xs
xsm
sm
md
lg

ใครทำให้ “ไฟการเมือง” ลามไปรวม “ไฟใต้” ให้ยิ่งโชนเปลวที่ปลายด้ามขวาน?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

ระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูกใน 2 อำเภอของ 2 จังหวัดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ลูกแรกที่ ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ลูกหลังที่ ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่กำลังพลชุดคุ้มครองครูเปิดเทอมอย่างเต็มรูปแบบในวันแรก ผลคือ ระเบิดแต่ละลูกทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตแห่งละ 1 ศพ หรือรวม 2 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากปฏิบัติการของ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เคยเขียนไว้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ว่าแนวร่วมจะปฏิบัติการทางทหารในเดือนสิงหาคมนี้ เพราะตามปฏิทินโจรในเดือนสิงหาคมของทุกปีจะต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเดือนที่มี “วันสัญลักษณ์” สำคัญทั้งของรัฐไทยและของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

รวมทั้งเป็นไปไม่ได้ที่โจรใต้จะหยุดก่อการร้ายอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจว่า เป็นเพราะที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่ จนทำให้แนวร่วมกระดิกตัวไม่ได้ หมดพิษสงในการก่อเหตุรายวัน และใครก็ตามที่เชื่อว่าแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น “หมดลาย” กลายเป็น “นักค้ายาเสพติด” ไปแล้ว นั่นก็เป็นการเชื่อที่ไม่มีเหตุและผลรองรับ

เพราะแม้ว่าบีอาร์เอ็นจะเปลี่ยนการปฏิบัติการ ด้วยการลดบทบาททางการทหาร หมายถึงจะลงมือก่อการร้ายน้อยลงแล้วหันไป “มุดใต้ดิน” เพื่อปฏิบัติการทางการเมือง อันหมายถึงทำงานมวลชนมากขึ้น แต่สงครามการแบ่งแยกดินแดนจะละทิ้งการก่อการร้ายไม่ได้เด็ดขาด เพราะการก่อการร้ายคือ “หัวใจ” ในการยืนยันความเป็น “ตัวตน” ของขบขวนการ และตอบสนอง “เงื่อนไข” ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ดี

ก่อนหน้าที่จะมีระเบิด 2 ลูกในวันเดียวกัน มีเงื่อนไขในพื้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมมาก่อน นั่นคือการที่กลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่เป็น “มลายูปาตานี” ได้ทำแฟลชม็อบรวมตัวกันเรียกร้องทางการเมืองในประเด็นแบบเดียวกับที่มีการเรียกร้องทั่วประเทศ แต่ที่ดูแล้วแตกต่างกันคือ การตั้งใจจัดขึ้นที่ “มัสยิดกรือเซะ” สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ แถมมีการชูป้ายข้อความว่า “เมอร์เดก้า ปัตตานี” หรือ “เอกราช ปัตตานี” รวมอยู่ด้วย

ดังนั้น หลังแฟลชม็อบที่ปัตตานีครั้งนั้น นักศึกษาหลายคนที่ปรากฏตัวในที่ชุมนุมจึงถูกเจ้าหน้าที่รัฐ “ตามไปเยี่ยมถึงบ้าน” ที่ไม่พบตัวก็ขอรายละเอียดจากญาติและขอให้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ที่ฐานปฏิบัติการของกองกำลังในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหรือร้ายไม่รู้ แต่วิธีการของเจ้าหน้าที่ทหารก็ถูกแปรความหมายไปว่า เป็นการ “คุกคาม” และแน่นอนถูกนำไปทำ “ไอโอ” ในโลกโซเชียลมีเดียจากเครือข่ายของบีอาร์เอ็น เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวมลายูไปแล้ว

นั่นคือเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ไปติดตามคนร่วมแฟลชม็อบ ซึ่งทหารถือว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ” เช่นเดียวกับแฟลชม็อบในกรุงเทพฯ และที่อื่นๆ ซึ่งเวลานี้หลายคนถึงขั้นถูกออกหมายจับและถูกจับกุมควบคุมตัวไปแล้ว

ดังนั้น ระเบิดทั้ง 2 ลูกที่เกิดขึ้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงต้องถือว่าเกิดขึ้นมาได้ “ถูกที่” และ “ถูกเวลา” ที่สำคัญคือ “ถูกใจมวลชน” ที่เห็นว่าทหารกำลังคุกคามนักศึกษาและประชาชน ทั้งที่ปฏิบัติการของโจรใต้หรือแนวร่วมคือ การทำผิดกฎหมาย การทำบาปที่ผิดหลักการศาสนา แต่มวลชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นการ “ตอบโต้” ที่ถูกต้อง

วันนี้งานไอโอของบีอาร์เอ็นได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อกระบวนการ “ดับไฟใต้” ไปแล้ว และนับวันยิ่งจะเป็น “เม็ดทรายในรองเท้า” ที่ทำให้ทั้งเจ็บ ทั้งรำคาญ แถมล่าสุดยังได้เห็น “เฟกนิวส์” เกี่ยวกับการจับกุมอาวุธและระเบิดที่ “โรงเรียนบากงพิทยา” ที่อ้างว่าผู้เขียนข่าวคือ “ทหารไทยพุทธ” ที่เข้าไปจับกุมและมีการปิดข่าว มีการกดดันจากหน่วยงานด้วย ซึ่งเป็นข่าวปลอมที่ต้องการปลุกระดมให้คนไทยพุทธโกรธแค้นและเป็นปรปักษ์กับมุสลิม โดยเฉพาะกับโรงเรียนสอนศาสนาที่คนในไทยพุทธเชื่อว่าเป็นแหล่ง “สร้างนักรบ” เข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน

ดังนั้น จึงอย่าเชื่อว่าที่เหตุร้ายรายวันลดลง ไม่ใช่เพราะความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่เป็นเพราะ 1) สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงแรกที่บีอาร์เอ็นมีการ “ประกาศหยุดยิง” เพื่อช่วยเหลือมวลชน 2) บีอาร์เอ็นมุดลงใต้ดินเพื่อการทำงานการเมืองหรืองานมวลชน และ 3) การก่อการร้ายทุกครั้งต้องมีเงื่อนไขที่ทหารและเจ้าหน้าที่สร้างขึ้นเป็นการรองรับ เพื่อความสำเร็จของงานการเมือง

สิ่งนี้ต้องถือว่าเป็นไปตามแผนที่บีอาร์เอ็นรับรู้ถึงความก้าวของแผนเดินไปสู่ความสำเร็จแห่งการแบ่งแยกดินแดนที่ได้จาก “เจนีวาคอลล์” หรือเอ็นจีโอต่างชาติที่เป็น “ปีกแห่งสิทธิมนุษยชน” ในสหประชาชาติ และได้จากหน่วยงานอย่าง “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี)” ที่เข้ามาให้การฟูมฟักกลุ่มภาคประชาสังคมที่เป็น “ปีกทางการเมือง” ในพื้นที่ จ.ปัตตานี

จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังมองไม่เห็นภัยร้ายใกล้ตัว และไม่พยายามที่จะ “แตะต้อง” ต้นตอของปัญหาที่เป็น “ภัยแทรกซ้อน” ที่สำคัญยิ่ง และน่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนไทยพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดการรับรู้ถึงภัยร้ายจาก “องค์กรต่างชาติ” ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายต้นๆ ที่ต้อง “กำจัด” ออกไป และที่น่าเศร้าคือแม้แต่หน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่พยายามที่จะ “รู้ลึกตื้นหนาบาง” ขององค์กรที่เป็นฝรั่งชาติตะวันตก ที่ในอดีตคือกลุ่มไล่ลาอาณานิคมที่เคยปกครองชาติตะวันออกมาก่อน

หลังเกิดเหตุ แม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศที่จะส่งหน่วยจรยุทธ์ไล่ล่าโจรใต้ทั้ง 2 กลุ่มใน 2 จังหวัด ซึ่งก็เป็นคำสั่งเดิมๆ เหมือนทุกครั้งที่เกิดความสูญเสีย และฝ่ายบีอาร์เอ็นก็คงจะใช้วิธีการเดิมๆ คือ “มุดลงใต้ดิน” ปล่อยให้ทหารเข้าปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมแนวร่วมระดับปลายแถวไปซักถาม และกลายเป็นเงื่อนไขให้บีอาร์เอ็นนำไปไอโอได้อีก

นี่คือ “วงจร” ของการแก้ปัญหาไฟใต้ ณ ปลายด้ามขวาน

อย่างไรก็ตาม รุ่งขึ้นอีกวัน “ชป.จรยุทธ์” ภายใตคำสั่ง “แม่ทัพ” ก็ตรวจสอบพบแหล่งพักพิงของแนวร่วมที่ ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีการปะทะกันเกิดขึ้น โดยมีการบาดเจ็บของกำลังพลทั้ง 2 ฝ่าย แสดงให้เห็นว่ากองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นไม่ได้หายไปไหน ถือเป็นไปตามที่ผู้เขียนเคยบอกเล่าไว้ว่ายังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อรอการปฏิบัติการ โดยยึดหลักว่าเมื่อไม่ถูกราวีก่อน ก็ไม่มีการตอบโต้ และเชื่อเถอะฝ่ายแนวร่วมที่บาดเจ็บเชื่อว่า “เจ้าหน้าที่ค้นหาไม่เจอ” ไม่รู้ว่าแหล่งหลบซ่อนเพื่อรักษาพยาบาลของบีอาร์เอ็นอยู่ที่ไหน ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มานานกว่า 16 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่นั่นเอง

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนปลดแอกที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของประเทศว่า จะถือเป็น “อีกเงื่อนไขหนึ่ง” ที่จะถูกบีอาร์เอ็นนำมาใช้ก่อเหตุร้ายในพื้นที่หรือไม่ โดยการก่อเหตุจะไม่ถี่ แต่จะมีการ “เว้นระยะ” เหมือกับนิว นอร์มอล แต่เป็นการก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมืองและหวังคะแนนนิยมของมวลชนในพื้นที่

ยิ่งสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่กรุงเทพฯ และในภูมิภาคต่างๆ เข้มข้นเท่าไหร่ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีแต่จะยิ่งต้องระมัดระวังให้ยิ่งขึ้นมากเท่านั้น เพราะการเรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการกดขี่ เรื่องความเหลื่อมล้ำและเรื่องการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมในเวทีนักศึกษาและประชาชนปลดแอกกระหึ่มดังเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้ “เข้าทาง” บีอาร์เอ็นมากเท่านั้น

เนื่องเพราะปัญหาทั้งหมดที่ถูกเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุมล้วนคือปัญหาที่เป็น “ชนวนเหตุไฟใต้” ทั้งหมดนั่นเอง


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...