xs
xsm
sm
md
lg

ภาคประชาสังคมรวมตัวแถลงข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการบริหารแรงงานข้ามชาติในช่วงโควิด-19

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แฟ้มภาพ
แถลงการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์กรนายจ้างและองค์กรแรงงาน : เรื่องการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างแรงงานแรงงานข้ามชาติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อยกระดับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งมีการออกมาตรการที่กระทบต่อทั้งประชาชนคนไทยและแรงงานข้ามชาติเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาตรการมีหลากหลาย เช่น การปิดสถานประกอบการจำนวนหนึ่งเป็นการชั่วคราวตามมาตรการป้องกันโรค การปิดด่านชายแดนไม่ให้มีการเดินทางเข้าออก ประกอบกับการเลิกจ้างเพราะสถานประกอบการไม่สามารถดำเนินการกิจการต่อได้ จึงส่งผลกระทบทำให้สถานประกอบการหลายแห่งต้องปิดกิจการชั่วคราว รวมทั้งสถานประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติ

ผลกระทบที่สำคัญอันหนึ่งคือ การลดลงของแรงงานข้ามชาติในระบบการจ้างงานอย่างถูกกฎหมายซึ่งเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญเป็นอย่างน้อย

สาเหตุที่หนึ่งคือ นโยบายการจัดระบบแรงงานข้ามชาติปี 2563 ที่เป็นการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีการเลื่อนการดำเนินการออกไป และยุติการดำเนินการในรูปของศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงมาตรการในการดำเนินการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่มีความสับสน ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินการทั้งแก่นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ

สาเหตุที่ 2 คือ การเลิกจ้างหรือการปิดกิจการในช่วงโควิด-19 แรงงานข้ามชาติเมื่อถูกเลิกจ้างก็ไม่สามารถย้ายนายจ้างได้โดยง่าย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นความผิดของนายจ้างเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหายให้นายจ้างเดิม และจะต้องหานายจ้างใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่งหลุดจากการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย หากเปรียบตัวเลขแรงงานข้ามชาติ ช่วงเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งมีจำนวนแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ รวมทั้งหมด 2,877,123 คน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2563 มีแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ รวมทั้งหมด 2,284,673 คน ซึ่งหลังจากมีนโยบายการแก้ไขปัญหาการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด-19 แล้ว ก็จะมีจำนวนแรงงานข้ามชาติที่หายไปจากระบบมากถึง 592,450 คน ซึ่งคาดว่ายังพำนักอยู่ในประเทศ และกลายเป็นแรงงานข้ามชาติที่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกที่สองตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครจำนวนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เกิดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย โดยมีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2563 โดยเป็นการผ่อนผันให้คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และพม่า) อยู่ในราชอาณาจักร และทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเคลื่อนย้ายหลบซ่อนของแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่อยู่ในระบบการจ้างงานที่จะมีผลกระทบต่อการระบาดของโรคโควิด-19

จากสถานการณ์และมาตรการที่เกิดขึ้น ทางเครือข่าย องค์กร หน่วยงานตามที่มีชื่อแนบท้าย ได้ติดตามและมีข้อเสนอต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์โควิด-19 ต่อกระทรวงแรงงานและรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง มีข้อห่วงใยและข้อเสนอต่อการจัดการแรงงานข้ามชาติของรัฐบาล ดังนี้

ข้อห่วงใยต่อการจัดการแรงงานข้ามชาติ
1.จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่ามาตรการการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของภาครัฐต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาการหลุดจากระบบของแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งต้องทบทวนมาตรการและพัฒนากลไกเพื่อติดตามการดำเนินตามนโยบาย
2.ยังขาดแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะทำให้ปัญหามีความซับซ้อนและสร้างความสับสนมากยิ่งขึ้น
3.มาตรการที่รัฐควรดำเนินการ 4 มาตรการดังนี้

มาตรการที่ 1 มาตรการรักษาแรงงานข้ามชาติที่ยังมีสถานะและการจ้างงานที่ถูกกฎหมายให้อยู่ในระบบให้ได้มากที่สุด ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้
(1) คงสภาพการจ้างงานไว้ให้ได้มากที่สุด หรือให้มีการเลิกจ้างให้น้อยที่สุด
(2) ชดเชยเยียวยาต่อแรงงานข้ามชาติที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวหรือกักตัวตามมาตรการของรัฐหรือถูกเลิกจ้างเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติที่จะมีผลต่อการระบาดของโรค
(3) แก้ไขปัญหาเอกสารแสดงตน เช่น หนังสือเดินทาง หรือเอกสารแทน หนังสือเดินทางที่กำลังจะหมดอายุซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนทั้งจากประเทศไทยและประเทศต้นทางในเรื่องนี้ และผลกระทบของโควิด-19 ก็ทำให้แรงงานข้ามชาติสามารถเดินทางไปต่ออายุหรือจัดทำเอกสารใหม่ไม่ได้ ตลอดจนมาตรการในการต่อวีซ่าของแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบอันเกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19

