม่ พระเทพปริยัติ เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานในการเปิดงานและเมื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อครั้งที่วัดพระธรรมกายถูกควบคุมพื้นที่ตามมาตรา 44 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสได้มายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอบิณฑบาตยกเลิกการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย

ขณะเดียวกัน พระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอบิณฑบาตยกเลิกการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย เช่นกัน

นอกจากนี้พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ยังเคยให้สัมภาษณ์ถึงวัดพระธรรมกายอีกว่า ไม่มีพระสงฆ์รูปไหน จะถามญาติโยมว่า ปัจจัยนี้โยมได้มาจากไหน ได้มาอย่างไร บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่วัดพระธรรมกาย
พระปกครองพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
สายเหนือวัดปากน้ำคุม

สะท้อนให้เห็นว่างานเสวนาของสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ (สพวช.) ได้รับไฟเขียวจากพระผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะจังหวัดลงมา นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มผู้จัดงานจะเลือกที่เชียงใหม่ และเจ้าอาวาสวัดพันอ้นอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของวัดจัดเสวนา

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสายการปกครองของพระสงฆ์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่ในความดูแลของเจ้าคณะภาค 7 มีพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เป็นผู้กำกับดูแล และอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าคณะใหญ่หนเหนืออีกชั้นหนึ่ง ที่มีพระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เมื่อปี 2558

เป็นที่รู้กันดีว่าวัดและพระปกครองในภาคเหนือมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับวัดพระธรรมกายที่ถือว่าเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดปากน้ำภาษีเจริญ และสายของปากน้ำคุมพื้นที่ทางภาคเหนือมาตลอด แถมพระปกครองในเชียงใหม่ยังเคยสนับสนุนให้สมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช อีกทั้งคณะที่จัดงานล้วนแล้วแต่เป็นสายที่หนุนการทำงานของพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม

ท้าทายประกาศห้าม

แม้ว่าประกาศของมหาเถรสมาคมล่าสุดจะกำหนดห้ามเจ้าอาวาสอนุญาตให้ใช้วัดเป็นสถานที่เสวนาที่มีเนื้อหากระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เหตุการณ์เมื่อ 8 กันยายนที่ผ่านมา ไม่ได้มีการห้ามจากเจ้าอาวาส แต่กลับอนุญาตให้จัดงานที่มีพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะจังหวัดมาร่วมงานอีกด้วย

นั่นคือการท้าทายประกาศของมหาเถรสมาคมอย่างชัดเจน แม้จะมีคำกล่าวอ้างเพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มดังกล่าวออกมาเคลื่อนไหวหลังจากที่มีการจับกุมพระผู้ใหญ่ชั้นพรหมและเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูป จากวัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ ในคดีการใช้เงินผิดประเภทของงบประมาณด้านพุทธศาสนา

รวมถึงผลของการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ใหม่ ที่อำนาจของพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ และเจ้าคณะภาคหายไป ต้องมีการสรรหากันใหม่ ย่อมทำให้ดุลอำนาจเดิมที่เคยมีอาจต้องเปลี่ยนแปลงไป

อีกทั้งกลุ่มที่จัดงานแม้จะดำเนินการในนามบุคคล แต่หลายคนก็เป็นศิษย์ของวัดพระธรรมกาย มีคดีความติดตัวในช่วงที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย หรือบางรายเคยทำงานให้กับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ดังนั้นการจัดงานเสวนาจึงมีที่มาที่ไปในเชิงคัดค้านกับสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาตามแนวทางการปฏิรูปพระพุทธศาสนา



กำลังโหลดความคิดเห็น...