xs
xsm
sm
md
lg

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ” ถูกวางตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เบื้องหลัง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผุ้ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ ‘ชัชชาติฟีเวอร์’ มาแล้ว ปฏิเสธ ‘ขอไม่รับตำแหน่ง’ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่รัฐบาลบิ๊กตู่คัดสรรมาแล้ว ด้านคนในพรรคเพื่อไทย ชี้ ‘บิ๊กตู่เลือก’ แต่ ‘ชัชชาติ’ ปฏิเสธ เป็นผลบวกกับพรรค ส่วนถ้า ‘รับ’ คนที่เจ็บที่สุดกลายเป็น ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ถูกดีเอสไอเล่นงานในคดีธรรมกาย ยืนยัน ‘ชัชชาติ’ เป็นนักกลยุทธ์ที่เชียวชาญและเข้าใจการเมืองทะลุ แยกมิตร-แยกศัตรูได้ชัดเจน จับตาเขาถูกวางตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป และอาจได้เห็น ‘ชัชชาติฟีเวอร์’ อีกครั้ง !

การปฏิเสธไม่รับตำแหน่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายหลังมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 พร้อมเกิดกระแสวิจารณ์ตามมาถึงการตั้งนายชัชชาติ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ว่าเป็นแนวทางการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งมีข้อสงสัยว่าเหตุใดนายชัชชาติจึงยอมรับเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ให้กับรัฐบาลบิ๊กตู่ ซึ่งเป็นผู้ทำการรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ตัวเองนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย

แต่ในที่สุดนายชัชชาติ ก็ไขข้อสงสัยและทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ โดยเฉพาะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาบอกว่านายชัชชาติได้ตอบรับจะเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ถึงกลับหน้าแตกในบัดดลเมื่อนายชัชชาติ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘ขอไม่รับตำแหน่ง’

โดยระบุว่า ตามที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ตนเองเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันเมื่อวันที่ 28 กันยายนนั้น ไม่ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนและส่วนตัวทราบเรื่องเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร แต่ในช่วงค่ำมีรายชื่อในสื่อแล้ว แต่ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดี คงเป็นเรื่องเวลาที่กระชั้น และเท่าที่ทราบ กรรมการบางคนก็เป็นแบบนี้

การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มีระยะเวลายาวไม่น้อยกว่า 20 ปี และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติยังมีหน้าที่ตามมาตรา 10 ในการจัดทำแผนแม่บทให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด และมาตรา 26 ในการพิจารณาว่าการดำเนินการของหน่วยงานใดไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งมีหน้าที่ในการติดตามแก้ไขปรับปรุงด้วย ซึ่งเป็นภาระงานสำคัญที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างมาก

ส่วนตัวไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังติดภาระงานประจำที่เป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทมหาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระด้านครอบครัว จึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้ จึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยไปยื่นหนังสือในวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้

ดังนั้นหากพิจารณาจากถ้อยคำที่นายชัชชาติ โพสต์ไว้ ถือเป็นการปฎิเสธการรับตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอย่างสุภาพ แต่แฝงความหมายไว้ชัดเจนว่า ‘เลือกข้าง’ แล้ว ในย่อหน้าสุดท้ายที่ระบุว่า Michael Porter กูรูด้านกลยุทธ์พูดไว้ว่า “The essence of strategy is choosing what not to do.” “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ”

สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเรา

ทั้งที่ความจริงแล้วคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีขอบเขตการทำงานที่จะช่วยในการยกระดับการพัฒนาประเทศได้อย่างมั่นคง เพราะมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการค้า การลงทุน การผลิต การบริการ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การพัฒนาพื้นที่พิเศษ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกในทางธุรกิจ

ว่าไปแล้วการที่รัฐบาลบิ๊กตู่เลือกนายชัชชาติ    เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการแข่งขันจึงมีความเหมะสมเพราะนายชัชชาติ ถือเป็นบุคคลระดับหัวกะทิของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ในด้านการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ เคยได้รับการกล่าวถึงในฐานะรัฐมนตรี ‘ดูโอเศรษฐกิจ’ คู่กับ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลเดียวกัน และยังเป็น ‘ดูโอระบบราง’ คู่กับนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟฯ เพราะนโยบายของนายชัชชาติ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุคนั้นและในยุคปัจจุบันทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟชานเมืองสายต่าง ๆ ที่สามารถพลิกโฉมการเดินทางของคนใน กทม.และจังหวัดต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น 

ด้านแหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย บอกว่า การที่นายชัชชาติถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการยุทธศาสตร์นั้น ถือเป็นข้อดีและเป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยโดยตรง เพราะนายชัชชาติ เป็นคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีกลยุทธ์ในการทำงานชัดเจน เลือกที่จะวางตัวรู้ว่าจะแยกมิตร แยกศัตรู อย่างไร เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจจะดูเหมือนว่านายชัชชาติวางมือทางการเมืองไปเลย และไปทำงานกับบริษัทมหาชน ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทที่นายชัชชาติ ไปทำงานให้ก็เป็นที่รู้กันว่าอยู่ข้างนายทักษิณ ชินวัตร อยู่แล้ว