มาตรการที่ 2 มาตรการดึงแรงงานข้ามชาติที่อยู่นอกระบบ/หลุดจากระบบการจ้างงานอย่างถูกกฎหมายให้เข้าสู่ระบบการจ้างงาน ซึ่งในมาตรการนี้รัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรี 29 ธันวาคม 2563 มารองรับในส่วนหนึ่ง แต่จากมติคณะรัฐมนตรียังมีบางส่วนที่ยังมีความกังวลใจว่าจะไม่เอื้อต่อการเข้าถึงของแรงงานข้ามชาติได้อย่างที่ควรเป็น และอาจจะไม่สอดคล้องกับกลุ่มที่หลากหลาย เช่น กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีหนังสือเดินทางอยู่แล้ว

มาตรการที่ 3 มาตรการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยต้องมีมาตรการการควบคุมการลักลอบเข้าเมืองควบคู่ไปกับการเปิดให้แรงงานข้ามชาติที่มีการจ้างงานหรือได้ดำเนินการขอนำเข้าอย่างถูกต้อง ซึ่งตัวเลขประมาณการของกระทรวงแรงงานระบุว่า มีไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ให้สามารถเดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง โดยมีมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

มาตรการที่ 4 มาตรการสร้างกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่างๆ ได้ อย่างเป็นระบบ จากสถานการณ์ที่ผ่านมาจะพบว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ในการจ้างแรงงานข้ามชาติมีผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ดังนั้นมาตรการและมุมมองจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวอาจจะไม่เพียงพอ การมีส่วนร่วม ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนจึงมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา และการหาทางออกจากวิกฤตนี้ร่วมกัน ดังนั้น การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการนำเสนอนโยบายจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ข้อเสนอต่อแนวนโยบายและการบริหารการจัดการแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์โควิด-19

