xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อไอซีอาร์ซีเป็น "นกรู้" ว่ารัฐไทยไม่กล้าหักชาติมหาอำนาจ เดินหน้าเปิดเกมรุกสร้างมวลชนชูงานพัฒนาชีวิตนำการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ จุดคบไฟใต้/โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก

สถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 7 วันที่ผ่านมาฝ่ายรัฐยังคงสูญเสีย เช่นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส มีการซุ่มโจมตีฐานปฏิบัติการ อส.ทพ.เสียชีวิต 1 นาย และที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี มีการเผากล้องวงจรปิด 6 จุด พร้อมทิ้งใบปลิวข่มขู่คนในพื้นที่ห้ามให้ความร่วมมือหน่วยงานรัฐ

หากเกาะติดสถานการณ์จริงจังจะพบว่าล่าสุด แกนนำ” บีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านมีคำสั่งถึง แนวร่วม” ในพื้นที่ให้ปฏิบัติการดังนี้ 1.สำรวจ “กล้องวงจรปิด” ใน 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย 2.เร่งสร้าง “มวลชน” ทุกหมู่บ้านๆ ละ 5 ครัวเรือน และ 3.ก่อกวนทุกพื้นที่ที่มี “ช่องว่าง” หรือมีโอกาส ส่วนการยิงเจ้าหน้าที่รัฐให้ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมตามหลักการเดิม “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม”

สังเกตได้ว่าปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นขณะนี้คือการโจมตีแบบ “ฉาบฉวย” และส่วนใหญ่เป็นปฏิบัติการของ แนวร่วมหน้าขาว” เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจที่กล้อง CCTV จะถูกเผาเป็นว่าเล่น และมีการทิ้งใบปลิวเพื่อข่มขู่ชาวบ้านที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ส่วนความคืบหน้ากรณี ปืนอาก้า 102” ที่กรมการปกครองแจกจ่ายให้แก่กำลังพลในสังกัดกองร้อย อส.ที่ 2 อ.เมือง จ.นราธิวาส หายไป 28 กระบอก และในสังกัดกองร้อย อส.อีก 5 อำเภอใน จ.นราธิวาส ที่หายไปด้วยรวมแล้ว 37 กระบอกนั้น

มีแถลงข่าวความคืบหน้าโดย พล..เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ ว่าจากการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจากฝ่ายปกครองมีปืนหายไปจริงๆ 20 กระบอก ส่วนอีก 8 กระบอกเป็นการเข้าใจไม่ถูกต้อง และได้คืนกลับมาแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งตำรวจยึดไว้ได้ อีกส่วนหนึ่งมอบให้ อส.ในพื้นที่อื่นๆ ไปใช้งาน

สรุปแล้วปืนอาก้าของกองร้อย อส.ที่ 2 อ.เมือง จ.นราธิวาส ที่หายไปถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อ” โดยเฉพาะ 20 กระบอกหลังที่วันนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานให้หาตัวผู้กระทำผิดและสืบสวนว่าอาวุธปืนหายไปอยู่ที่ไหน

เมื่อประมวลดูเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเชื่อขนมกินล่วงหน้าได้เลยว่า โอกาสที่จะได้อาวุธปืนคืนมาน่าจะไม่มี และสุดท้ายคดีปืนหาย 28 กระบอก ของกองร้อย .ที่ .เมือง นราธิวาส ก็จะกลายเป็นเรื่องของคลื่นกระทบฝั่ง” เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ หรือหลายๆ คดีที่เกิดขึ้นในชายแดใต้

มีความเป็นจริงในชายแดนใต้ที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ “ปืนหลวง” ในมือเจ้าหน้าที่มักจะถูกนำไป “จำนำ” ในบ่อนการพนัน ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจทราบดีว่าบ่อนที่ไหนบ้าง แต่เพราะเรื่องปืนหายเกิดขึ้นในแทบทุกหน่วยจึงกลายเป็นเรื่อง “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” สุดท้ายมักไม่มีการเอาผิดใครเลย

อ้อเคยมีการเอาผิดบ้างก็อย่าง อส.ฮาซัน สาแม” และน่าจะเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้น

ทว่า สุดท้ายแล้วปืนหลวงที่หายไปเหล่านี้จะค่อยๆ ได้คืนมาจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับโจรแบ่งแยกดินแดนที่ถูกวิสามัญกลายเป็นหลักฐานว่าปืนรัฐเปลี่ยนไปอยู่ในมือโจร ซึ่งว่ากันว่าตลอด 17 ปีแห่งไฟใต้ระลอกใหม่ฝ่ายบีอาร์เอ็นแทบไม่ต้องไปดิ้นรนหาซื้ออาวุธปืนเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพ” จึงยังตั้งงบประมาณจัดหาอาวุธปืนให้แก่กำลังพลท้องถิ่นได้เรื่อยๆ

สิ่งนี้ทำให้สถานการณ์ในชายแดนใต้ยังไม่น่าไว้วางใจมาตลอด และหากในอนาคตมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ แล้วส่งมอบภารกิจรักษาความสงบให้แก่กองกำลังท้องถิ่นปรากฏการณ์ปืนหลวงหายไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามจะยิ่งน่ากลัวในระดับไหน

เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ “เจนีวาคอลล์” และ “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)” อ่านสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งจึงไม่ยอมยุติบทบาทแม้จะต้องย้ายสำนักงานพ้นจาก จ.ปัตตานี มาอยู่ยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่แผนปฏิบัติการทั้งหมดในชายแดนใต้ยังเดินหน้าต่อไป

