xs
xsm
sm
md
lg

แนวรบด้านใต้ยังเข้ม! ตรึงชายแดน “ไทย-มาเลเซีย” ต้องสกัดแรงงาน-ขบวนการขนของเถื่อนให้อยู่หมัด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

   

โดย...ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
  



ภาพทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) วางกำลังคุมเข้มตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากมีข่าวการแพร่ระบาดโควิด-19 ในตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร จนนำไปสู่การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทยเท่านั้น

หากแต่เป็นภาพที่ชินตาของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานแล้ว ซึ่งมีมากขึ้นอีกตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อช่วงต้นปี 2563 ซึ่งทำให้มาเลเซียประกาศปิดประเทศ ตามมาด้วยการล็อกดาวน์ของประเทศไทย

การปิดประเทศของทั้งสองฝั่งส่งผลให้แรงงานทั้งคนไทยและชาติอื่นๆ จำนวนมหาศาล ที่ทำงานภายในประเทศมาเลเซียต่างพากันมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรมนุษย์มาเลเซีย ระบุว่า มีแรงงานต่างชาติในประเทศมาเลเซียอยู่ราว 2.1 ล้านคน โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตัวเลขรวมสูงกว่าตัวเลขทางการอีกเท่าตัว

แม้มาเลเซียจะเคยประกาศเตรียมลดการจ้างงานในส่วนของแรงงานต่างด้าวลง ให้เหลือเฉพาะด้านก่อสร้าง เกษตรกรรม และกสิกรรม เพื่อสงวนตำแหน่งงานอื่นๆ ให้แก่ประชาชนชาวมาเลเซีย หลังการเกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้นในประเทศจนกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ภายหลังได้คลายมาตรการนี้ลง เนื่องจากงานที่ใช้แรงงานต่างด้าวนั้นไม่ได้เป็นที่ต้องการของชาวมาเลเซีย เนื่องจากมองว่าเป็นงานที่สกปรก อันตราย และยากลำบาก

แรงงานต่างด้าวในมาเลเซียเหล่านี้ เมื่อลักลอบเข้ามาในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เสี่ยงต่อการนำเชื้อโควิด-19 เข้ามาแพร่กระจาย เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการคัดกรองและกักตัวตามมาตรการป้องกันมีจำนวนไม่น้อย ทหาร และ ตชด.จึงต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังมากขึ้น!

จุดที่แรงงานต่างด้าว รวมไปถึงคนไทยในมาเลเซียลักลอบเข้ามาในประเทศไทยมักเป็นช่องทางธรรมชาติ ซึ่งแต่เดิมเส้นทางที่นิยมลักลอบข้ามแดนระหว่างไทย-มาเลเซียกันมากคือ ตลอดริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งมีช่องทางให้ข้ามได้สะดวกอยู่ถึง 94 ช่องทาง เพราะทั้ง 2 ฟากฝั่งมีสภาพความเป็นเมือง มีท่าข้ามมากมาย มีทางคมนาคมที่สะดวกจากทั้งในฝั่งมาเลเซียและไทย ส่วนนอกเขตแนวระยะ 3 กิโลเมตรของแม่น้ำสุไหงโก-ลก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่รกร้าง การเดินทางสัญจรยากลำบาก

แต่ปัจจุบัน หลังจากมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่คุมเข้มตลอดแนวแม่น้ำสุไหงโก-ลก ทำให้มีการย้ายไปลักลอบเข้าทาง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส แทน รวมทั้งทางเรือเพื่อมาขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล

ส่วนช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับคนทั่วไปเรียกได้ว่าผ่านเข้า-ออกได้ยากลำบากมาก บางพื้นที่เป็นภูเขาสูง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา บางพื้นที่มีรั้วตลอดแนวชายแดน เช่น ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา และบางพื้นที่แม้จะข้ามมาได้ง่ายก็จริง แต่ก็ยุ่งยากมากที่จะเดินทางต่อไปยังเป้าหมาย โดยเฉพาะไม่มีรถโดยสารบริการ นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางธรรมชาติ ด้าน อ.นาทวี แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางของแรงงานไทยที่เข้าไปรับจ้างในสวนยางพาราในประเทศมาเลเซีย

ทำไมแรงงานเหล่านี้จึงเลือกเข้ามาแบบผิดกฎหมาย? คำตอบที่เห็นได้ชัดนั่นก็เพราะแรงงานเหล่านี้ออกไปแบบผิดกฎหมาย “ถ้าตอนเข้า บังอุ้มเข้าไป ตอนออกก็ให้บังอุ้มออกมา” คือคำตอบที่หลายคนให้ไว้ ส่วนใครจะเป็นคนอุ้มบังอีกที ไม่ให้โดนจับ เรื่องนั้นคงไม่ต้องขยายความ

แต่บางคนเข้าอย่างถูกกฎหมาย แต่ตอนจะออก กลับโดน “หลอก” เพื่อห้ได้ทางลัด จนสุดท้ายต้องมาพึ่งพาบังให้อุ้มออก หรือบางคนก็ถูกหลอกให้มารอเก้ออยู่ริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก ด้านฝั่งมาเลเซีย จนต้องเสี่ยงข้ามมาเอง