1.รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นการจ้างงานต่อเนื่องทั้งการอุดหนุนสถานประกอบการ และการชะลอการเลิกจ้าง
2.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการชดเชยการว่างงานสำหรับแรงงานทุกคนที่ถูกเลิกจ้าง ปิดงานชั่วคราวหรือต้องกักตัวตามมาตรการของรัฐ เพื่อให้แรงงานยังมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ป้องกันการระบาดของโรคอันเนื่องจากการการเคลื่อนย้ายเพื่อหางานทำ โดยในเรื่องการชดเชยจะต้องครอบคลุมถึงแรงงานทุกคนทั้งที่อยู่ในเงื่อนไขการชดเชยของประกันสังคม และยังไม่อยู่ในเงื่อนไขการชดเชย และมีขั้นตอนแนวทางที่เอื้อต่อการเข้าถึงของแรงงานทุกคนรวมถึงแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องการเข้าถึงการได้รับเงินชดเชย เนื่องจากข้อจำกัดของภาษา การเข้าถึงเทคโนโลยี และมาตรการที่ไม่เอื้อของหน่วยงาน จึงต้องพัฒนาตลอดทั้งกลไกและส่งเสริมการเข้าถึงระบบร้องทุกข์ได้ง่าย รวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่ายในภาษาที่แรงงานเข้าใจได้
3.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการพิเศษสำหรับแรงงานข้ามชาติที่อยู่ระหว่างการต่อวีซ่าทุกกลุ่ม ซึ่งมีแรงงานมากกว่า 1.5 ล้านคนที่จะต้องดำเนินการขอรับการตรวจลงตราวีซ่าในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 โดยจะต้องไปตรวจสุขภาพและขอตรวจลงตราวีซ่า ในขณะนี้หลายๆ สถานพยาบาลมีมาตรการระงับการตรวจสุขภาพเพื่อขอตรวจลงตราวีซ่าของแรงงานข้ามชาติไปแล้ว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะดำเนินการไม่ทัน นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการดำเนินการที่ก่อให้การการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมากในสถานที่แออัดซึ่งขัดกับมาตรการป้องกันการระบาดของโรคที่รัฐบาลกำหนด จึงควรคำนึงถึงมาตรการที่ไม่สร้างภาระให้แก่นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ เช่น การลดภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ มีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเหมือนกันในทุกพื้นที่
4.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องกำหนดแนวทางและประสานงานกับประเทศต้นทาง ในการดำเนินการต่ออายุหรือจัดทำเอกสารแสดงตนแรงงานข้ามชาติที่หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางที่กำลังจะสิ้นสุดลง และมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายได้ รวมทั้งกำหนดมาตรการในการผ่อนผันหรืออนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทยต่อได้ หากไม่สามารถดำเนินการต่ออายุหรือจัดทำเอกสารแสดงตนใหม่ได้ทันตามเงื่อนไขของอายุเอกสารได้ทัน
5.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องกำหนดมาตรการพิเศษในเรื่องการดำเนินการที่เกี่ยวกับการจ้างงาน เช่น การเปลี่ยนย้ายนายจ้างโดยยกเว้นเงื่อนไขเรื่องการเปลี่ยนนายจ้างตามมาตรา 51 และ มาตรา 52 ของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การแจ้งเข้าแจ้งออกแรงานข้ามชาติตามกฎหมายให้มีลักษณะที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อการหมุนเวียนกำลังแรงงาน เพื่อป้องกันแรงงานข้ามชาติหลุดจากระบบการจ้างงานและป้องกันการแสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย
6.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรกำหนดมาตรการตามกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีการว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเนื่องจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2563 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 นอกจากกำหนดให้นายจ้างออกหนังสือรับรองการขอประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเพื่อให้สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานให้แก่ผู้ประกันตน อย่างไรก็ดี สำหรับแรงงานข้ามชาตินั้นหากนายจ้างไม่ออกจดหมายให้แรงงานข้ามชาติควรสามารถแจ้งกระทรวงได้โดยตรง โดยกระทรวงแรงงานจะติดต่อนายจ้างเพื่อตรวจสอบเพื่อรับรองการปิดงานจากเหตุสุดวิสัย พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้นายจ้าง ลูกจ้างรับรู้สิทธิประโยชน์และขั้นตอนที่ถูกต้อง และอำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานข้ามชาติสามารถดำเนินการขอรับได้เอง

ข้อเสนอต่อมาตรการดึงแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย

1.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรกำหนดมาตรการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มที่ยังไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทาง เอกสารแสดงตนจากประเทศต้นทาง และไม่มีเอกสารอะไรเลย ให้สามารถเข้าสู่การจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และนำไปสู่การพัฒนาไปสู่มาตรการพิสูจน์สัญชาติให้กลายเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองถูกกฎหมายต่อไปในอนาคต
2.กระทรวงแรงงานควรมีบทบาทสำคัญในการจับคู่นายจ้างที่กำลังมีความต้องการแรงงานสูงในจังหวัด/พี้นที่หนึ่ง (เช่น ล้งลำไยในจันทบุรี) กับแรงงานข้ามชาติที่กำลังหางานทำหลังถูกเลิกจ้างในอีกจังหวัด/พื้นที่หนื่ง (เช่น แรงงานไทยและต่างชาติในจังหวัดสมุทรสาครที่ถูกเลิกจ้างในไตรมาสที่ 2 (เม.ย.- มิ.ย.2563) เป็นจำนวนมากกว่า 30,000 คน) เพื่อเกลี่ยแรงงานให้ได้งานทำอย่างถูกกฎหมายในเวลารวดเร็ว และเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในประเทศที่ปลอดภัยและสามารถควบคุมการระบาดได้มากยิ่งขึ้น
3.กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรกำหนดมาตรการที่สร้างภาระจนนายจ้างไม่สามารถดำเนินการได้เอง เช่น การขอหนังสือยินยอมจากนายจ้างเดิมและควรมีแนวทางการดำเนินการที่เชื่อมโยงเป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างจังหวัด/พื้นที่
4.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่ไม่สูงจนกลายเป็นภาระจนเกินไป ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคต้องห้าม การตรวจเชื้อโรคโควิด-19 และค่าธรรมเนียมการขออนุญาตทำงาน ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายจ้างและแรงงานข้ามชาติต่างก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดกิจการ ขาดรายได้ และไม่มีเงินสำรองเพื่อใช้ในการดำเนินการที่มีราคาแพง เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานข้ามชาติหลุดจากระบบการผ่อนผัน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแรงงานบังคับอันเกิดจากมาตรการของรัฐเอง
5.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกำหนดมาตรการที่จะรักษาการจ้างแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบอย่างต่อเนื่องไม่ตกอยู่ในภาวะการหลุดจากระบบการจ้าง ด้วยเงื่อนไขการควบคุมของรัฐ เช่น การกำหนดมาตรการที่ยืดหยุ่นในเรื่องการเปลี่ยนย้ายนายจ้าง เป็นต้น