ไอซีอาร์ซีรู้ดีว่าทั้งฝ่ายทหารและรัฐบาลไทย “ไม่กล้าหัก” กับองค์กรที่มีต้นทางมาจาก “ชาติมหาอำนาจตะวันตก” แถมอยู่ภายใต้ปีกโอบของ “องค์การสหประชาชาติ”

ก็จริงตามนั้น เพราะสุดท้ายกระทรวงกลาโหมกองทัพ สภาความมั่นคง และกระทรวงต่างประเทศต่างก็ “ไฟเขียว” ให้ไอซีอาร์ซียังปฏิบัติการในชายแดนใต้ต่อไปได้โดยมอบหมายให้ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” มีส่วนร่วมด้วยในการพิจารณาแผนปฏิบัติการดังกล่าว

จะว่าไปแล้วไอซีอาร์ซีก็คือ “นกรู้” โดยเฉพาะการเดินหน้าเพื่อเปิดเกมรุกทางด้านมวลชนอย่างวันนี้ได้เข้าไปส่งเสริมการสร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ เช่น โครงการเลี้ยงเป็ดและไก่ ซึ่งอ้างว่าเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน

นับเป็นความชาญฉลาดของไอซีอาร์ซี เพราะถ้าหน่วยงานไหนไปคัดค้านหรือแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยนั่นอาจจะถูกกล่าวหาว่ารังแกประชาชน เพราะโดยพื้นฐานแล้วมีใครบ้างที่ไม่อยากได้ของฟรี โดยเฉพาะที่ฝรั่งหัวแดงเอาไปมอบให้เต็มบ้านเต็มเมืองที่ชายแดนใต้ในเวลานี้

ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงไอซีอาร์ซีได้ใช้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง โดยเฉพาะงานที่แอบแฝงด้านการสร้างสันติภาพ เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้โอกาสที่เข้าไปสร้างมวลชนในพื้นที่จะยากขึ้น

เนื่องจากการไปจัดอบรมทางการเมืองแบบเพียวๆ ไปเยี่ยมแนวร่วมที่ถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำ ไปให้ความรู้ญาติพี่น้องแนวร่วมหรือกลุ่มผู้เห็นต่าง กระทั่งไปให้ความรู้เรื่องกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อนำไปสู่การแยกรัฐใหม่ หรือการเรียกร้องให้มีรัฐใหม่ด้วยกฎบัตรการกำหนดใจตนเองสิ่งเหล่านี้น่าจะทำได้ยากมากเพราะหน่วยงานความมั่นคงเริ่มรู้ทางและรู้ทัน

สิ่งไอซีอาร์ซีต้องการกลับเข้าพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยการนำโครงการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำปุ๋ยปลูกผักและอื่นๆ ไปให้ประชาชนมี 2 ประเด็นสำคัญให้ขบคิดคือ

ประเด็นแรกคือ เป็นเรื่องที่น่าอายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ที่ปล่อยให้คนชายแดนใต้ต้องอดอยากยากจน จนทำให้องค์กรฝรั่งหัวแดงต้องเข้าไปเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนแทนหน่วยงานรัฐบาล

อีกประเด็นคือ เมื่อหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ต้านไม่อยู่ ต้องยอมให้เข้าไปปฏิบัติการในชายแดนใต้จะด้วยการล็อบบี้จาก “นายพล” ที่ปรึกษาหรือรัฐบาลและกองทัพยอมอ่อนข้อให้เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีเอาไว้ก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่ต้องดำเนินการคือต้องควบคุมการเข้าพื้นที่และตรวจสอบแผนปฏิบัติการไอซีอาร์ซีว่าเป็นแผนการที่มีเบื้องหน้าเบี้องหลังหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เวลานี้เห็นด้วยกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เมื่อยังไม่กล้าที่จะหักก็คงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนปฏิบัติทั้งหมดของไอซีอาร์ซี อะไรที่เห็นไม่สมควรก็ต้องค้าน อะไรที่เห็นชอบต้องเข้าไปมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการลงพื้นที่ของไอซีอาร์ซีต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมด้วยทุกโครงการ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ต้องส่งเสียงคัดค้าน อย่างนิ่งเฉยจนถูกเคลมว่าโครงการเหล่านั้นเป็นความเห็นชอบของหน่วยงานความมั่นคง

กรณีไอซีอาร์ซี เจนีวาคอลล์ และกระทั่งอียูที่เข้าไปพัวพันในชายแดนใต้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ต้องเลือกใช้มืออาชีพเข้าร่วมแก้ปัญหาซึ่งมีอยู่มากมาย เพียงแต่ที่ผ่านๆ มายังไม่รู้จักใช้

เวลานี้องค์กรชาติตะวันตกที่อยู่ในภาคใต้ต้องนับว่ามีปฏิบัติการที่ ลึก” กว่าเดิมมากอย่างการนำแนวร่วม” ใน จ.ปัตตานีไปสังเกตการณ์และอาจจะร่วมปฏิบัติการสงครามประชาชนที่ประเทศพม้าเหมือนกับให้ไปเรียนรู้การสู้รบระหว่างกองกำลังประชาชนหรือชาติพันธุ์ที่จับอาวุธขึ้นต่อต้านกองกำลังของ พล..อาวุโสมินอ่องหล่าย

แท้จริงแล้วการทำเช่นนี้ขององค์กรฝรังอั้งม้อต้องการอะไร ถ้ากระทรวงกลาโหมและสภาความมั่นคงแห่งชาติยังคิดไม่ได้ นึกไม่ออกสิ่งนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็แล้วกัน


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...