ปัจจุบัน ไม่ค่อยมีคนไทยเดินทางกลับมาจากประเทศมาเลเซียแล้ว ที่ยังพบและจับกุมได้ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้เมื่อข้ามแดนมาได้ เกือบทั้งหมด นายหน้าฝั่งไทยจะรับไปส่งต่ออีกทีที่ จ.สงขลา ใน อ.หาดใหญ่ บางกล่ำ และรัตภูมิ โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

เส้นทางที่นำกลับของแรงงานพม่า ก็จะมีทาง จ.ระนอง ที่เริ่มต้นที่หัวละ 20,000-22,000 บาท เส้นทางด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจบุรี เริ่มต้นที่หัวละ 24,000-26,000 บาท และเส้นทาง อ.แม่สอด จ.ตาก จะเริ่มต้นที่หัวละ 28,000 บาท

วิธีการขนส่งก็หลากหลาย ทั้ง “ยัด” กันมาในรถกระบะ ในห้องโดยสารและกระบะ ตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการนอนที่กระบะแล้วใช้ผ้าใบคลุม เลือกเดินทางช่วงเวลากลางคืน หรือขึ้นรถขนส่งมวลชน ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถตู้ หรือแม้แต่เหมารถตู้รับจ้างประจำทางมาเพื่อใช้ขนกันโดยเฉพาะ หรือแม้แต่ใช้รถบรรทุกของหน่วยงานรัฐ ใช้รถตู้ติดสติกเกอร์ปลอมว่าเป็นรถหน่วยงานรัฐก็เคยถูกจับได้มาแล้ว

แม้ช่วงนี้ เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจจะเข้มงวดกวดขัน ถึงขั้นมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่า ต้องไม่ให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีบางรายที่เล็ดลอดเข้ามาได้ หลายรายก็ไม่พ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองกำลัง 3 ฝ่าย ก็จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ได้ 11 คน ขณะนั่งรถยนต์ลาดตระเวนเพื่อสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวลักลอบข้ามแดนตามช่องทางข้ามธรรมชาติในพื้นที่รับผิดชอบ ริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก เมื่อถึงบริเวณช่องทางข้ามธรรมชาติบ้านกวาลอซีลา ม.7 ต.ปาเสมัส เยื้องกับสำนักงานขนส่ง จ.นราธิวาส สาขาอำเภอสุไหงโก-ลก

ขณะพบเจอนั้น บรรดาแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าทั้ง 11 คน กำลังหอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระ ทยอยกันเดินขึ้นจากเรือยนต์รับจ้างข้ามฟากของประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าจับกุม ทำให้คนขับเรือยนต์รับจ้างข้ามฟากของประเทศมาเลเซีย รีบขับเรือยนต์ข้ามฟากหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

นายรุ่งเรือง เปิดเผยว่า จากการประเมินการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบข้ามแดนจากช่องทางธรรมชาติ จากพื้นที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย หลายครั้งที่ผ่านมา หลังจากที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักในพื้นที่ประเทศมาเลเซีย พบว่า กลุ่มนายหน้าของประเทศมาเลเซียจะเก็บเอกสารหลักฐานหนังสือเดินทางของกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่จะลักลอบเข้ามายังประเทศไทยไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามสืบสวนสอบสวนจับกุม

“อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้เอาไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ว่ามีความเกี่ยวโยง ติดต่อประสานงานกับคนไทยคนใด เพื่อติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้” นายรุ่งเรือง กล่าว


นอกจากแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองจากประเทศมาเลเซียแล้ว สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนกังวลกันก็คือ กลุ่มลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน ทั้งยาเสพติด ประเภทใบกระท่อม ไอซ์ ยาบ้า หรือแม้กระทั่งสินค้าทั่วไป

ล่าสุด จับกุมพ่อค้าขาวไทยกำลังขนไข่ที่ลักลอบนำเข้ามาทางเรือจากประเทศมาเลเซียกว่า 90,000 ฟอง มาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือใน จ.สตูล หรือที่ จ.ระนอง เจ้าหน้าที่จับกุมชาวพม่าลักลอบขนยางพาราเข้ามาทางเรือเช่นกัน

กลุ่มลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าออกสองฝั่งประเทศ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองโรค และไม่ได้กักตัว 14 วันตามที่ควรจะเป็น

แม้ว่าขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัดคือ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีต้นเหตุมาจากการลักลอบเข้าเมือง แต่ก็เป็นเรื่องที่จะประมาทไม่ได้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ทั้งหลายเข้มงวดกวดขันได้ตามที่ผู้บังคับบัญชาได้ออกวาจาเป็นคำสั่งแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ชายแดนด้านทิศใต้คงยังเข้มแข็ง ไม่แตกง่าย

แต่หากเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่สินบน มองแต่ความสบายของตนเอง แต่ไม่เห็นแก่ส่วนรวมว่าจะลำบากมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกโควิด-19 กลับมาระบาดในพื้นที่นี้อีกครั้ง เหมือนกับที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่มีข้อครหาว่า แรงงานต่างด้าวเถื่อนหลายคนที่เข้ามาได้ก็เพราะ “คนมีสี” เอื้ออำนวยความสะดวกให้!


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...