xs
xsm
sm
md
lg

“คลองไทย - ไฟใต้ - ICRC - BRN” ล้วนถูกผูกโยงไว้ด้วยกัน?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เขียนถึงหน่วยงานอย่าง คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่เข้ามาดำเนินการติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และตั้งแต่ปี 2559 ก็ได้ลงหลักปักแหล่งตั้งสำนักงานใน จ.ปัตตานี โดยมีความพยายามที่จะ “อยู่ยาว” แบบไม่ “รู้สึกรู้สา” ว่าเจ้าของประเทศจะคิดอย่างไรกับบริบทที่นอกเหนือจากข้อตกลงตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เป็นที่รับรู้กันว่า ไอซีอาร์ซี เป็นสถาบันสังคมสงเคราะห์ที่ชาติสมาชิกยอมรับให้เป็นองค์กรอิสระตามหลักการมนุษยธรรมนานาชาติแห่ง ข้อตกลงเจนีวา โดยมีหน้าที่ปกป้องผู้รับเคราะห์จากภัยสงครามทั้งภายในและระหว่างประเทศ การบาดเจ็บจากภัยสงคราม การลี้ภัย เชลยสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นในชายแดนใต้ เพราะไม่ใช่เรื่องการขัดกันด้วยอาวุธ ไม่มีการประกาศจากคู่สงคราม เป็นเพียงการลอบทำร้าย การซุ่มโจมตี การวางเพลิง วางระเบิดจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ยังไม่ถึงขั้น “อาร์มคอนฟิกส์” อย่างที่องค์กรฝรั่งที่เดินกันเพ่นพ่านอยู่ในพื้นที่พยายามที่จะให้เป็น

อีกทั้งเป็นที่รับรู้กันว่า ไอซีอาร์ซี และองค์กรอื่นๆ ที่มาจากซีกโลกตะวันตกมี “วาระแฝงเร้น” ในการที่จะอยู่ในชายแดนใต้ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ต่างรู้ดีว่ามีอะไรบ้าง องค์กรเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับขบวนการไหน ภาคประชาสังคมในส่วนที่เป็นเครือข่ายของ “โจร” หรือ “เอ็นจีโอ” หรือเปล่า

มีการติดตามบริบทขององค์กรฝรั่งที่เข้ามาเพ่นพ่านในพื้นที่จนพบว่า ใช้กฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศบังหน้า ใช้เรื่องมนุษยธรรมในการขับเคลื่อนประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ใช้ความรู้ในเรื่อง “สันติสุข” และ “สันติภาพ” เป็น “ธงนำ” อย่างไร

สิ่งที่องค์กรเหล่านี้ซ่อนเร้นคือ บริบทในการขับเคลื่อนในเรื่องของ “สิทธิมนุษยชน” เรื่องของ “กฎบัตรสากล” ที่นำความแตกแยกมาสู่สังคม เพื่อเอื้อให้มีการ “กำหนดใจตนเอง” เพื่อให้การแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นในอาณาจักรไทย ซึ่งหากปล่อยให้องค์กรของชาติตะวันตกไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนปฏิบัติการเยี่ยงนี้ในพื้นที่ นั่นย่อมส่งผลเสียให้แก่ “มาตรการดับไฟใต้” แถมยังอาจจะทบให้ “ไฟใต้” มีแต่จะลุกโชนมากยิ่งขึ้น

การขอให้ ไอซีอาร์ซี ออกจากชายแดนใต้ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะทุกองค์กรที่มาจากต่างชาติถือเป็น “ภัยแทรกซ้อน” และ “รุกล้ำอธิปไตย” ที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าปัญหาในเรื่องของยาเสพติดและธุรกิจเถื่อนๆ ในพื้นที่ เพราะปัญหาอย่างหลังเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ประเทศต้องสูญเสียดินแดน แต่องค์กรต่างชาติต่างหากที่จะทำให้ประเทศต้องเสียดินแดน หากยังปล่อยให้อยู่ในพื้นที่และปล่อยให้มีอิสรเสรีในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สัปดาห์ที่แล้ว ไอซีอาร์ซี จึงได้นำคณะกรรมการชุดใหญ่เดินสายลงพื้นที่เข้าพบ แม่ทัพภาคที่ 4 และ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อชี้แจงถึงแผนงานขององค์กรในวาระ 2 ปี ซึ่งถือเป็นเพียงเรื่อง “บังหน้า” เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 ไอซีอาร์ซี ได้ดำเนินการอะไรต่ออะไรมากมายที่ไม่ได้บอกเล่าให้หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทราบ

ในการเดินทางมาครั้งนี้เป้าประสงค์ของ ไอซีอาร์ซี คือต้องการพบ “แม่ทัพ” และ “เลขาฯ ศอ.บต.” เพื่อที่จะขออยู่ปฏิบัติงานในชายแดนใต้ต่อไป โดยจะไม่ยอมออกจากพื้นที่ตามกำหนดในสิ้นเดือนกันยายน 2563 นี้ และขอต่อรองย้ายออกจาก จ.ปัตตานี ในเดือนธันวาคม 25863 ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นอาจจะเกิดเงื่อนไขใหม่ๆ เพื่อที่จะอยู่ต่อใน จ.ปัตตานีต่อก็อาจจะเป็นไปได้

แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า แผนการที่ ไอซีอาร์ซี วางไว้น่าจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ประการแรกไม่ได้พบและพูดคุยกับกับเลขาธิการ ศอ.บต. และประการหลังการเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 น่าจะเป็นเรื่องที่ “เสียข้าวเปลือก” แต่ “ไม่ได้ไก่” ตามที่ต้องการ เนื่องเพราะ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ กำลังจะพ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ในวันที่ 30 กันยายน 2563 นี้ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปสิ่งใดที่รับปากกันไว้ก็จะไม่มีผล

