xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองท้องถิ่นท่ามกลางความรุนแรงใน “ไฟใต้” แนบแน่นระบบอุปถัมภ์-แนวร่วมแบ่งแยกดินแดน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย... ศูนย์ข่าวภาคใต้
  



ช่วงนี้การเมืองท้องถิ่นค่อนข้างคึกคัก อันเนื่องมาจากอยู่ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)

ในพื้นที่ภาคใต้ หลายพื้นที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น บางพื้นที่อย่างในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็หวั่นว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น จน พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ต้องออกปากเรียกผู้สมัครในพื้นที่นี้มาคุยนอกรอบและทำข้อตกลงกันอย่างจริงจังว่าจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย ห้ามใช้ความรุนแรงหรือใช้อาวุธโดยเด็ดขาด!

เกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้เผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ งานวิจัยของ นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี เรื่อง การเมืองการเลือกตั้งของนักการเมืองท้องถิ่นชายแดนใต้ท่ามกลางความรุนแรง

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการค้นคว้าเอกสาร งานวิชาการ และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ อาศัยการแนะนำของผู้ให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงประเด็นในงานวิจัย โดยกลุ่มตัวอย่างมีทั้งนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และฝ่ายท้องที่ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-30 พ.ย.2561 เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ในกระบวนการเลือกตั้งภายใต้บริบทความรุนแรง และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองการเลือกตั้ง ความรุนแรงในการเลือกตั้ง และสถานการณ์ความไม่สงบ

พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4
ผลการศึกษา พบว่า แม้ชาวบ้านในพื้นที่จะมีพัฒนาการทางการเมืองสูงขึ้น แต่การเมืองระดับท้องถิ่นก็มีลักษณะผูกโยงกับตัวบุคคลสูง ขณะที่การแข่งขันเชิงนโยบายมีบทบาทค่อนข้างน้อยในสนามเลือกตั้ง และแม้ว่าเครือข่ายอุปถัมภ์ที่มาพร้อมกับการซื้อเสียงจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดในการตัดสินผลแพ้ชนะ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญและทรงพลังต่อการเมือง-การเลือกตั้งในพื้นที่

กอปรกับภายหลังจากการสูญสิ้นศรัทธาต่อกลุ่มวาดะห์จากเหตุการณ์กรือเซะ-ตากใบ เมื่อปี 2547 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การเลือกตั้งในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของเครือข่ายอุปถัมภ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนมุสลิม ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงอยู่บ่อยครั้งในการเลือกตั้งทุกระดับ

จากการศึกษา พบว่า สถาบันการเลือกตั้ง ความรุนแรงในการเลือกตั้ง และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ความรุนแรงในการเลือกตั้งในพื้นที่มีในหลายรูปแบบตั้งแต่การข่มขู่ การสร้างข่าว หรือข้อมูลเท็จต่อคู่แข่งว่าเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ความรุนแรงในการเลือกตั้งเหล่านี้ผูกโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบในหลายลักษณะ งานวิชาการหลายแห่ง บอกว่า มันง่ายมากที่จะสรุปคดีว่าเกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดการก่ออาชญากรรมจากแรงจูงใจอื่นๆ ที่ไม่ใช่จากขบวนการแบ่งแยกดินแดนมากยิ่งขึ้น

ในหลายกรณีแม้เหยื่อจะปักใจเชื่อว่า การลอบสังหารมีแรงจูงใจมาจากสาเหตุทางการเมือง แต่ด้วยไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ และความจําเป็นบางประการที่ต้องได้รับเงินเยียวยาจากทางรัฐ จึงทำให้บทสรุปทางคดีความกลายเป็นการก่อเหตุความไม่สงบแทน


ในบางพื้นที่ความรุนแรงในการเลือกตั้งและสถานการณ์ความไม่สงบมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน เมื่อผู้สมัครลงชิงตำแหน่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ และใช้ความรุนแรงในการเลือกตั้ง ตำรวจยศร้อยตำรวจเอกรายหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่มาเป็นระยะเวลานาน ให้ข้อมูลแก่ผู้ทำวิจัยว่า มีนักการเมืองในพื้นที่จำนวนมากและในทุกระดับ ทั้งฝ่ายท้องที่ และฝ่ายท้องถิ่นเป็นแนวร่วมของขบวนการก่อความไม่สงบ มักทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยเชื่อมประสานระหว่างขบวนการระดับแกนนํากับฝ่ายปฏิบัติการ และมักใช้พื้นที่รับผิดชอบของตนเป็นที่กบดานให้แก่ฝ่ายปฏิบัติการภายหลังจากก่อเหตุ ด้วยความเชื่อว่าระดับแกนนําและฝ่ายปฏิบัติการจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ หากปราศจากบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางอย่างนักการเมืองท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ในบางพื้นที่จึงมีนโยบาย “วิสามัญฆาตกรรมอย่างไม่เป็นทางการ” หรือที่เรียกกันว่า “การตัดตอน” นักการเมืองท้องถิ่น ที่เจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นแนวร่วม จนกระทั่งในบางพื้นที่ไม่มีใครกล้าลงสมัครตำแหน่งกํานัน

ความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบยังส่งผลต่อพฤติกรรมในกระบวนการการเลือกตั้งของนักการเมืองในพื้นที่ในหลายลักษณะในประเด็นผลกระทบต่อพฤติกรรมการหาเสียงนั้น นักการเมืองท้องถิ่นในบางพื้นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการลงพื้นที่หาเสียง แต่ละครั้งพวกเขาต้องใช้รถคุ้มกัน 3-4 คัน เพื่อรักษาความปลอดภัย

งานวิจัยพบว่า ระบบอุปถัมภ์และสายสัมพันธ์เครือญาติยังคงเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักการเมืองท้องถิ่น เพราะการเลือกตั้งยังคงใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ที่มีความสัมพันธ์กับการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างแนบแน่น

เครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่มีโครงสร้างโยงใยจากการเมืองระดับชาติลงสู่การเมืองระดับท้องถิ่น โดยมีหัวคะแนนทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับผู้รับอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นชาวบ้าน โดยเฉพาะเขตชนบท เข้ากับผู้อุปถัมภ์ ที่เป็นนักการเมืองระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น


โดยทั่วไปแล้วหัวคะแนนมักจะเป็นครู ทั้งสายสามัญและศาสนา กลุ่มผู้นําและนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มผู้นําศาสนา กลุ่มพ่อค้าและนักธุรกิจท้องถิ่น รวมทั้งเจ้าพ่อ นักเลง และผู้มีอิทธิพล หัวคะแนนมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัด จนถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งหัวคะแนนเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ทางตรงหรือทางอ้อมกับบรรดาผู้สมัครและพรรคการเมืองก็ได้

นอกจากนี้ พฤติกรรมในกระบวนการเลือกตั้งมีลักษณะแตกต่างกันในรายละเอียดของแต่ละพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และในการเลือกตั้งแต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับ อบจ. อบต. ผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ยังมีลักษณะร่วมกันในเชิงมหภาคหลายประการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยด้วย นั่นคือ การเลือกตั้งท้องถิ่นผูกโยงกับวิธีการซื้อเสียงและ
เครือข่ายอปุถัมภ์ของนักการเมืองระดับชาติที่หยั่งรากลึกลงสู่การเมืองระดับท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น มีนักการเมืองระดับชาติสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่นแต่ละฝ่ายอย่างเปิดเผยชัดเจน


เมื่อนักการเมืองท้องถิ่นคนใดขยับขึ้นไปเล่นการเมืองในระดับที่สูงขึ้น พวกเขาก็จะวางทายาททางการเมืองเพื่อสืบทอดตำแหน่งเดิมที่เคยดำรงตำแหน่ง ส่งผลให้เครือข่ายอุปถัมภ์หยั่งรากจากการเมืองระดับชาติสู่การเมืองระดับท้องถิ่นได้อย่างมั่นคง

ในท้องถิ่นใดที่นักการเมืองระดับชาติสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ได้อย่างเหนียวแน่น พวกเขาจะกลายเป็นบุคคลที่กำหนดความเป็นไปของการเมืองในพื้นที่นั้นๆ ได้ ดังตัวอย่างของการขึ้นสู่ตำแหน่งกำนันในตำบลแห่งหนึ่งของ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวตัดสินไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพและการยอมรับจากบรรดาผู้ใหญ่บ้านหรือลูกบ้านในตำบล หากแต่ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ ส.ส.ในพื้นที่ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ากองทัพมีกําลังพลที่ได้เข้าไปประจำการจำนวนมาก ทำให้ในระยะหลังนักการเมืองท้องถิ่นบางคนต้องพึ่งบารมีของทหารในพื้นที่ด้วยโดยเฉพาะโครงการพัฒนาที่จะลงมาพัฒนาในพื้นที่

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ 3 ข้อ คือ (1) นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญระหว่างรัฐและประชาชนในพื้นที่ ควรมีการศึกษาวิจัยแต่ละพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น ศึกษาพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่น ที่มีภูมิรัฐศาสตร์ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย หรือควรศึกษาวิจัยบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

(2) ควรมีการศึกษาวิจัยประเด็นความสัมพันธ์ของนักการเมืองท้องถิ่นกับพรรคการเมืองในระดับประเทศ เพื่อให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองในท้องถิ่น เพราะในระยะหลังมีพรรคการเมืองใหญ่ๆ จากภูมิภาคอื่นได้เข้ามามีบทบาทสนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น เช่น ผ่านกิจกรรมด้านกีฬาฟุตบอล หรือแม้กระทั่งความร่วมมือในการศึกษาดูงานข้ามภูมิภาค

และ (3) งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า เครือข่ายของนักการเมืองรุ่นใหม่ในพื้นที่เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษามากกว่านักการเมืองท้องถิ่นรุ่นเก่า และมีเครือข่ายทั้งในระดับชาติและระดับต่างประเทศโดยฉพาะแถบอาเซียน ทำให้มีความร่วมมือในระดับข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในรัฐใกล้ๆ ของประเทศมาเลเซีย จึงควรมีการศึกษาวิจัยบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่โดยเฉพาะเจาะจง เพื่อจะได้เข้าใจพลวัตของนักการเมืองท้องถิ่นและการปรับตัวของนักการเมืองรุ่นเก่าต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม และความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...