xs
xsm
sm
md
lg

สปส.ปรับสูตรบำนาญชราภาพ กลุ่มแรก 3 ล้านคนจาก “3 พัน” เป็น “6 พัน”!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ประกันสังคม สรุปแผนปฏิรูประบบบำนาญ ผู้ประกันตนอู้ฟู่หลังปรับสูตรคำนวณใหม่ ขยายอายุเกิดสิทธิจาก 55 เป็น 60 พร้อมการันตีรับบำนาญอย่างน้อย 5 ปี หากตายก่อนผลประโยชน์ตกแก่ทายาท ส่วนผู้ที่ถูกนายจ้างบังคับให้ออกก่อนอายุ 60 รับบำเหน็จทันที 10-30 เท่าของบำนาญ กระทั่งอายุครบเกณฑ์ เตรียมดันเรื่องเข้าบอร์ดฯ เร็วๆ นี้ ด้านแหล่งข่าวระบุ ผู้ประกันตนกลุ่มแรกอาจได้บำนาญกว่า 6 พัน ขณะที่เลขาฯ ประกันสังคม เผย ปี 60 สปส. ได้ผลตอบการลงทุนสูงถึง 5.8 หมื่นล้านบาท

หลังจากที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ใช้เวลานานนับปีในการดำเนินการขับเคลื่อน “ปฏิรูประบบบำนาญกองทุนประกันสังคม" ล่าสุดได้ข้อสรุปอย่างไม่เป็นทางการแล้ว  โดย นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการดังกล่าวว่า จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของลูกจ้างและนายจ้างทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่าง ๆ นั้น ล่าสุดสำนักงานประกันสังคมได้ข้อสรุปเป็นนโยบาย 3 ประการด้วยกันคือ

1. ขยายอายุการเกิดสิทธิเริ่มรับเงินบำนาญ จากเดิม 55 ปี เป็น 60 ปี ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยจะทยอยปรับขยายอายุ ทุก ๆ 2 ปี คือปีแรกที่บังคับใช้ ผู้ประกันตนเริ่มมีสิทธิรับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี อีก 2 ปีถัดไป ผู้ประกันตนมีสิทธิรับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 56 ปี จากนั้นอีก 2 ปี มีสิทธิรับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 57 ปี โดยจะขยายอายุในลักษณะนี้ไปจนกว่าจะขยายอายุครบ 60 ปี ซึ่งระบบนี้เป็นระบบที่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ประกันตน เพราะผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญไปตลอดชีวิต

โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจมีผู้ประกันตนบางรายถูกบริษัทบังคับให้เกษียณตั้งแต่ก่อนที่จะมีสิทธิรับบำนาญชราภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกบังคับเกษียณที่อายุ 55 ปี ทางสำนักงานประกันสังคมจะให้การช่วยเหลือโดยในแต่ละปีที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์รับบำนาญ ประกันสังคมจะจ่ายบำเหน็จให้ 10 เท่าของบำนาญ 1 เดือน เช่น ถูกบังคับเกษียณตอนอายุ 55 ปี อายุรับบำนาญอยู่ที่ 56 ปี ก็จะได้บำเหน็จ 10 เท่าของบำนาญ 1 เดือน หากอายุรับบำนาญอยู่ที่ 57 ปี จะได้บำเหน็จ 20 เท่าของบำนาญ 1 เดือน ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 30 เท่า
นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)
2. การันตีระยะเวลาการรับเงินบำนาญอย่างน้อย 5 ปี หากเสียชีวิตก่อนครบ 5 ปี ผลประโยชน์บำนาญรายเดือนที่เหลือในส่วนที่ยังไม่ครบ 5 ปี จะตกแก่ทายาท โดยจ่ายเป็นรายเดือนให้จนครบ 5 ปี

3. ปรับสูตรการคำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่นำอัตราค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ เปลี่ยนเป็นนำอัตราเงินเดือนตั้งแต่เริ่มทำงานจนกระทั่งสิ้นสุดการทำงานมาเฉลี่ย พร้อมทั้งนำมูลค่าเงินในอดีตแต่ละช่วงเวลามาพิจารณาและปรับเพิ่มให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เงินบำนาญที่ผู้ประกันตนจะได้รับสอดคล้องกับค่าเงินในปัจจุบันและเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน

โดยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม   จะเสนอนโยบายดังกล่าวให้คณะกรรมการประกันสังคมพิจารณาในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้สูตรการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการประกันสังคมจะเป็นสูตรที่ทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยสูตรดังกล่าว คือ

เงินบำนาญ = [20% + (1.5% x จำนวนปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน หรือ 15 ปี)] x ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเฉลี่ยตลอดระยะการทำงาน โดยมีการปรับมูลค่าของค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนนำมาเฉลี่ย]

ยกตัวอย่าง นาย B มีค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะการทำงาน (โดยมีการปรับมูลค่าของค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนนำมาเฉลี่ย) 15,938 บาท, มีระยะเวลานำส่งเงินสมทบ 29 ปี (ดังนั้นจำนวนปีที่ส่งสมทบเกิน 15 ปี = 29 -15 = 14 ปี)

ดังนั้น นาย B ได้รับเงินบำนาญชราภาพ = [20% + (1.5 x 14)] x 15,938 = 6,535 บาท/เดือน
รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงาน บอกว่าสำนักงานประกันสังคมกำลังใช้แนวทางการปรับค่าจ้างเป็นมูลค่าปัจจุบันในการดูแลผู้ประกันตนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมในยุคแรก ๆ ซึ่งปัจจุบันล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุและใกล้วัยเกษียณ โดยผู้ประกันตนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน และเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยจะได้เพียงเดือนละ 3,000 กว่าบาท สูงสุดไม่เกิน 3,900 บาท เนื่องจากคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบประกันสังคมและส่งเงินสมทบมาก่อนที่จะมีระบบบำนาญชราภาพ ในปี 2542 คือเข้าสู่ระบบประกันสังคมในช่วงปี 2533 จนถึงปี 2541 แต่เหตุที่ได้รับเงินบำนาญน้อยเพราะสูตรการคำนวณเงินบำนาญนั้นจำนวนปีที่นำมาคูณ จะเริ่มนับหลังจากปีที่มีระบบบำนาญแล้ว

ทั้งที่ผู้ประกันตนกลุ่มนี้ส่งสมทบมาก่อน จึงเห็นว่าน่าจะมีการปรับสูตรคำนวณบำนาญโดยเริ่มนับจากปีที่ส่งสมทบประกันสังคม ซึ่งจะทำให้คนกลุ่มนี้มีตัวคูณเพิ่มขึ้น และส่งผลให้เงินบำนาญปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 3,000 กว่าบาท เป็น 5,000 กว่าบาท และสูงสุดถึง 5,900 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีพ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเสนอแนวคิดนี้ต่อบอร์ดประกันสังคมแล้วที่ประชุมจะมีความเห็นเป็นเช่นไร มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากที่ประชุมเห็นชอบด้วยก็จะช่วยให้ผู้ประกันตนวัยเกษียณทั้ง 3 ล้านคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“วิธีการก็คือการปรับมูลค่าของค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนนำมาเฉลี่ย คือ15,938 บาท, มีระยะเวลานำส่งเงินสมทบ 29 ปี (ดังนั้นจำนวนปีที่ส่งสมทบเกิน15 ปี = 29 -15 = 14 ปี บำนาญชราภาพ = [20% + (1.5 x 14)] x 15,938 = 6,535 บาท/เดือนจะช่วยให้ผู้ประกันตนอยู่ได้มั่นคง

นายสุรเดช ชี้แจงเพิ่มเติมว่า หลักเกณฑ์ในการปรับสูตรคำนวณก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน ซึ่งหากส่งเงินสมทบมากก็ควรจะได้รับเงินบำนาญมาก โดยเฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเดิมเป็นพนักงานบริษัท และได้ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ในอัตราที่คิดจากฐานรายได้เงินเดือน ต่อมาลาออกหรือถูกให้ออก และสมัครใจส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อด้วยตัวเอง ในฐาน 4,800 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะน้อยกว่าเงินเดือนที่เคยได้รับ เมื่อเกษียณอายุมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ แต่เงินบำนาญที่ได้รับคำนวณจากอัตราค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ตัวเลขที่นำมาคำนวณก็จะลดลงมาก