มีการอ้างการรับฟังความคิดเห็นของ “สภาสันติสุข” เป็นข้อมูลและพร้อมที่จะให้ ไอซีอาร์ซี ไปดูข้อเท็จจริง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปด้วย ซึ่งก็จะเป็นไปตามกรอบของฝ่ายความมั่นคงวางไว้ให้สามารถควบคุมให้อยู่ในกรอบที่ต้องการได้

และที่ต้องนับว่า ไอซีอาร์ซี เสียหายมากคือ หน่วยงานความมั่นคงที่จัดสัมมนาในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเชิญเจ้าหน้าที่จากไอซีอาร์ซี เป็นผู้บรรยายเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ถูกสั่งยกเลิกไป ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานความมั่นคง “ทันเกม” ที่สำคัญไม่ยอม “หงอ” ให้แก่องค์กรของฝรั่งอย่างที่เคยเป็นมา

ส่วนการที่ ไอซีอาร์ซี ขออยู่ในชายแดนใต้ต่อ โดยคาดว่าจะย้ายออกจากพื้นที่ได้ช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 โดยอ้างเรื่องการระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนัก” เพราะไม่มีใครที่จะบอกได้ว่าโควิด-19 จะหมดไปเมื่อไหร่ รวมทั้ง แม่ทัพภาค 4 เองก็ไม่มีอำนาจที่จะให้ ไอซีอาร์ซี อยู่หรือไป เพราะผู้ที่อนุญาตได้คือ กระทรวงต่างประเทศ ที่ขณะนี้อาจจะเป็นหน่วยงานเดียวที่ยัง “มองโลกสวย” และ “ไม่สำเหนียก” ถึงภัยจากองค์กรฝรั่งหัวแดงจากซีกโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเกมของ ไอซีอาร์ซี จะไม่จบเพียงแค่นี้ จึงต้องติดตามกันยาวๆ ว่าหลังจากนี้ต่อไป หรือก่อนที่จะถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 ทั้ง ไอซีอาร์ซี และอีกหลายองค์กรจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะมี “หมากกล” อะไรอีก หรือพวกเขาวิเคราะห์สถานการณ์ของประเทศไทยแล้วว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อันทำให้องค์กรฝรั่งหัวแดงเหล่านี้ใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อการได้อยู่ต่อในชายแดนใต้

สิ่งที่หน่วยข่าวกรองต้องรู้เท่าทันชาติมหาอำนาจทั้งหลายคือ สถานการณ์ในชายแดนใต้ ณ วันนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะแผ่นดินปลายด้ามขวานกำลังกลายเป็น “เครื่องมือ” ของอเมริกาและยุโรปในการใช้ “ต่อรอง” เพื่อ “รุกคืบ” เข้าสู่อาเซียน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อลดทอนมหาอำนาจใหม่ของเอเชียอย่างมังกรจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง

ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ เครื่องมือในการต่อรองกับ “โครงการขุดคลองไทย” ในแนว 9A ของจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้เดินเกม “หว่านเงิน” ให้แกนักการเมืองท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ในแนวคลองตลอด 6 จังหวัดมากว่า 5 ปีแล้ว เมื่อประกอบกับปัญหาการรุกคืบเข้ายึดหมู่เกาะและทรัพยากรธรรมชาติในทะเลจีนใต้ของจีนที่กำลังเป็นสงครามความขัดแย้งกับอเมริกา จึงล้วนมีส่วนเกี่ยวพันกับแผ่นดินปลายด้ามขวานไทยทั้งสิ้น

ที่สำคัญคือทั้งอเมริกาและยุโรปต่างต้องการใช้จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นที่ “หยั่งเท้า” เพื่อใช้ต่อรองผลประโยชน์ในเรื่องการลงทุนและความมั่นคง

แต่ก็ยังวางใจได้ว่า อย่างน้อยวันนี้ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 น่าจะเป็นผู้หนึ่งที่รู้ถึง “ภัยแทรกซ้อน” ขององค์กรฝรั่งหัวแดงเป็นอย่างดี และเชื่อว่าแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไปจะมองให้ทะลุถึงยุทธศาสตร์ชาติตะวันตกที่มีต่อทั้ง “ขบวนการบีอาร์เอ็น” และมีต่อ “รัฐไทย” ได้อย่างแน่นอน

ที่สำคัญต้องกล้าที่จะบอกกับ “นายพล” ที่เป็นที่ปรึกษาขององค์กรฝรั่งเหล่านี้ให้สำเหนียกถึงภัยร้ายที่จะตามมา รวมถึงกล้าที่จะบอกความจริงให้ “ผู้บริหารบ้านเมือง” ที่นั่งอยู่ “บนหอคอยงาช้าง” และ “กระทรวงเทวดา” ที่รับผิดชอบโดยตรงกับองค์กรฝรั่งต่างชาติ ต้องไม่ปล่อยให้เข้ามาเพ่นพ่านในชายแดนใต้ สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ อาจจะยุติได้ในเวลาไม่นาน

เชื่อเถอะครับ! อันตรายที่มาจาก “บีอาร์เอ็น” ถ้าแก้ให้ถูกทางและไม่มีนโยบายแอบแฝง เรื่องนี้คงแก้ได้ไม่ยาก แต่ “ภัยแทรกซ้อน” ที่มาจากองค์กรฝรั่งต่างชาติ ถ้ารัฐบาลยังหน่อมแน้ม สุดท้ายไม่เฉพาะแต่แผ่นดินปลายด้ามขวานที่จะหลุดลอย แต่ประเทศจะลุกเป็นไฟเหมือนกับหลายๆ ชาติที่ถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจเหล่านี้
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...