xs
xsm
sm
md
lg

คนชายแดนใต้ยังหวัง “แม่ทัพภาค 4 คนใหม่” จะมีนโยบายใหม่ใช้ล้างโชกเลือดกว่า 16 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก


 
ระเบิดที่แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนใช้ก่อการร้าย โดยมีเป้าหมายที่ “ขบวนรถบรรทุกทหาร” ขณะสับเปลี่ยนกำลังของ พัน ร.15 พัน 1 ที่บ้านคลองประดู ม.4 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เป็นเหตุให้มีทหารเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีก 4 นาย เป็นปฏิบัติการบนถนนสายหลักเส้นทาง สงขลา-ปัตตานี ในพื้นที่ที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมย่านริมทะเลและวิสามัญแนวร่วมไปได้ 2 ศพ ที่น่าสังเกตคือเป็นการก่อเหตุตรงกับวันที่ “1 ตุลาคม” ซึ่งเป็นวันที่ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รับตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 คนใหม่เป็นวันแรกพอดี
 
นอกจากเป็นการก่อเหตุเพื่อต้อนรับ แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ แล้ว ยังส่งสัญญาณบอกเหตุว่า แนวร่วม บีอาร์เอ็น ในพื้นที่ไม่ได้หายไปไหน แต่รอจังหวะให้เกิด “ช่องว่าง” หรือ “ประมาท” ก็จะก่อเหตุร้ายทันที เพื่อยืนยัน “ตัวตน” และ “ความพร้อม” ที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ
 
เป็นไปตาม “นโยบาย” ของบีอาร์เอ็นที่ไม่เน้นในเรื่องของ “ความรุนแรง” เหมือนในอดีต เพียงแต่ให้แนวร่วมปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเป็นการ “เลี้ยงกระแส” ในพื้นที่ เพื่อให้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐต้องลาดตระเวน ป้องกันเหตุ ค้นหาแหล่งหลบซ่อน ซึ่งเป็นเพิ่มการใช้กำลังจำนวนมากแบบ “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”
   
กำลังทางทหารไม่ว่าจะเป็น ชป.จรยุทธ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ล้วนแต่อยู่ในสายตาของแนวร่วม ซึ่งแนวร่วมเหล่านี้ก็จะทำหน้าที่รวบรวมรายละเอียดทั้งหมดของแผนปฏิบัติการฝ่ายทหารที่เข้าไปในหมู่บ้าน แล้วส่งให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนตอบโต้
   
หากเจาะเข้าไปให้ถึง “ข่าว” ความเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็นที่มีการสรุปแผนในเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีประเด็นหลักๆ ในการสั่งการให้แนวร่วมทั้ง “ฝ่ายการเมือง” และ “ฝ่ายทหาร” ปฏิบัติการอย่างไรในชายแดนใต้
   
เช่น งานฝ่ายการเมืองที่สั่งการให้แนวร่วมในหมู่บ้านตรวจสอบหา “สายข่าว” เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรายงานให้ฝ่ายรับผิดชอบได้รับรู้ สอดคล้องกับการสั่งการให้ฝ่ายทหารให้จัดการกับแนวร่วมบีอาร์เอ็นที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถฆ่าได้เลยและให้สร้างสถานการณ์เพื่อโยนความผิดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ
      
สังเกตให้ดีจะเห็นว่าช่วง 3-4 เดือนมานี้แม้การก่อการร้ายจะน้อยลง แต่มี “มุสลิม” ในพื้นที่ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ระบุว่าสาเหตุการตายเกิดจากเรื่องอะไร และพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็นให้สังคมเข้าใจว่า อาจมาจากเรื่องการค้ายาเสพติด
   
การเบี่ยงประเด็นเป็นเรื่องที่สังคมมักจะเชื่อง่ายๆ เพราะในชายแดนใต้ก็เป็นแหล่งการค้ายาเสพติดที่รับรู้กันทั้งประเทศ ที่น่าสนใจคือ การสั่งการของแกนนำบีอาร์เอ็นต่อ กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ จัดการกับ “สายข่าว” ที่ให้ข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการแล้ว ยังผลให้กระทบกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่หลบหนีเข้าไปในประเทศมาเลเซีย และยังถือเป็นการสั่งสอนวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดและชอบลักขโมยในหมู่บ้านด้วย
   
แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า “ชูธง” เรื่องการปราบปรามยาเสติด โดยถือว่าเป็น “ภัยแทรกซ้อน” สำคัญ บีอาร์เอ็นก็ทำการเอาใจมวลชนในพื้นที่ด้วยการจัดการกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่สร้างปัญหาให้แก่ชาวบ้านด้วยเช่นกัน
  
ซึ่งใครจะได้ “มวลชน” ในการปราบปรามยาเสพติดระหว่างบีอาร์เอ็น กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องมีส่วนประกอบอื่นๆ เป็นที่ชี้ขาด เช่น คนของบีอาร์เอ็นเป็นใครในพื้นที่ชาวบ้านรู้จักดี ดังนั้น ถ้าบีอาร์เอ็นจัดการกับใคร ชาวบ้านจะรู้ในทันทีว่าเป็นผลงานของบีอาร์เอ็นหรือไม่  

แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่มีความแตกต่างที่ชาวบ้านรู้ดีคือ ถ้าใครถูกจับในข้อหายาเสพติดไม่ว่าจะเป็น “เสพ” หรือ “ขาย” เมื่อถึงมือตำรวจคนและถูกดำเนินคดี นั่นแสดงว่าเป็นพวก “ไม่มีเงิน” เพราะคนที่มีเงินก็จะ “จ่าย” ให้แก่เจ้าหน้าที่จนสามารถพ้นความผิดไปได้แล้ว

ชาวบ้านยังรู้อีกว่า คนค้ายาเสพติดสามารถอยู่ในพื้นที่โดยไม่ถูกจับกุม เพราะมีการ “จ่าย” ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น แม้ทหารจะดำเนินการอย่างไร นั่นก็จะสู้การดำเนินการของบีอาร์เอ็นไม่ได้ เพราะบีอาร์เอ็นใช้วิธีการเดียวกับที่ อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (โจรจีน) ได้ใช้กับศัตรูของชาวบ้านที่เป็นโจรอันธพาล จนทำให้คนในพื้นที่ยินยอมที่จะ “เสียค่าคุ้มครอง” ให้มากกว่าการเสียภาษีให้รัฐ

ยังมีคำสั่งทางทหารของฝ่ายบีอาร์เอ็นที่น่าสนใจในหลายประเด็น เช่น ถ้าเกิดการสูญเสียจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ห้ามทำการแก้แค้น แต่ให้ปฏิบัติตามแผนเดิมที่วางไว้ นั่นคือถ้าเป้าหมายไม่ชัดก็เฉยไว้ แต่ถ้า “เป้าหมายชัด” และ “มีโอกาสหนีได้” ก็ให้ปฏิบัติการได้เลย

จึงจะเห็นได้ว่าในระยะหลังเมื่อเกิดการสูญเสีย แนวร่วมจะไม่ตอบโต้ในทันที ไม่เหมือนในอดีตที่ต้องเอาคืนทันควัน และที่สำคัญวันนี้ อาร์เคเค เข้าใจถึงความเสียเปรียบในเรื่องยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของฝ่ายทหารไทย อย่างการใช้ “โดรน” ตรวจความเคลื่อนไหวเมื่อปะทะและปิดล้อม จึงให้มีการหลบเลี่ยง ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าอาร์เคเคจะแก้เกมอย่างไร

มีการสั่งการให้สับเปลี่ยนกำลังที่อ่อนล้าจากการปฏิบัติการในพื้นที่ให้หลบเข้าไปพักในฝั่งมาเลเซีย แล้วส่งแนวร่วมจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาปฏิบัติการแทน ถือเป็นการสับเปลี่ยนกำลังข้ามพรมแดนจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่ง

ดังนั้น ปฏิบัติการด้าน “การข่าว” ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะวันนี้มาเลเซียยังเป็นที่มั่นของบีอาร์เอ็น แถมยังมี เจนีวาคอลล์ ที่มีอิทธิพลให้การหนุนหลังอย่างชัดเจน เพราะต้องการให้บีอาร์เอ็น เป็นองค์กรแบ่งแยกดินแดนสากล ซึ่งหากไทยยังไม่มีความชัดเจนกับมาเลเซียในเรื่องนี้ นั่นจะทำให้การเอาชนะบีอาร์เอ็นของรัฐไทยยังต้องยุ่งยากต่อไป

ความจริงแล้วนโยบายบีอาร์เอ็นที่สั่งการต่อแนวร่วมในพื้นที่มีจำนวนหลายหน้า ทั้งนโยบาย “การเมือง” และ “การทหาร” โดยเฉพาะในเรื่องการ “จัดกิจกรรม” ในพื้นที่เพื่อส่งเสริมกระบวนการทำ “ไอโอ” เพื่อปลุกระดม ป้ายสี สร้างความเข้าใจผิด และการเผยแพร่ “จุดอ่อน” ของ รัฐบาลบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 
แม้แต่แผนงานการสร้างหมู่บ้านแนวชายแดนตั้งแต่ อ.แว้ง ไปจนถึง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อให้เป็นที่อาศัยชั่วคราวของแนวร่วม รวมถึงเรื่องการสนับสนุนทางการเงินและการฝึกแนวร่วมรุ่นใหม่ให้มีอาชีพและรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ฝ่ายการข่าว” และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ล้วนทราบดี แต่คนในพื้นที่โดยเฉพาะ “ไทยพุทธ” ซึ่งคือกลุ่มคนที่ควรจะทราบเพื่อที่จะได้ไม่หลงประเด็นและเข้าใจสถานการณ์กลับไม่ทราบ

แต่ก็เชื่อว่าคนในพื้นที่ยังหวังกันเหมือนเดิมที่มีเปลี่ยนแม่ทัพ 4 คนใหม่ว่า คงจะมี “นโยบายใหม่ๆ” ที่จะใช้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ที่ “โชกเลือด” ให้เป็นแผ่นดิน “สันติ” ได้ เพราะ 16 ปีของการที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสูญเสียนานัปการ อันควรจะต้องถึงเวลา “ยุติ” ได้แล้ว
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...