ส่งผลให้ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อาทิ เป็นพนักงานบริษัทมา 20 ปี  ส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามฐานเงินเดือน ออกจากงานตอนอายุ 50 ปี เงินเดือนสุดท้ายก่อนเลิกจ้างอยู่ที่ 25,000 บาท  จึงส่งเงินสมทบเต็มเพดาน 15,000 บาทมาตลอด หลังจากนั้นส่งเงินสมทบต่อเองในอัตราที่คิดจากฐานรายได้ 4,800 บาท กระทั่งครบอายุบำนาญ หากคำนวณเงินบำนาญจากฐานรายได้ช่วง 60 เดือน หรือ 5 ปีสุดท้ายคือ 4,800 บาท ก็ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะผู้ประกันจะได้รับเงินบำนาญน้อยมาก ทั้งที่ได้ส่งเงินสมทบในฐานเงินเดือนสูงมาเป็นเวลานาน ประกันสังคมจึงปรับสูตรการคำนวณใหม่ โดยนำฐานเงินเดือนแต่ละช่วงมาเฉลี่ยกันก่อนที่จะคำนวณเงินบำนาญ

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่าเหตุผลที่สำนักงานฯ อยากให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบของเงินบำนาญมากกว่าเงินบำเหน็จ เนื่องจากเห็นว่าการรับเงินบำนาญรายเดือนไปตลอดชีวิตจะช่วยให้ผู้ประกันตนมีความมั่นคงในชีวิต ต่างจากการรับเงินก้อนใหญ่แบบบำเหน็จซึ่งหากบริหารไม่ดีก็อาจจะหมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ขณะที่ผู้ประกันตนก็อาจจะแย้งว่าถ้าเขาอายุสั้นก็อาจจะไม่คุ้มจึงมีการนำมาพิจารณากันดูว่าในกรณีเช่นนี้จะทำอย่างไร ซึ่งจากการคำนวณก็พบว่าหากรับเป็นเงินบำนาญแค่ 5 ปีก็คุ้มแล้ว    เราจึงการันตีการรับเงินบำนาญที่ 5 ปี

ส่วนผู้ที่มองว่าทำงานมาตลอดชีวิต เกษียณก็อยากได้เงินก้อนไปใช้นั้นจริง ๆ แล้วทราบว่ากระทรวงการคลังกำลังจะมีนโยบายจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติโดยจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ คือให้บริษัทเอกชนทุกบริษัทต้องจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเป็นหลักประกันให้กับพนักงานภาคเอกชนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ยังเปิดเผยถึงการบริหารเงินกองทุนของสำนักงานประกันสังคมว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตามหลักการแล้วสำนักงานประกันสังคมจะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และลงทุนในหลักทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่มีความเสี่ยงบ้าง ไม่เกินร้อยละ 40

โดยสำนักงานประกันสังคมมีทีมงานมืออาชีพที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารการลงทุน ปัจจุบันเราลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ในสัดส่วนร้อยละ 72 ของเงินทุนทั้งหมด และลงทุนในหลักทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่มีความเสี่ยงบ้างร้อยละ 28 โดยเราเลือกลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคง มีฐานะการเงินดี มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจ มีผลตอบแทนในอัตราที่น่าพอใจ

รวมทั้งเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล และกระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่ม ทั้งพลังงาน กิจการสาธารณูปโภค กลุ่มพาณิชย์ ลอจิสติกส์ และสถาบันการเงิน นอกจากนั้นยังลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น เอเชีย ยุโรป ฯลฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งในปี 2560 มีผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 58,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้สำนักงานฯ มั่นใจว่าจะสามารถดูแลผู้ประกันตนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงในการดำรงชีพหลังจากเกษียณแน่นอน



กำลังโหลดความคิดเห็น...