xs
xsm
sm
md
lg

รวมพลแก๊งพิฆาต “พงศ์พร”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เครือข่ายพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม แท็กทีมใช้ลูกศิษย์เดินเครื่องชนพงศ์พร ทั้งแกนนำชาวพุทธพลังแผ่นดินศิษย์ มจร. บรรจบ-กรณ์ องอาจ ธรรมนิทา ธิดาแดง จอม เพชรประดับ โฆสิต สุวินิจจิต โดดร่วมวง ฝ่ายความมั่นคงจับตาศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นพิเศษ หลังเคยเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล

การออกหน้าต้านพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ของกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน นำโดย ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์ นับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของกลุ่มที่ไม่พอใจกับการกล่าวโทษพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป เมื่อ 11 เมษายน 2561 โดย 3 รูปแรกเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย

พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฝ่ายพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ออกอาการไม่พอใจกับการกล่าวโทษในครั้งนี้ ซึ่งในครั้งแรกนั้น เพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบเรื่องทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด ขณะนั้นยังไม่กล่าวโทษบุคคลใด ก็ทำเอาพงศ์พรต้องกระเด็นจากเก้าอี้ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่มีแรงหนุนให้พงศ์พรได้กลับเข้ามารับหน้าที่นี้อีกครั้ง

“รอบนี้ถือว่าหนักกว่ารอบแรกมาก เพราะมีรายชื่อพระผู้ใหญ่ถูกกล่าวโทษ เชื่อว่าแรงกดดันต่อผู้อำนวยการสำนักพุทธจะยิ่งมีมากขึ้น”

ใช้ฆราวาสออกหน้าแทน

ดังนั้นจึงมีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินเข้ามายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอาผิดต่อพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ในความผิด มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีได้เข้าร้องทุกข์กล่าวหาพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปมีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินทอนวัด

เป็นที่รู้กันกว่าสถานการณ์แบบนี้การที่จะให้พระทั้งจีวรออกมาประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วย อาจเป็นภาพที่ไม่ดีนักในสายตาคนไทย ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำม็อบพระมากดดันรัฐบาลที่พุทธมณฑล เพื่อสนับสนุนให้มีการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

จากนั้นเมื่อเกิดคดีเงินทอนวัดรอบแรก จึงใช้เครือข่ายที่เป็นฆราวาสเป็นตัวเดินเรื่องแทน ครั้งนั้นใช้สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยโดย ดร.บรรจบ บรรณรุจิ และกรณ์ มีดี เป็นหัวหอกเดินคู่ไปกับสายสงฆ์ในนามองค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ในการกดดัน พร้อมทั้งเดินเครื่องผ่านลูกศิษย์ที่ร่วมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จนรัฐบาลต้องเปลี่ยนตัวพงศ์พรออก แต่แต่งตั้งกลับเข้ามาใหม่ในภายหลัง
กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เครือข่ายพร้อมใจเดินเครื่องชน

กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน หากไล่เรียงที่มาที่ไปพบว่า มีบทบาทในการเคลื่อนไหวต่อต้าน คัดค้าน นโยบายของรัฐบาลนี้ที่มีต่อศาสนาอื่น และ ดร.จรูญ เป็นศิษย์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) และเป็นอาจารย์พิเศษสอนทางด้านพุทธศาสนา เดิมกลุ่มนี้ทำงานร่วมกับสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ แล้วแยกตัวออกมา แต่แนวทางในการเคลื่อนไหวไม่แตกต่างกัน ถือว่าเป็นกลุ่มหน้าเดิมและเป็นทีมงานในสายเดียวกันที่ออกมาเดินเครื่องขับพงศ์พรในครั้งแรก

ทั้งนี้ ดร.บรรจบก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงนายกรณ์ มีดี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์จอม เพชรประดับ ในรายการ Thais Voice ผ่านทางยูทิวบ์ หรือก่อนหน้านี้นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่ออกมากล่าวว่า “ตอนนี้เรามีเรื่องการสงฆ์ คุณจะเอาการทหาร คุณจะเอาการเมือง ไปจัดการเรื่องของสงฆ์ไม่ได้”

การขับเคลื่อนเพื่อปกป้องเหล่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม และกดดันผู้อำนวยการสำนักพุทธในครั้งนี้ ดำเนินการเป็นเครือข่าย สายของชาวพุทธพลังแผ่นดิน มีเพจองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นตัวขับเคลื่อน สอดคล้องกับเพจเดิมที่มีอยู่ทั้งสมาพันธ์ชาวพุทธฯ เพจตื่นเถิดชาวพุทธ รวมไปถึงเพจศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีพระธรรมกิตติเมธี(เจ้าคุณเกษม) วัดราชาธิวาสวิหาร นั่งเป็นประธาน
นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย(ภาพ FB:Art Channel)
ธรรมกายไม่ตกขบวน

ขณะที่ในสายของธรรมกาย แม้ทางวัดจะนิ่งเงียบกับเหตุการณ์ดังกล่าว มุ่งแต่กิจกรรมภายในวัด แต่เพจเรารักวัดพระธรรมกาย นำภาพพระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา พร้อมด้วยข้อความให้กำลังใจพระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวโทษ รวมถึงนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อ 21 เมษายน 2561 ว่า

หลายกรณีที่หยิบยกขึ้นมาประกอบเป็นเพียงข้ออ้าง และเหตุผลของบุคคลบางกลุ่ม เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นการเบี่ยงประเด็นหรือไม่? มีเจตนาจะทำให้การคณะสงฆ์เสียหายหรือไม่? ที่ผ่านมาเกิดการวิพากษ์วิจารณ์สร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาในวงกว้าง ทั้งๆ ที่เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเท่านั้น ต้องถือว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส

ส่วนตัวมองว่าผู้ที่ทำหน้าที่ต้องปกป้องคณะสงฆ์ควรจะระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก แต่กับกรณีนี้ดูเหมือนว่าผู้ที่มีหน้าที่ต้องปกป้องคณะสงฆ์กลับกลายเป็นผู้ที่เอาความกับพระสงฆ์เสียเอง ในฐานะชาวพุทธจึงรู้สึกเป็นห่วงพระพุทธศาสนาอย่างมาก
(ภาพ FB:โฆสิต สุวินิจจิต Kosit Suvinijjit)
‘โฆสิต สุวินิจจิต’ร่วมวง

คนดังอีกคนอย่างนายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและอดีตเจ้าของสื่อใหญ่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 18 เมษายน 2561 ว่า ที่ผ่านมามีเรื่องราวกระทบกับศาสนาพุทธที่ทำให้ผมและชาวพุทธไม่สบายใจมาก จนตัดสินลาสิกขามาทำหน้าที่อุบาสก ในฐานะประธานชมรมอาสาสมัครชาวพุทธ ยังไม่ทันไรก็มีข่าวฟ้องพระผู้ใหญ่ที่ผมนับถือระดับรองสมเด็จฯ กรรมการเถรสมาคมถึง 3 รูป จึงขอโอกาสแสดงความคิดเห็นดังนี้

การกล่าวหายังไม่ยุติว่าผิด ต้องรอ ป.ป.ช. หาข้อมูลก่อน จึงจะสรุปว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ กรณีของพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่พระพรหมสิทธิเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2558 แล้วท่านไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? ดังนั้นจึงขอเสนอความเห็น ผอ.สำนักพุทธต่อกรณีนี้ ดังนี้

ผอ.สำนักพุทธ หรือ เลขาฯ มหาเถรสมาคม ถ้าเห็นสิ่งใดควรแก้ไข ควรที่จะถวายความรู้ให้กรรมการเถรสมาคมทราบเพื่อหารือข้อเท็จจริง แล้วปรับปรุงให้ถูกต้อง ไม่ใช่ประชุมอยู่ด้วยกันเห็นปัญหาสงสัยแล้วไม่สอบถามกันให้ชัดเจนก่อน แต่กลับไปฟ้องร้อง ปปป.เลย เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพระเถระผู้ใหญ่ และพุทธศาสนาทั้งที่มีหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา (แต่ถ้าทุจริตจริงต้องดำเนินการตามกฎหมาย)

ในฐานะ ผอ.สำนักพุทธ ต้องทำหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนากรณีข่าวด้านลบต่อพระพุทธศาสนา จำเป็นต้องระมัดระวังเพราะป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อการให้ข่าว และไม่ควรปล่อยให้เป็นข่าว ก่อนการตรวจสอบที่ชัดเจนของ ป.ป.ช. เพราะหากไม่ผิดก็เกิดความเสียหายไปแล้วต่อศาสนาพุทธและพระเถระผู้ใหญ่ ที่มีลูกศิษย์และประชาชนเคารพศรัทธา

ในกรณีกล่าวหาปาราชิก เป็นอำนาจของฝ่ายสงฆ์ ควรให้ฝ่ายกฏหมายทางโลกตัดสินเสียก่อน หรือต้องไปยื่นต่อฝ่ายสงฆ์ ไม่ควรเป็น ปปป. หรือ ป.ป.ช.
พระธรรมกิตติเมธี ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย(ภาพ:ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย)
จับตาศูนย์พิทักษ์ฯ

นี่คือทีมที่สนับสนุนฝ่ายเสียงข้างมากในมหาเถรสมาคม พร้อมเดินเครื่องทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุมากระทบกับพระผู้ใหญ่จากสายสระเกศ ปากน้ำและธรรมกาย รอบนี้สมาพันธ์ชาวพุทธ อาจเคลื่อนไหวไม่สะดวก เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการยกระดับขึ้นเป็นพรรคการเมือง ในนามพรรคแผ่นดินธรรม กลุ่มเหล่านี้มักเดินไปในแนวทางของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวว่า คนที่ตามเรื่องวงการพระสงฆ์ก็พอจะทราบดีว่า ช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมืองพระผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจอยู่ในมหาเถรสมาคม ต่างเทน้ำหนักไปที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง ภายหลังการยึดอำนาจก็มีข้อเรียกร้องต่าง ๆ ในอันที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นภายในประเทศ จนต้องมีหนังสือเตือนออกไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อ 16 ธันวาคม 2558

“ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่าย กรณีศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการชี้นำพระสงฆ์ และชาวไทยพุทธออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไป”

ข้ามมากุมภาพันธ์ 2559 ก็มีม็อบพระเกิดเพื่อเรียกร้องให้แต่งตั้งสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากนั้นก็เรียกร้องเรื่องต่าง ๆ กล่าวหารัฐบาลว่าเอื้อประโยชน์ต่อศาสนาอื่น ไม่ให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา

“บางท่านเคยเป็นเจ้าของสื่อใหญ่ ภรรยาของท่านก็ออกงานทำบุญร่วมกับผู้นำหญิงเบอร์ 2 ของพรรคเพื่อไทยที่วัดสระเกศอยู่ตลอด จึงไม่แปลกที่ความคิดเห็นจะเป็นไปในทางเดียวกับเครือข่ายที่ออกมาต่อต้านผู้อำนวยการสำนักพุทธในขณะนี้”

ทางการทราบดีว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวนั้นก็เป็นกลุ่มเดิม ๆ ซึ่งเป็นฐานอำนาจใหญ่ ที่อิงกับฝ่ายการเมืองที่เสียประโยชน์ไป ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเรื่องของศาสนาถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวง่าย



กำลังโหลดความคิดเห็น...