โดยนายชัชชาติ ไปเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่มีนายอนันต์ อัศวโภคิน เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ และนายอนันต์ ยังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน กรณีพัวพันคดีซื้อที่ดิน 46 ไร่ ติดวัดพระธรรมกายจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งวันนี้คดีดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

คนที่ใกล้ชิดจะรู้ว่าชัชชาติ ต้องการสื่ออะไรจากการกล่าวอ้าง Michael Porter กูรูด้านกลยุทธ์ ก็บอกให้เห็นแล้วว่าชัชชาติ ไม่ได้อ่อนด้อยทางการเมือง แต่เขาเข้าใจกลยุทธ์ได้อย่างดี เป็นการแบ่งมิตรและแบ่งศัตรู แบ่งค่ายชัดเจน

อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มองเห็นความสามารถที่มีอยู่ในตัวของนายชัชชาติ และเชื่อมั่นถึงการเป็นนักวิชาการ นักบริหาร ที่ยังรักษาเนื้อรักษาตัวในฐานะรัฐมนตรีน้ำดี ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ แล้วนายทักษิณ ชินวัตร หรือคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร รวมไปถึงผู้บริหารพรรคเพื่อไทย จะยอมให้ใครมาฉกตัวนายชัชชาติ ไปได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร


ถ้าชัชชาติไปเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ คนที่เจ็บปวดรายแรกคือ อนันต์ อัศวโภคิน เพราะรู้กันอยู่แล้วว่ามีคดีความกับรัฐบาลบิ๊กตู่ในเรื่องของวัดพระธรรมกาย ตามด้วยนายใหญ่ และยิ่งลักษณ์ ที่เป็นคนคุ้นเคยทำงานการเมืองร่วมกันมานาน”

ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า นายชัชชาติ คือบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีที่สุดคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย และเมื่อนายทักษิณ รวมไปถึงคนในตระกูลชินวัตร ยังไม่ได้คิดวางมือทางการเมือง ทำให้พรรคเพื่อไทยยังต้องร่วมกันสานฝันที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจได้อีกครั้งหนึ่งให้ได้

“ชัชชาติ เป็นตัวเลือกที่สำคัญในการกู้ชื่อเสียงให้พรรคเพื่อไทย และชัชชาติก็เป็นคนที่อ่านการเมืองขาด จึงรู้ว่าการเมืองในสนามใหญ่ กับสนามเล็กอย่าง กทม.จะหนุนกันได้เมื่อโอกาสมาถึง

โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศข้ามทวีปจากสหรัฐอเมริกา ว่าจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 ตามโรดแมป หลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ทำให้บรรดาพรรคการเมือง นักการเมือง เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเมื่อใด

ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยต่อไปก็ยังไม่มีความชัดเจนเช่นกันว่าจะมีหรือไม่? และถ้ามีจะมีเมื่อใด เพราะผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็มาจากคำสั่งตามมาตรา 44

แหล่งข่าวบอกอีกว่า นายชัชชาติ เป็นคนสำคัญที่นายใหญ่ นายหญิง และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้มีการวางตัวไว้เพื่อชิงเก้าอี้ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจจะเป็นในนามพรรค หรือผู้สมัครอิสระ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะนายชัชชาติ เป็นที่ยอมรับของคนในพรรคแม้ว่าจะไม่ได้เข้ามาคลุกคลีหรือเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ตาม

ตรงนี้อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายชัชชาติ ปฏิเสธเข้ารับตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นได้ เพราะความเป็นจริงแล้วนายชัชชาติ รู้ดีที่สุดตามที่ได้โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ”

ต้องไม่ลืมว่านายชัชชาติ เคยเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด หลังจากนั้นไม่นานเขากลายเป็นรัฐมนตรีที่มีคนรู้จักมากที่สุด จากการลุกขึ้นมาปรับภาพลักษณ์เป็นรัฐมนตรีติดดิน ซ้อนจักรยานยนต์รับจ้าง โหนรถเมล์ นั่งรถสองแถว โดยสารรถไฟออกตรวจราชการในพื้นที่ต่าง ๆ บางแห่งไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และยังสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาบนโลกออนไลน์ จากรูปภาพหนึ่งที่นายชัชชาติ เข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่า ซึ่งหลังจากภาพนี้เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มีผู้คนตัดต่อสร้างแอปพลิเคชันล้อเลียน และยังมีการสร้างเกมบนมือถือขึ้นมาเพื่อนำเสนอท่าทางจนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’

ดังนั้นอย่าประมาทคนชื่อ รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ที่เคยสร้างปรากฏการณ์จากรัฐมนตรีที่ไม่มีใครรู้จัก จนกลายเป็นที่รู้จักและชื่นชมในโลกออนไลน์มาแล้ว และยิ่งวันนี้หากเข้าไปติดตามหรือส่องเฟซบุ๊ก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ จะพบว่าไลฟ์สไตล์ของเขาจะสื่อให้เห็นความเกี่ยวพันกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งในอนาคตคนเหล่านี้อาจแปรเปลี่ยนเป็นเน็ตเวิร์กที่ปลุกกระแส ‘ชัชชาติฟีเวอร์’ เพื่อสร้างฐานเสียงให้กับเขาก็เป็นได้ !?

กำลังโหลดความคิดเห็น...