ข้อเสนอต่อมาตรการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการนำเข้าแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายอย่างเป็นระบบ

1.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การแสวงหาประโยชน์จากการลักลอบนำพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และกำหนดมาตรการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการดำเนินการมาตรการดังกล่าว ลงโทษเครือข่ายผู้ลักลอบนำพาคนหางานข้ามแดนและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรียกรับประโยชน์อย่างจริงจังเป็นรูปธรรมให้ปรากฏและหลาบจำด้วยกฎหมายค้ามนุษย์
2.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรกำหนดมาตรการในการอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับประเทศต้นทางในช่วงก่อนและช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกแรกที่มีใบอนุญาตทำงานแล้ว และยังมีนายจ้างต้องการจ้างงานอยู่ให้สามารถเดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องในเวลาอันเหมาะสมโดยผ่านมาตรการตรวจคัดกรองโรคและกักตัวในสถานกักตัวในการดูแลของรัฐ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจและกักตัวไม่สูงจนเกินไป ทั้งนี้ ควรประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทางในการกำหนดด่านผ่านแดนที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้ รวมทั้งมาตรการการตรวจโรคป้องกันโรคหรือมาตรการการกักตัวเป็นเวลา 14 วันก่อนเดินทางมาทำงานในประเทศไทยเหมือนกรณีแรงงานพม่าที่ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น
3.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องกำหนดมาตรการในการให้แรงงานข้ามชาติที่ได้ดำเนินการขอนำเข้าแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานกับนายจ้างตามระบบ MoU ที่ได้ดำเนินการตามกระบวนการจนเสร็จสิ้นและรอเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยผ่านมาตรการตรวจคัดกรองโรคและกักตัวในสถานกักตัวในการดูแลของรัฐ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจและกักตัวไม่สูงจนเกินไป รวมทั้งกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องการซื้อประกันสุขภาพและเข้าถึงประกันสังคม เพื่อให้มีหลักประกันทางสุขภาพและเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข และประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทางในการกำหนดด่านผ่านแดนที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้ รวมทั้งมาตรการการตรวจโรค ป้องกันโรคหรือมาตรการการกักตัวร่วมกัน

ข้อเสนอต่อมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

1.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีคณะทำงานจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นายจ้าง/ผู้ประกอบการ องค์กรแรงงาน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม โดยมีหน้าที่ระดมความคิดเห็นและศึกษาการดำเนินการตามนโยบายการจัดการแรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ติดตามและประเมินผลในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในเรื่องที่เกี่ยวกับการจ้างแรงงานข้ามชาติ และมีมาตรการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
3.รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีนโยบายให้กลุ่มเปราะบาง รวมถึงคนข้ามชาติทุกคนมีหลักประกันสุขภาพและเข้าถึงบริการทางสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งการรักษาพยาบาล การควบคุมโรคและการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนในประเทศไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงการบริการทางสาธารณสุขภาวะวิกฤตทางสุขภาพที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19 นี้

ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

รายชื่อองค์กรแนบท้ายแถลงการณ์
1.เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ
2.กลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว
3.โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติกลุ่มจ้างงานชั่วคราวและตามฤดูกาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และไทย-สปป.ลาว
4.หน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5.มูลนิธิเครือข่ายเพื่อสังคมเป็นธรรม
6.สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
7.สภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย
8.ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด
9.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุภางค์ จันทวานิช ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ความร่วมมือเครือข่ายการย้ายถิ่น การโยกย้ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
10.ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ความร่วมมือเครือข่ายการย้ายถิ่น การโยกย้ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
11.ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ วิทยาลัยประชากรศาสตร์และศูนย์ประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย (CU-ColLaR) ภายใต้ความร่วมมือเครือข่ายการย้ายถิ่น การโยกย้ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
12.รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13.ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
14.อ.สืบสกุล กิจนุกร ศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
15.ดร.อลิสา หะสาเมาะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
16.อ.ดร.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
17.อ.จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
18.นายเขมชาติ ตนบุญ นักวิจัยอิสระ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...